เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

เงินเฟ้อสหรัฐ ส่งผลต่อไทยและโลกอย่างไร เพราะอะไรจึงต้องจับตามอง

12 ม.ค. 2566 | 18:38น.
ผู้เขียน : รุ่งนภา พิมมะศรี

ในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ในพื้นที่ข่าวเศรษฐกิจจะมีข่าวว่า “จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ” ทั้งนักลงทุน นักการเงิน ผู้กำหนดนโยบายการเงิน นักกลยุทธ์ นักวิเคราะห์ นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ล้วนบอกว่า “ต้องจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ”

หลายคนทราบอยู่แล้วว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐอเมริกา ส่งผลต่อประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกอย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่ไม่ทราบมีจำนวนมากกว่า “ประชาชาติธุรกิจ” จึงขอชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้กันว่า เงินเฟ้อของสหรัฐ ส่งผลต่อไทยและโลกอย่างไร ทำไมเราถึงได้ยินคำว่า “จับตาเงินเฟ้อสหรัฐ” กันทุกเดือน 

ซึ่งคำอธิบายว่าเงินเฟ้อสหรัฐ ส่งผลต่อไทยและโลกอย่างไร ต้องย้อนกลับไปเริ่มอธิบายเรื่องเงินเฟ้อ และกลไกการแก้ปัญหาเงินเฟ้อว่าเขาแก้กันอย่างไร 

เงินเฟ้อ คืออะไร

“เงินเฟ้อ” (inflation) หมายถึงภาวะที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากเป็นเงินเฟ้ออ่อน ๆ ถือว่าดี เพราะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การใช้สอย  แต่ถ้าเงินเฟ้อสูงมาก จะเริ่มสร้างปัญหาให้ภาคครัวเรือนที่ต้องประสบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น  

เงินเฟ้อมีหลายรูปแบบและมีชื่อเรียกตามสาเหตุของการเกิด และตามสภาวะเศรษฐกิจขณะเกิดภาวะเงินเฟ้อนั้น ๆ ขึ้น 

อย่างเช่นคำว่า reflation คือ ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการสูงกลับขึ้นมาหลังจากที่ลดต่ำลงไปก่อนหน้านั้น มักเกิดในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤต ซึ่งส่วนมากเป็นผลจากการที่รัฐใช้นโยบายการเงินหรือนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) 

อีกคำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยในปี 2565 ก็คือคำว่า stagflation หมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว คนไม่มีเงิน กำลังซื้อลด การลงทุนและการจ้างงานไม่โต 

สาเหตุของการเกิดภาวะเงินเฟ้อมี 2 สาเหตุหลัก คือ

1.ความต้องการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น สินค้าและบริการมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ผู้ขายและผู้ให้บริการปรับเพิ่มราคาขึ้น เงินเฟ้อที่เกิดจากสาเหตุแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “เงินเฟ้อที่เกิดจากแรงดึงของอุปสงค์” หรือ “demand-pull inflation”

เงินเฟ้อที่เกิดจากแรงดึงของอุปสงค์ มักจะเกิดในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตดี มีเงินในระบบมากเศรษฐกิจมาก คนมีเงินจับจ่ายใช้สอย มีการลงทุน เศรษฐกิจร้อนแรง

2.ต้นทุนการผลิตและการให้บริการเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ผลิตและผู้ให้บริการปรับราคาให้สูงขึ้น เงินเฟ้อที่เกิดจากสาเหตุแบบนี้เรียกว่า “เงินเฟ้อที่เกิดจากแรงผลักของต้นทุน” หรือ “cost-push inflation”

เงินเฟ้อที่เกิดจากแรงผลักของต้นทุนอาจจะเกิดขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตดี หรือในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว หรือในภาวะที่เศรษฐกิจถดถอยก็ได้ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการบริการเป็นหลัก อย่างเช่น ราคาธัญพืชพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากสถานการณ์รัสเซียบุกยูเครน ทุกประเทศที่ใช้ธัญพืชได้รับผลกระทบจากราคาที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี

นอกจากนั้น ถ้าเงินเฟ้อเกิดขึ้นต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้วยังไม่ลด ก็อาจจะทำให้เกิดเงินเฟ้ออีกประเภทหนึ่ง คือ เงินเฟ้อที่เป็นผลจากการคาดการณ์ (built-in inflation หรือ self-fulfilling inflation) เงินเฟ้อแบบนี้เกิดจากการคาดการณ์ว่าราคาสินค้าและบริการจะสูงขึ้นอีก คนทำงานจึงเรียกร้องการเพิ่มค่าจ้าง แล้วฝั่งผู้ขายสินค้าก็ปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก หรืออีกกรณีคือ ผู้บริโภคเห็นว่าสินค้ามีราคาสูงขึ้น แล้วกังวลว่าในอนาคตจะสูงขึ้นอีก จึงซื้อสินค้ามาตุน ส่วนฝั่งผู้ขายก็เห็นว่าผู้บริโภคก็ยังมีกำลังซื้ออยู่ จึงยิ่งขึ้นราคาสินค้าขึ้นไปอีก 

ภาวะเงินเฟ้อสหรัฐฯ
REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

กลไกแก้ปัญหาเงินเฟ้อ

เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ อย่างเป้าหมายเงินเฟ้อของสหรัฐ ในยุคปัจจุบันอยู่ที่ 2% แต่ปี 2022 ที่ผ่านมาเงินเฟ้อของสหรัฐ สูงกว่าเป้าหมายไปมาก โดยต่ำสุดที่ 7% ในเดือนมกราคม และสูงสุดที่ 9.1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี  

กลไกสำคัญที่หน่วยงานที่รับผิดชอบการแก้ปัญหาเงินเฟ้อใช้กันเป็นสากลก็คือ ธนาคารกลางของประเทศจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเงิน เพื่อไปกดดันให้ผู้คนลดการจับจ่ายใช้สอย ภาคธุรกิจลดการลงทุน 

กลไกนี้อยู่บนหลักการและการคาดการณ์ว่า เมื่อต้นทุนทางการเงินสูง จะกดให้การใช้จ่ายน้อย ราคาสินค้าและบริการก็จะปรับลดลงตาม ซึ่งทั้งโลกใช้กลไกเดียวกันนี้เป็นหลัก  

แล้วเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คือ 

1.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ เนื่องจากความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 

2.ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

3.ผลิตภัณฑ์การเงินของสหรัฐ อย่างพันธบัตรรัฐบาล และตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ที่ออกใหม่จะให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามการเคลื่อนไหวอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นตัวอ้างอิงการกำหนดอัตราผลตอบแทน ทำให้ตราสารหนี้เก่า ๆ ในตลาดมีค่าน้อยกว่า ส่งผลให้อาจเกิดเทขายตราสารหนี้ที่ถือกันอยู่ เพื่อนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกใหม่ นำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้

4.ถ้าดอกเบี้ยสูงมาก นักลงทุนจะเคลื่อนย้ายเงินที่ลงทุนในหุ้นไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น 

5.ต้นทุนการดำเนินธุรกิจในสหรัฐเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจลดการใช้เงิน-ลดการลงทุน (อาจรวมถึงการลดการจ้างงาน ลดหรือไม่ขึ้นค่าจ้าง) เมื่อเงินฝืดลงหรือมีการใช้เงินน้อยลง สินค้าก็จะปรับลดราคาลง 

6.อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recession) ผลกระทบนี้อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท ณ ช่วงเวลานั้น ๆ ทั้งนี้ สถิติตั้งแต่ปี 1960 ถึงปัจจุบัน (ปี 2023) การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด 11 ครั้ง ส่วนใหญ่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยลงไปถึง 8 ครั้ง และในครั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็กังวลกันว่าจะเป็นเหตุให้เศรษฐกิจถดถอยอีกครั้ง

ทั้งนี้ สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศอื่น ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาภายในประเทศนั้น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับในสหรัฐ  

เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Photo by Nicholas Kamm/ AFP)

เมื่อสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย สะเทือนไทยและทั้งโลก

มาถึงคำอธิบายว่าการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ส่งผลมาถึงไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกอย่างไรบ้าง 

การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอเมริกา จะส่งผลต่อไทยและประเทศต่าง ๆ ผ่าน 3 ช่องทาง คือ

1.ตลาดเงินตลาดทุน : นักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่ดีที่สุด จึงมีการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปตามอัตราดอกเบี้ยและปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ซึ่งประเมินว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี

เมื่อดอกเบี้ยสหรัฐสูงขึ้น หมายความว่า การนำเงินไปซื้อพันธบัตรสหรัฐซึ่งมีผลตอบแทนสูงขึ้นและยังมีความเสี่ยงน้อยกว่าซื้อหุ้น เงินลงทุนจึงไหลออกจากประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังตลาดตราสารหนี้สหรัฐประเทศไหนมีนโยบายทางการเงินในทิศทางตรงข้าม และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐมาก ก็มีความเสี่ยงที่เงินทุนจะไหลออกมาก

2.อัตราแลกเปลี่ยน : ถ้าสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย เงินลงทุนไหลไปสหรัฐมาก ความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐจะมาก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็จะแข็งขึ้น แปรผันให้ค่าเงินบาทของไทยและค่าเงินของประเทศอื่น ๆ อ่อนลง

สำหรับประเทศที่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ค่าเงินของประเทศนั้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่ลอยตัวค่าเงินก็จะแข็งค่ามากขึ้นตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ประเทศนั้นสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และส่งออกได้น้อยลง ซึ่งจะชะลออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในที่สุด 

3.การค้า : เมื่อเงินบาทอ่อน ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐจะสูงขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้นทุนของภาคธุรกิจ แล้วส่งต่อไปยังราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย และในทางกลับกัน การส่งออกจะได้รับผลบวกจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะเงินบาทอ่อนจะนำเงินดอลลาร์สหรัฐมาแลกได้เงินบาทจำนวนมากขึ้น แต่ความเสี่ยงก็คือ อุปทานสินค้า (demand) จากสหรัฐอาจจะลดลง ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐน้อยลงด้วย 

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนว่าเป็นแบบคงที่หรือแบบลอยตัว การเชื่อมโยงทางการค้ามากหรือน้อยเพียงใด และความเปราะบางของเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อสหรัฐ และการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ในปี 2022 ที่เห็นแล้ว คือ 

1.เงินบาทของไทยอ่อนค่าลงมาก เหมือนกับอีกหลาย ๆ สกุลเงินทั่วโลก โดยเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงในเดือนเมษายน แล้วอ่อนอย่างต่อเนื่อง จนอ่อนค่าที่สุดในวันที่ 20 ตุลาคม 2022 ที่อัตราแลกเปลี่ยน 38.4745 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงอัตราขายถัวเฉลี่ย ของ ธปท.) คิดเป็นอ่อนค่าลง 14.13% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2021 ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 33.7119 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ  

2.สิ่งที่ตามมาเมื่อค่าเงินบาทอ่อนมากก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำเป็นต้องนำเงินทุนสำรองของประเทศ (เงินสำรองระหว่างประเทศ-International Reserves) ออกมาพยุงค่าเงินบาท ทำให้ทุนสำรองของไทยลดลง  

เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Reserves) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2022 อยู่ที่ 245,812.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 33,344.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 11.94% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2021 ซึ่งจำนวนเงินสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ 279,156.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

3.ธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก และเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อในประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือนสูงขึ้น 

ทั้งหมดนี้คือคำอธิบายตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์ว่า ทำไมเราถึงได้ยินคำว่า “จับตามองเงินเฟ้อสหรัฐ” กันบ่อย ๆ 

อ้างอิง :

……………….

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง