Skip to content

4 ปัจจัยลบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปีนี้อาจโตไม่ถึงฝัน

30 ก.ค. 2566 | 16:05น.
4 ปัจจัยลบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปีนี้อาจโตไม่ถึงฝัน

ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 3% กว่า ๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูง แต่ก็เป็นอัตราที่มากกว่าปีที่แล้วที่เติบโต 2.6%

ตัวเลขจริงเมื่อสิ้นสุดปีจะโตได้ตามคาดหรือไม่ ? ตอนนี้ผ่านเดือนที่ 7 แล้ว เริ่มเห็นหลายสถาบันอัพเดตว่า “คง” และ “ปรับลด” ตัวเลขคาดการณ์

กระทรวงการคลังเองเพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงเล็กน้อย จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะโต 3.6% ลดลงเหลือโต 3.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0 ถึง 4.0) ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยได้แรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อลดลงก็ตาม

ด้วยหลายปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าติดตาม ทำให้กระทรวงการคลังปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกันที่สถาบันอื่น ๆ กำลังเฝ้าติดตามเช่นกัน ทั้งความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์การเมืองไทยเอง

 

เศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจจีนกระทบส่งออก

นับถึงเดือน มิ.ย. 2566 การส่งออกของไทยหดตัวติดต่อกันมา 9 เดือน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์บอกสาเหตุว่า เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังคงซบเซาจากแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การผลิตและการบริโภคยังคงตึงตัว ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของตลาดจีนช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ คู่ค้าส่วนใหญ่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากผลกระทบของการหดตัวทางด้านอุปสงค์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง

ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มการส่งออกยังจะไม่ดีขึ้นนัก เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักตลาดเดียวที่ถูกประเมินว่ามีโอกาสที่การส่งออกของไทยจะโตในปีนี้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนก็ไม่ดีอย่างที่คาด การนำเข้าและส่งออกของจีนก็หดตัวติดต่อกันหลายเดือน

มูลค่าการส่งออกในเดือน มิ.ย. 66 ของจีนลดลง 12.4% (YOY) เป็นการหดตัวรายเดือนที่มากที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 63 ส่วนการนำเข้าลดลง 6.8% แนวโน้มการค้าของจีนครึ่งปีหลังยังคงเผชิญกับแรงกดดันค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาเงินเฟ้อสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย จีนทั้งนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อบริโภคภายในประเทศ และเพื่อเป็นวัสดุ-วัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าส่งออก ดังนั้น การนำเข้าและส่งออกของจีนจึงมีส่วนกำหนดอนาคตการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก

กระทรวงการคลังของไทยคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกทั้งปี 2566 ในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัวที่ร้อยละ -0.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -1.3 ถึง -0.3) เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ และยูโรโซนในเดือนกรกฎาคม และของจีนในเดือนมิถุนายนที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำคัญของการส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

คนจีนไม่ออกเที่ยวนอก กระทบท่องเที่ยวไทย

เนื่องจากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทำให้ชาวจีนระมัดระวังมากขึ้นที่จะใช้จ่ายเงินไปกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้า 5 ประเทศในอาเซียน ยังไม่มีประเทศไหนถึง 50% ของระดับก่อนโควิด-19

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสะสม 5 เดือนแรกแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 คิดเป็นสัดส่วนดังนี้ อินโดนีเซีย 38.8%, ไทย 35.9%, เวียดนาม 34.3%, สิงคโปร์ 25.2% และฟิลิปปินส์ 13.8%

กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจีนเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพียง 1.6% เท่านั้นที่เดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ออกต่างประเทศ ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 มีสัดส่วน 30%

ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลังก็น่าจะยังไม่ดีขึ้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจากพนักงานบริษัททัวร์ในมณฑลกว่างโจว ที่เปิดเผยว่า การจองทัวร์ท่องเที่ยวของชาวจีนมายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงฤดูร้อน (มิ.ย.-ก.ย.) ปีนี้ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงครึ่งปีแรก

แม้แต่จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียก็ยังมีดีมานด์คิดเป็นเพียง 30% ของระดับก่อนเกิดโควิด ขณะที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ มีดีมานด์อยู่ที่ 10% ของระดับก่อนโควิดเท่านั้น

ประเทศไทยตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีนทั้งปี 5 ล้านคน แต่ตอนนี้ต้องลุ้นว่าจะถึงหรือไม่

ชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ความท้าทายของตลาดการท่องเที่ยวจีนในครึ่งปีหลัง คือ ประเด็นด้านเศรษฐกิจของจีนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเห็นจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทัวร์

 

วิกฤตแล้งทำผลผลิต-รายได้ภาคเกษตรหด

ภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้จะยาวนานต่อเนื่อง 1-2 ปี ความแล้งและร้อนจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร หลายชนิดลดลง ซึ่งผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรในปี 2566 ลงเหลือโต 1.5-2.5% คิดเป็นมูลค่า 688,780-695,570 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะโต 2-3% หรือคิดเป็นมูลค่า 692,177-698,963 ล้านบาท

“วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่า ผลผลิตภาคการเกษตรและรายได้ที่ลดลงจะทำให้คนในภาคเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย เผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น อีกทั้งภัยแล้งยังสร้างความเสียหายไปถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำตลอดจนอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ

ในภาพรวมเศรษฐกิจ “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่า ภัยแล้งจะฉุดจีดีพีของประเทศไทยในปี 2566 ลดลง 0.1% จากกรณีฐาน และจะฉุดจีดีพีในปี 2567-2568 ลดลงเฉลี่ยปีละ 0.3% จากกรณีฐาน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เอลนีโญจะสร้างความเสียหายในปี 2566 ราว 48,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2567 คาดว่าผลกระทบแรงขึ้น สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่า 48,000 ล้านบาท โดยความเสียหายหลักอยู่ที่ “ข้าวนาปรัง”

ส่วนผลกระทบต่อการส่งออก ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรภาพรวมหดตัว -2.7 ถึง -11%

 

จัดตั้งรัฐบาล ยิ่งช้ายิ่งกระทบมาก

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ปัจจัยการเมืองในประเทศ ระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลช้าเท่าไรยิ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเท่านั้น

กระทรวงการคลังประเมินว่า การตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ กรณีช้า 6 เดือนจะฉุดเศรษฐกิจ 0.05% ส่วนกรณี 9 เดือนจะฉุดเศรษฐกิจ 0.07%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้า และรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปถึงไตรมาส 3/2566 จะเริ่มส่งผลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และจากความไม่แน่นอนนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับประมาณการลงทุนเอกชนลดลงจาก 2.8% มาอยู่ที่ 2.0%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 31 ในเดือนกรกฎาคม 2566 ภายใต้หัวข้อ “ประเด็นกังวลที่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลัง 2566” พบว่า ผู้บริหารใน ส.อ.ท.ส่วนใหญ่มองว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลและความขัดแย้งทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง เป็นประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2566 และทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รวมถึงหากการชุมนุมประท้วงทวีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ไทยต้องอาศัยภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ