Skip to content

วิกฤตธนาคาร “เอสวีบี” ป่วน “สตาร์ตอัพ” อเมริกัน

15 มี.ค. 2566 | 06:00น.
วิกฤตธนาคาร “เอสวีบี”  ป่วน “สตาร์ตอัพ”  อเมริกัน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เมื่อ 9 มีนาคมที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกา พากันเทขายหุ้นธนาคารกันขนานใหญ่ ชนิดที่ทำให้มูลค่าตลาดของ 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่ เจพีมอร์แกน เชส, แบงก์ออฟอเมริกา, ซิตี้กรุ๊ป และเวลส์ ฟาร์โก หายไป รวมกันแล้วมากถึง 52,400 ล้านดอลลาร์ ในชั่วระยะเวลาเพียงวันเดียว

ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับธนาคารขนาดใหญ่เหล่านั้น แต่การเทขายดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เกิดสั่นคลอนอันเนื่องมาจากวิกฤตของธนาคารขนาดเล็ก มุ่งเน้นทำธุรกรรมกับกิจการสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในซิลิคอนวัลเลย์ ที่ชื่อ ซิลิคอน หนึ่งวันก่อนหน้านั้น เอสวีบี เปิดเผยว่า ประสบภาวะขาดทุน 1,800 ล้านดอลลาร์ จากการขายหลักทรัพย์ในพอร์ตที่มีมูลค่ารวม 21,000 ล้านดอลลาร์

เหตุผลที่ต้องขายเพราะต้องการนำเงินมาเพิ่มทุนที่หดหายไป เพราะมีเงินฝากเข้ามาในระบบลดน้อยลง

ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้นอีกไม่กี่วัน บรรษัทค้ำประกันเงินฝากแห่งรัฐ (Federal Deposit Insurance Corporation) หรือ เอฟดีไอซี ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการธนาคารทั่วประเทศ เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐอเมริกากำลัง “ขาดทุนทางบัญชี” รวมกันสูงถึง 620,000 ล้านดอลลาร์ จากหลักทรัพย์ในพอร์ตของตนแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว ณ สิ้นปี 2022 ธนาคารในสหรัฐอเมริกาเกิดการขาดทุนขึ้นจริงเพียง 31,000 ล้านดอลลาร์ และในเวลาเดียวกันก็มีสินทรัพย์อยู่รวมกันมากถึง 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขการขาดทุนทางบัญชีและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเอสวีบี ก็ส่งผลทางจิตวิทยาต่อนักลงทุนอย่างรุนแรง จนเกิดการเทขายดังกล่าว

ในวันเดียวกันกับที่มีการเทขายหุ้นในกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน สถานการณ์ของเอสวีบียิ่งทรุดหนัก เพราะเพียงวันนั้นวันเดียวเกิดการแห่ถอนเงินฝากจากธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วมากถึง 42,000 ล้านดอลลาร์

ส่งผลให้ เอฟดีไอซี ต้องเข้าควบคุมกิจการ และระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดของเอสวีบีลงโดยสิ้นเชิงในเช้าวันถัดมา

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ปัญหาระดับวิกฤตของ เอสวีบี แตกต่างออกไปจากวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นกับระบบธนาคารในสหรัฐอเมริกาเมื่อราวต้นศตวรรษนี้ ซึ่งเกิดปัญหา “โอเวอร์อินเวสต์เมนต์” ขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ เอสวีบี เป็นแบบเดียวกันกับเรื่องราวที่เล่าขานกันทั่วไปจนคุ้นเคยในแวดวงธนาคาร นั่นคือการที่ธนาคารไล่ล่าแสวงหากำไรจากผลตอบแทนที่สูงกว่า อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนเกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการความเสี่ยงของตนเอง ที่บกพร่องอยู่อย่างชัดเจน

เอสวีบี เกิดขึ้นและเติบโตได้อย่างรวดเร็วจากช่องว่างที่บรรดาธนาคารระดับบิ๊กทั้งหลายไม่ให้ความสนใจใน “สตาร์ตอัพ” เมื่อสตาร์ตอัพได้รับความนิยม นักลงทุนแห่กันเข้ามาลงทุน เทเม็ดเงินมหาศาลฝากไว้ที่ธนาคารแห่งนี้ ซึ่งว่ากันว่า ทำธุรกรรมอยู่กับราวครึ่งหนึ่งของจำนวนสตาร์ตอัพทั้งหมดที่มีในซิลิคอนวัลเลย์

ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี สินทรัพย์ของเอสวีบี เติบโตพรวดพราดขึ้นกว่า 3 เท่าตัว เพราะการไหลเข้ามาในรูปของเงินฝากของเงินลงทุนในสตาร์ตอัพที่เริ่มก่อตั้งกิจการทั้งหลาย

และธนาคาร เอสวีบี นำเงินฝากเหล่านี้ไปลงทุนในระยะยาวในพันธบัตร เพื่อให้ได้ผลตอบแทนในอัตราสูง

ปัญหาก็คือ เมื่อเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว มูลค่าตลาดของการลงทุนดังกล่าวก็ลดลงมากขึ้น และมากขึ้นตามลำดับ ในเวลาเดียวกับที่นักลงทุนเริ่มเพลาความสนใจในสตาร์ตอัพลง ดึงเงินไปลงทุนในที่อื่น ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลารวดเร็วถึงสิ้นปี 2022 เอสวีบี มีภาวะขาดทุนทางบัญชีมากถึง 15,000 ล้านดอลลาร์

ปัญหาของเอสวีบีอาจไม่เกิดขึ้น หากตัดสินใจเทขายพันธบัตรที่ถือครองอยู่เหล่านั้น แล้วยอมรับสภาพการขาดทุนที่เกิดขึ้น แต่กลับทำตรงกันข้าม คือยังคงถือครองพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทน
ต่ำเหล่านั้นต่อไปเรื่อย ๆ และแน่นอนยิ่งขาดทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน

แผนดังกล่าวอาจได้ผลก็เป็นได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ก็คือ บรรดาลูกค้าที่เป็นสตาร์ตอัพ ซึ่งมีปัญหายุ่งยากมากขึ้นในเวลานี้ พากันถอนเงินสดออกจากเอสวีบี เพื่อแก้ปัญหาของตัวเอง แต่เป็นการบีบบังคับกลาย ๆ ให้ เอสวีบี ต้องขายหลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้ในพอร์ต และยอมรับการขาดทุนที่เกิดขึ้นจริงเพื่อเพิ่มทุน

ข่าวการดิ้นรนเพื่อเพิ่มทุนของเอสวีบี ยิ่งก่อให้เกิดการแตกตื่น ทั้งสตาร์ตอัพ ทั้งกิจการเวนเจอร์แคปิตอล พากันถอนเงินออกจาก เอสวีบี จนกลายเป็นปรากฏการณ์ “ล้มทั้งยืน” ในที่สุด

จนถึงขณะนี้ แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ประกาศมาตรการเพื่อเข้าดูแลผู้ฝากเงินแบบ 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นไม่ให้เกิดปัญหาโดมิโนระบบสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ตามชะตากรรมของเอสวีบียังไม่แน่ชัดนัก แต่ที่ชัดเจนก็คือ บรรดาสตาร์ตอัพทั้งหลายที่ทำธุรกรรมอยู่กับเอสวีบี ที่ลำบากอยู่ก่อนหน้านี้ จะยิ่งลำบากมากยิ่งขึ้น เมื่อสภาพคล่องขาดมือ

หลายแห่งอาจจำเป็นต้องปิดตัวลงเมื่อเงินสดถูกล็อกตายเพราะการถูกระงับกิจการของเอสวีบี

และหาก เอสวีบี ต้องล่มสลายไปในที่สุด แวดวงสตาร์ตอัพอเมริกันก็จะสูญเสียกลไกสำคัญที่เติบโตมาด้วยกันไปอย่างน่าเสียดาย