91 ปี ปฏิวัติ 2475 ว่าด้วย ปฏิบัติการ สายลับ และสืบราชการลับ
ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2566 เป็นวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย
เพราะวันนี้ เมื่อ 91 ปีก่อน คณะราษฎรนำโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา ลงมือปฏิบัติการแบบสายฟ้าแล่บ คุมตัวเจ้านายมาประทับยังที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต ในขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงประทับที่วังไกลกังวล หัวหิน โดยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร
จนถึงนาทีนี้ แม้ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 1 ศตวรรษ แต่นักสำรวจประวัติศาสตร์ยังมีหลายแง่มุมที่น่าสนใจนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ เบื้องหลังเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนวันปฏิวัติ ถึงฉากการต่อสู้ระหว่างฝ่ายเจ้านาย-อนุรักษนิยม กับฝ่ายคณะราษฎร หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ช่วงเวลา-สถานการณ์ที่ยังคุกรุ่น ไม่มีฝ่ายใด ไว้ใจซึ่งกันและกัน เมื่อความหวาดระแวง กลายเป็นข่าวลือ และข่าวลือจำเป็นต้องมี “สายลับ” เพื่อสืบความเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย
ตัวอย่างเช่น หลังชั่วโมงการปฏิวัติ ปรากฏหลักฐานเอกสารทางราช ตีตรา “ลับ” ไม่ลงวันที่ โดยคณะราษฎรได้เปิดรับสมัครพรรคพวกให้เขาร่วมงานกับคณะราษฎร-ส่วนหนึ่งอาจเป็นสายลับ ?
“รับสมัครผู้ช่วยเหลือให้ประกาศบอกสถานที่รับสมัครแลลงชื่อ ที่อยู่แลอาชีพไว้ พวกนั้นจะต้องสาบาลตัวว่าช่วยเหลือและยอมเสียสละเพื่อราษฎรทั่วไป…สมาชิกคณะนี้มีหน้าที่ชี้แจงปลุกใจให้ประชาชนเข้าใจความหวังดีของคณะ และสืบหาทางที่จะปลอดภัยของคณะ…”
หลังจากประกาศดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป “พระยาศราภัยพิพัฒ” อันมีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง อยู่ในตำแหน่งเป็นเจ้ากรมเสมียนตรา กระทรวงกลาโหม
ได้เขียนจดหมายได้ตอบกลับถึงเหตุการณ์ที่ถูกติดตามสืบ โดยเรียนประธานกรรมการคณะราษฎร เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2475 อันเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ออกจากราชการ ไปเป็นทหารบำนาญ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมปี 2475 ตามคำสั่งที่ออกมาเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมปี 2475
“ด้วยข้าพเจ้าทราบว่า คณะราษฎร เคลือบแคลงสงสัยในพฤติการณ์ของข้าพเจ้าว่าจะเปนผู้ไม่สงบให้แก่บ้านเมือง โดยมีผู้ยุยงส่งเสริมป้ายความร้ายให้แก่ข้าพเจ้าโดยนานัปการ โดยราบว่าเมื่อคืนวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งข้าพเจ้าได้นอนหลับอยู่ที่บ้านโดยปกติสุข ได้มีรถยนต์เจ้าน่าที่ตำรวจและทหารไปจอดรอที่หน้าบ้านข้าพเจ้าตำบลถนนพิพัฒนโกษาสีลมจวนรุ่งสว่าง”
การสืบหาข้อมูล-ความลับของฝ่ายอำนาจเก่า ได้มีการรายงานไปยังสมาชิกคณะราษฎรบางคน เช่น หลวงนฤเบศร์มานิต (สงวน จูฑะเตมีย์) ผู้ก่อการสายพลเรือน มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นผู้เข้ามาทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากองสืบ เนื่องจาก “รายงานหลายฉบับ” ได้เขียนถึง “หลวงนฤเบศร์มานิต” รวมถึงแกนนำคณะราษฎรคนอื่น ๆ เช่น พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาฤทธิอัคเนย์
บุคคลที่ถูก “ตามสืบ” ประกอบด้วยกลุ่มพระราชวงศ์ กลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ข้าราชการในระบอบเก่า นักหนังสือพิมพ์ พ่อค้า
แกะรายตั้งแต่ตามท้องถนน หน้าวัง ตามบ้าน ราชกรีฑาสโมสร ร้านอาหาร กิจการของชาวจีน โรงพิมพ์ รวมไปถึงร้านกาแฟนรสิงห์ ที่ตอนนั้นตั้งอยู่บริเวณสนามเสือป่า
การระวังภัยของคณะราษฎร จึงอยู่ในการระวังภัยขั้นสุด ขณะเดียวกันฝ่ายอำนาจเก่าที่เพิ่งถูกโค่นก็ต้องการ “หาข่าว” ของฝ่ายตรงข้าม คือคณะราษฎรเช่นกัน
ครั้งหนึ่ง เหตุการณ์อันชวนระทึกก็ถูกถ่ายทอดลงบนหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น ข่าว “สายลับ” ที่ตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2475
“….ขณะที่นายเรือเอกขณะที่นายเรือเอก หลวงชลพิสัยเสนีกําลัง ควบคุมกองทหารรักษาการณ์ที่สถานีรถไฟหัวลําโพง
ตามคําสั่งของคณราษฎรนั้น ได้มีชายผู้หนึ่งอ้างตัวเอง ว่าชื่อ ร.ต.ต. เจริญ บุญญะประพูด เปนนายตํารวจ ประจําอยู่ ณ สถานีตํารวจสําราญราษฎร์และได้ยื่น นามบัตรให้แก่หลวงชลพิสัยฯ ดูเป็นหลักฐานและแสดงความจํานงว่าตนจะมาสืบจับตัวผู้ร้ายคนหนึ่ง ซึ่งหลบมาอยู่การรถไฟ ขอให้หลวงชลพิสัยฯ อนุญาต ให้เข้าทําการค้นตัวผู้ร้ายได้ตามความจํานงด้วย
….หลวงชลพิสัยรับนามบัตรมาดูและฟังคําพูดชี้แจงของชายผู้นั้นแล้วก็นึกสงสัย เพราะแน่ใจว่า ร.ต.ต.เจริญคงไม่ใช่ชายผู้นี้แน่…จึงมีคําสั่งให้ทหารรักษาการณ์กักตัวชายผู้นั้นไว้…และนําตัวไปทําการไต่สวนยังสถานีตํารวจประทุมวันแต่ในตอนดึกวันนั้น
แต่ความทางไต่สวนปรากฏว่า ชายผู้นั้นชื่อประยูร แต่จะมีอาชีพทางใดยังไม่ปรากฏ และการที่นายประยูร เอานาม ร.ต.ต.เจริญไปอ้างเพื่อเข้าไปในแนวกอง รักษาการณ์ของคณราษฎรทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่สงสัยว่าน่าจะเป็นเพราะต้องการจะปลอมตัวเข้าไปสืบการลับในกองรักษาการณ์มากกว่าอื่น…”
นอกจากนั้น การสืบราชการลับให้แก่ “คณะราษฎร” ยังมีการ “ดักฟังโทรศัพท์” กลุ่มอำนาจเก่า เช่น ในรายงานวันที่ 17 สิงหาคม 2475 มีรายงานว่ามีการดักฟังทางโทรศัพท์ระหว่าบ้านนายเคเถากับเดลิเมล์ ความในจดหมายรายงานว่า
“เรียนคุณครูที่เคารพ…วันนี้ผมฟังทางโทรศัพท์ในระหว่างบ้านนาย เคเถากับเดลิเมล์ ได้ยินนายเคเถาพูดกับพระยาสราภัยพิพัฒน์ (พระยาศราภัยพิพัฒ) พระยาสราภัยฯ บอกนายเคเถาว่า ได้รับจดหมายจากพวก คนหนึ่ง ว่าได้คนดีไว้สองคนแล้ว เวลากลางคืนจะนําจดหมายไปให้นายเคเถาดู และนายเคเถาถามว่าเมื่อ คืนนี้เป็นอย่างไร เหตุการณ์เรียบร้อยดีหรือ พวกเรา ออกจะเมา ๆ บ้างนะ แล้วทั้งสองต่างก็เลิกพูด โดยเหตุนี้ผมจึงเรียนมาเพื่อทราบ เพราะเป็นที่น่าสงสัย”
ต่อมาได้มีคําสั่งห้ามใส่สายดักฟังตามที่ทําการและบ้านข้าราชการ เว้นแต่บ้านคนจีนและบ้านผู้เช่าอื่น ๆ เท่านั้น เนื่องจาก ผู้ที่ไม่ทราบว่ามีปฏิบัติการดังกล่าว และเกรงว่าสภาผู้แทนราษฎรทราบปฏิบัติการดังกล่าวหากขอให้สั่งการ
การชิงอำนาจหลังการปฏิวัติ 2475 ที่ไม่มีบุคคลสำคัญ ต้องถึงตาย หรือสูญเสียเลือดเนื้อในวันนั้น แต่
….
เรียบเรียงจาก หนังสือ “ใต้เงาปฏิวัติ การสืบราชการลับและความหวังของราษฎร 2475” สำนักพิมพ์มติชน โดย “ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์”