ผู้เขียน : มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ คอลัมน์ : Tech Times
วันแรงงานปีนี้ผ่านไปแบบไม่มีอะไรให้น่าเฉลิมฉลองมากนัก เพราะทุกวันแรงงานทั่วโลกก็ยังคงต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยและอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
หนึ่งในปัจจัยคุกคามแรงงานที่กำลังมาแรงไม่ใช่ใครอื่น หากแต่คือเทคโนโลยี AI อย่าง ChatGPT และพี่น้องตระกูล generative AI ทั้งหลาย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีสถาบันวิเคราะห์หลายแห่งที่เคยเตือนภาครัฐผ่านงานวิจัย ถึงผลกระทบของ AI ที่มีต่อแรงงาน โดยหวังว่าจะกระตุ้นให้เกิดมาตรการป้องกันไม่ให้มีแรงงานจำนวนมากต้องตกงาน
เช่น McKinsey เคยคาดการณ์ไว้ในปี 2017 ว่าระบบ automation จะทำให้มีคนต้องตกงานราว 400-800 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2030
ต่อมาในปี 2019 Bookings Institution เตือนว่าแรงงานอเมริกันราว 1 ใน 4 หรือ 36 ล้านคนจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์
พอมาปีนี้ Goldman Sachs ก็ออกโรงเตือนอีกครั้งว่า generative AI อาจส่งผลกระทบต่องานประจำถึง 300 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ซึ่งจะเป็นการ disrupt ตลาดแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากสุดไม่ใช่กรรมกรผู้ใช้แรงงาน แต่คือพนักงานออฟฟิศ
ซึ่งจากการรวบรวมของ Business Insider งานที่มีสิทธิโดน disrupt มากที่สุด ได้แก่ เทคโนโลยี (เช่น โค้ดดิ้ง คอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ ซอฟต์แวร์ เอ็นจิเนียร์ และนักวิเคราะห์ข้อมูล) สื่อ (เช่น โฆษณา คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ นักข่าว) กฎหมาย (ผู้ช่วยทนาย) นักวิจัยตลาด นักวิเคราะห์การเงิน ครู เทรดเดอร์ กราฟิก ดีไซเนอร์ นักบัญชี และงานดูแลลูกค้า
ล่าสุด Chegg บริษัทติวเตอร์ออนไลน์ กลายเป็นสตาร์ตอัพเทครายแรก ๆ ที่ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจาก ChatGPT โดยบอกว่าเริ่มเห็นเค้าลางมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่นักเรียนหันมาใช้ ChatGPT มากขึ้น แม้จะยังทำรายได้ได้ตามเป้าในไตรมาสแรก แต่คาดว่าไตรมาสนี้จะมีรายได้ต่ำกว่าการประเมิน ซึ่งการออกมายอมรับว่า ChatGPT มีผลต่อรายได้และการเติบโตในครั้งนี้ ส่งผลให้หุ้นของ Chegg ร่วงแรงทันที 48%
แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรมอง AI ในแง่ร้ายอย่างเดียว เพราะแม้กระทั่งรายงานของ Goldman Sachs เองก็ยังเขียนถึงผลกระทบในแง่บวกของ AI ไว้ด้วย
เช่น จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและส่งผลให้ GDP ทั่วโลกเพิ่มขึ้นราว 7% ต่อปีในระยะยาว และหากดูจากประวัติศาสตร์แล้ว ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติเทคโนโลยีก็จะเห็นผลกระทบต่อแรงงานในระยะแรก ตามด้วยการปรับตัวครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม จนนำไปสู่การจ้างงานใหม่ ๆ และการเพิ่มกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาร์วาน บิชาร่า คอลัมนิสต์และนักวิเคราะห์จากสื่อใหญ่อย่าง Al Jazeera ให้แง่มุมที่น่าสนใจว่า หากจะเอาประวัติศาสตร์เป็นมาตรวัดจริง ๆ เราก็ควรเปิดใจยอมรับด้วยว่า สุดท้ายแล้วผู้ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ จากการพัฒนาเทคโนโลยีไม่ใช่แรงงาน แต่คือนายทุนต่างหาก
มาร์วานเขียนในคอลัมน์ของเขาว่า จริงอยู่ที่เทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิต สร้างอาชีพหรือตำแหน่งงานใหม่ (ที่มีความซับซ้อนขึ้น) และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาบริการที่มีประโยชน์ต่าง ๆ มากมาย เช่น บริการสาธารณสุข การรับมือปัญหาโลกร้อน และบริการคมนาคมขนส่ง แต่เขาก็ตั้งคำถามด้วยว่า แล้วครอบครัวหลายล้านครอบครัวที่ต้องตกงานและขาดรายได้ในระยะแรกล่ะจะอยู่กันอย่างไร
และไหน ๆ AI ก็กลายเป็นจำเลยสังคมไปแล้วในเรื่องนี้ เขาเลยถาม ChatGPT เสียเลยว่า AI จะส่งผลกระทบต่อแรงงานหรือไม่ ซึ่งตอนแรกเจ้าแชตบอตอัจฉริยะเลี่ยงไม่ตอบตรง ๆ เพียงแต่หยิบผลงานวิจัยหลายชิ้นมาอ้างอิงถึงข้อดี-ข้อเสีย ของ AI ก่อนสรุปว่า AI จะช่วยสร้างและเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว แต่ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันหามาตรการพัฒนาฝีมือแรงงาน
แต่มาร์วานไม่พอใจกับคำตอบสวย ๆ แบบนี้ เขาเลยสั่งให้ ChatGPT ตอบตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม ซึ่งหลังจากโต้ตอบกันไปมา สุดท้าย ChatGPT ก็หลุดออกมาว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์ได้รวดเร็วกว่าสาวตระกูลคาร์เดเชียนเปลี่ยนแฟนเสียอีก!
อาจฟังดูน่าขำ แต่นี่ไม่ใช่มุขตลก อย่าลืมว่า ChatGPT เป็นแชตบอตที่ทำตามคำสั่ง เมื่อถามมา ก็ตอบไป โดยประมวลผลจากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังมันสมองอัจฉริยะของมัน ดังนั้น คำตอบของเจ้าแชตบอตตัวนี้ ย่อมไม่ใช่อะไรที่จะมองข้ามได้ง่าย ๆ
แต่ที่เป็นตลกร้ายจริง ๆ คือ เรามาถึงจุดที่ต้องถาม AI แล้วว่ามันจะมาแย่งงานเรารึเปล่า
ดังนั้น มาร์วานมองว่า นอกจากจะต้องมีการกำกับดูแลการใช้ AI ทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมแล้ว รัฐบาลควรมีนโยบายป้องกันเร่งด่วนเพื่อไม่ให้เกิดหายนะขึ้นในตลาดแรงงานในอนาคตอันใกล้
เช่น การลงทุนในระบบการศึกษาเพื่อฝึกและเสริมทักษะให้แรงงานสามารถรับผิดชอบหน้าที่ใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนขึ้นได้ และการออกนโยบายรายได้พื้นฐานทั่วหน้า (universal basic income) เพื่อประคับประคองกลุ่มเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เพราะทุกรัฐบาลต้องทุ่มสรรพกำลังไปกับการรับมือภัยใกล้ตัวอย่าง “โควิด” กันหมด จนภัยคุกคามของ AI กลายเป็นเรื่องไกลตัวและแทบไม่ได้รับความสนใจ
แต่ถ้า Chegg บริษัท edtech ที่มีมูลค่าสูงสุดในปี 2021 ยังรับมือกับการ disruption ครั้งนี้ไม่ทัน แสดงว่าภัยนี้อาจมาเร็วและแรงกว่าที่คิด และหากยังไม่มีมาตรการรับมือใด ๆ คนที่ซวยสุดคงไม่ใช่เจ้าของกิจการ แต่คือพนักงานที่ถูกทำให้ไร้ความจำเป็นและถูกปลดในที่สุด