อุดหนุนดีเซลในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เติมน้ำมัน
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ครม.ได้มีมติ “รับทราบ” แนวทางการดำเนินงานตามข้อเสนอของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงการคลัง ว่า จะไม่ขยายระยะเวลาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท/ลิตรต่อไปอีก หลังจากที่รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 35 บาท มาตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน การตัดสินใจไม่ตรึงราคาโดยจะเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลตามอัตราปกติหลังวันที่ 21 กรกฎาคม จะมีผลทำให้น้ำมันดีเซลปรับขึ้นราคาทันที ที่ลิตรละ 36 บาท จากราคาปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละประมาณ 31 บาท
เหตุผลที่รัฐบาลรักษาการไม่ต่ออายุการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกต่อไป หลังจากที่ขยายเวลามาแล้ว 7 ครั้ง ก็คือ 1) รัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากจะมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่ในอนาคต ไม่สามารถกระทำได้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
2) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง 3) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกใช้เป็นกลไกสำคัญในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาลมาโดยตลอด วันนี้ฐานะทางการเงินสุทธิติดลบลดลงเหลือ -49,829 ล้านบาท จากที่กองทุนเคยติดลบสูงสุดถึง -130,000 ล้านบาท มาแล้วในช่วงปีที่ผ่านมา
โดยปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 5 บาท/ลิตร ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 มีผลทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ไปถึง 156,000 ล้านบาท ท่ามกลางภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากเงินกู้ของรัฐที่ผ่านมา หากรัฐบาลหันมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตตามปกติ รายได้จากภาษีก็จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท
ทว่าราคาน้ำมันดีเซลที่จะต้องปรับขึ้นไปถึงลิตรละ 36 บาท ย่อมกลายเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคการขนส่ง ส่งผลให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกที่จะต้องใช้ “บริการ” ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
แม้ฐานะสุทธิของกองทุนยังคงติดลบจากการดำเนินการตรึงราคาน้ำมันดีเซลในอดีต แต่ความจำเป็นที่จะต้องไม่ให้น้ำมันดีเซลปรับขึ้นราคาไปเกินกว่า 32 บาท/ลิตร ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ “สภาพคล่อง” ที่เกิดขึ้นของกองทุน จาก “รายรับ” ที่มีจากน้ำมันทุกประเภท บวกกับเงินสะสมของกองทุนเองมาชดเชย เพื่อตรึงราคาดีเซลต่อไป
วิธีการดังกล่าวจะต้องถูกใช้เพียงชั่วคราวในช่วงของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เนื่องจากความสามารถในการรักษาเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันฯมีจำกัด จึงควรที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องรีบตัดสินใจเป็นอันดับแรก ในข้อที่ว่า จะดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลต่อไปหรือไม่ อย่างไร โดยคำนึงถึงฐานะทางการเงิน การคลัง และความจำเป็นของภาคธุรกิจ