เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ดิษทัต ปันยารชุน ถอดรหัสธุรกิจ OR ยุคต่อไป

25 ต.ค. 2566 | 11:44น.
ดิษทัต ปันยารชุน

หลังนั่งเก้าอี้ซีอีโอ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ ที่กำลังจะครบ 1 ปีในเดือนธันวาคมนี้ ล่าสุด “ดิษทัต ปันยารชุน” ประกาศนโยบายการขับเคลื่อนธุรกิจ OR ยุคต่อไปในทิศทางที่แตกต่างจากการใช้ data driven ในการวางยุทธศาสตร์

พร้อมย้ำถึงวิสัยทัศน์ของโออาร์ว่า คือการเติบโตร่วมไปกับพาร์ตเนอร์ ซึ่งไม่ใช่เป็นแค่วิสัยทัศน์ แต่ส่งต่อเป็นแนวคิดและบิสซิเนสโมเดล ด้วยการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้ามาอยู่ในอีโคซิสเต็ม เพื่อเจริญเติบโตไปด้วยกัน

โดยสถานีบริการพีทีที สเตชั่น ที่เห็นในประเทศไทยทั้งหมดกว่า 2 พันแห่ง มีประมาณ 20% ที่โออาร์เป็นเจ้าของ และอีก 80% เป็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่โออาร์ให้สิทธิ และเป็นผู้กำกับดูแลเรื่องคุณภาพมาตรฐาน

เช่นเดียวกับร้านคาเฟ่อเมซอนที่ OR เป็นเจ้าของเพียง 20% ส่วนอีก 80% ก็ให้โอกาสเอสเอ็มอีต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม

โจทย์ท้าทายน้ำมันยุคต่อไป

ซีอีโอ OR ระบุว่า สิ่งที่โออาร์ทำมา 20-30 ปี สิ่งที่เราต้องการมากคือ “ดาต้าเบส” ของคนที่โออาร์ทำธุรกิจด้วย ทั้งลูกค้าและคู่ค้าที่มารับสิทธิทำธุรกิจร่วมกับโออาร์ ขณะเดียวกัน เรามีสมาชิกบลูการ์ด 8-9 ล้านราย ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ทรงพลังมาก ๆ

“เราให้ความสำคัญกับดาต้าเบสมาก และอยู่ระหว่างการนำดาต้าเบสนี้มาใช้ประโยชน์ ในอนาคตบอกเลยว่าจะเห็นโออาร์ไปในทิศทางที่แตกต่างกับปัจจุบัน โดย OR ก็เก็บดาต้าเบส และเอาเอไอมาจับพฤติกรรมการทำกิจกรรมของลูกค้าที่เข้ามาในสถานีบริการ โดยจะเห็นว่าลูกค้าที่ขับรถเข้ามาในสถานีบริการ 60% ไม่ได้เติมน้ำมัน แต่มาทำกิจกรรมอื่น ๆ”

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถหนีไปจากธุรกิจน้ำมันที่เป็นจุดแข็งของโออาร์ เพราะเราเป็นผู้ค้าน้ำมัน และวิวัฒนาการไปสู่ธุรกิจรีเทล (ค้าปลีก)

ขณะที่นักลงทุนมีคำถามว่า โออาร์จะทำอย่างไรถ้าวันหนึ่งคนไม่เติมน้ำมัน ไม่ใช้น้ำมัน หันไปใช้รถอีวีกันหมด แต่ในฐานะที่ผมอยู่ในสังคมน้ำมัน กล้ายืนยันว่า “น้ำมัน” ยังใช้อยู่ แต่ปริมาณลดลง ซึ่งอาจกระทบพอร์ตโฟลิโอ 5-10% แต่ไม่ใช่หายไปทั้งหมดในช่วงชีวิตของพวกเรา อีก 30-40ปีจะยังมีน้ำมันใช้อยู่ แต่สัดส่วนจะน้อยลง นี่คือความจริง

“ไม่ว่าทิศทางพลังงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร โออาร์ก็จะยังเป็นผู้ค้าน้ำมัน และเราต้องเป็นผู้นำตลอดไปในประเทศไทย”

ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของโออาร์ หรือสิ่งที่โออาร์คิดก็คือ เก็บคอร์บิสซิเนส (ธุรกิจน้ำมัน) ไว้ และพัฒนาธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ หรือกำไรมากขึ้น

ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจของโออาร์กำไร 70% มาจากกลุ่มธุรกิจโมบิลิตี้ คือน้ำมัน และกำไรอีก 30% มาจากกลุ่มไลฟ์สไตล์ “น็อนออยล์”

OR ไม่ได้มีดีแค่ในปั๊ม

“ดิษทัต” ฉายภาพธุรกิจโมบิลิตี้ของโออาร์ว่า ในส่วนการขายปลีกน้ำมันในสถานีบริการมีสัดส่วนประมาณ 52% แต่อีก 48% เป็นการขายน้ำมันให้กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งการขายน้ำมันเครื่องบิน ที่สนามบินดอนเมือง/สุวรรณภูมิ รวมถึงสนามบินต่างจังหวัด ซึ่งการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้น น้ำมันเครื่องบินอากาศยานก็มีการเติบโตตาม นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันเรือ (บังเกอร์) ตามท่าเรือต่าง ๆ รวมทั้งลูกค้าภาครัฐทั้งหมดโออาร์ก็เป็นผู้ซัพพลาย ทั้งกองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือ

รวมถึงในนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งอัตรากำไรสูงกว่า เพราะตลาดนี้ไม่ได้ถูกคุมค่าการตลาดเหมือนการขายน้ำมันในพีทีที สเตชั่น

“ทั้งนี้ กำไรของโออาร์ 70% มาจากกลุ่มโมบิลิตี้ (น้ำมัน) แต่ไม่ได้อยู่บนปั๊มน้ำมันอย่างเดียว โดยกำไรครึ่งหนึ่งมาจากพีทีที สเตชั่น และอีกเกือบครึ่งมาจากลูกค้ารายใหญ่ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ และกำไรของบริษัทอีก 30% มาจากธุรกิจน็อนออย”
ขยายธุรกิจสุขภาพ-ความงาม

ขณะเดียวกันบริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานสะอาด ทั้งการลงทุนโซลาร์รูฟ และการขยายสถานีชาร์จรถอีวี ซึ่งขณะนี้มีครบทุกจังหวัดแล้ว แต่กำลังเร่งจำนวนให้มากขึ้น ปัจจุบันมีเกือบ 600 จุด และสิ้นปีจะถึง 700 จุด ภายใต้เป้าหมาย 7,000 จุดในปี 2030

สถานีชาร์จอีวี นอกจากทำธุรกิจก็สนับสนุนนโยบายรัฐในการวางโครงสร้างพื้นฐานี เพราะในส่วนอีวีชาร์จเจอร์ต้องบอกว่าไม่มีกำไร แต่ช่วยสร้างรายได้ทางอ้อมให้กับพีทีที สเตชั่นได้ เพราะเมื่อลูกค้าเข้ามาชาร์จอีวี ช่วงเวลารอก็ต้องมาทำกิจกรรมอื่นในอีโคซิสเต็มของโออาร์ด้วย

“เราพยายามเติมแบรนด์ต่าง ๆ เข้ามาให้มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นฟู้ดแบรนด์ เบเวอเรจแบรนด์ หรือในอนาคตที่จะทำธุรกิจด้าน health & beauty ในลักษณะของร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงามนำเข้าจากเกาหลี โดยขณะนี้ได้มีการตั้งทีมศึกษากันอยู่ คาดว่าอีก 3-5 เดือนจะสรุปว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี”

ขยายอาณาจักรต่างประเทศ

ซีอีโอ OR กล่าวว่า อีกขาธุรกิจก็คือธุรกิจต่างประเทศ โดยบริษัทมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศที่ OR ดำเนินการอยู่ เพิ่มความหลากหลายในการดำเนินธุรกิจ

โดยมี PTT Station และร้านคาเฟ่อเมซอน เป็น backbone หรือกระดูกสันหลัง ก่อนขยายไปสู่สินค้าบริการอื่น ๆ เป็นการนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปขยายในกัมพูชาและประเทศอื่น ๆ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วน EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ย+ภาษี) ของกลุ่มธุรกิจต่างประเทศเป็น 15% ในปี 2570 จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 7%

“การดำเนินธุรกิจต่างประเทศไม่ง่าย ต้องเข้าใจทั้งวัฒนธรรมและการเมืองของประเทศนั้น ๆ และสิ่งสำคัญต้องเลือกพาร์ตเนอร์ให้ถูก”

สำหรับการลงทุนต่างประเทศของโออาร์ ตอนนี้มุ่งเน้น 4 ประเทศในอาเซียน ได้แก่ 1.กัมพูชา ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของโออาร์ แม้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรแค่ 16-17 ล้านคน แต่เป็นพื้นที่มีโอกาสสำหรับโออาร์ 2.ฟิลิปปินส์ 3.สปป.ลาว และ 4.เวียดนาม ซึ่งทั้งสี่ประเทศนี้ โออาร์มีการตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อดำเนินธุรกิจ

นอกจากนี้ โออาร์ยังมีการขยายร้านคาเฟ่อเมซอนไปในประเทศอื่น ๆ ในลักษณะมาสเตอร์แฟรนไชส์ ได้แก่ โอมาน ที่ปีนี้มีแผนเปิดอีก 4 สาขา และจะเพิ่มเป็น 19 สาขาในปี 2567 มาเลเซีย ปีนี้เปิดอีก 2 สาขา และจะเพิ่มเป็น 10 สาขา ในปี 2567 และญี่ปุ่นมีแผนเปิดคาเฟ่อเมซอนเพิ่มเป็น 3 สาขาในปี 2567

“กัมพูชา” พื้นที่แห่งโอกาส

“ดิษทัต” ระบุว่า กัมพูชาเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของโออาร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่เรามีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะเป็นประเทศที่ไม่มีโรงกลั่น น้ำมันที่ใช้ในประเทศเป็นการนำเข้า 100% และที่สำคัญคือตลาดน้ำมันในกัมพูชาเป็นฟรีมาร์เก็ต ไม่มีการคุมราคาขาย นอกจากนี้ ค่าขนส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชามีต้นทุนต่ำกว่า ได้เปรียบมากกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะด้วยระยะทางที่ใกล้ และเป็นการขนส่งน้ำมันทางเรือ

เรียกว่าลงเรือจากศรีราชามากัมพูชาใช้เวลาแค่วันกว่า ๆ แต่ถ้านำเข้าจากสิงคโปร์ต้องใช้เวลาราว 3 วัน ขณะที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันเยอะ ก็เป็นโอกาสของโออาร์ในการที่จะส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขายกัมพูชาและประเทศเพื่อนบ้าน

“ดิษทัต” กล่าวว่า ขณะนี้โออาร์มีแผนขยายการลงทุนในกัมพูชาหลายโครงการ ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่ากัมพูชาสำคัญกว่าประเทศอื่น แต่วันนี้ถึงเวลาลงทุนในกัมพูชา แต่ที่ผ่านมาสเกลยังไม่ได้ และอินฟราสตรักเจอร์ยังไม่พร้อม

ปัจจุบันในกัมพูชาโออาร์มีสถานีบริการพีทีที สเตชั่น 169 สาขา และคลังเก็บน้ำมัน 7 แห่ง ตอนนี้กำลังหาพื้นที่ขยายการลงทุนสร้างคลังน้ำมันขนาดใหญ่กว่าที่มีอยู่เดิม 2-3 เท่า รวมถึงคลังน้ำลึก และคลังก๊าซ LPG เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจก๊าซแอลพีจีในกัมพูชา

และที่ผ่านมาได้ร่วมลงทุนในบริษัทร่วมค้า เพื่อให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ณ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ในกรุงพนมเปญ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง มีกำหนดแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2567

สำหรับกลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์ (น็อนออยล์) ในกัมพูชา ขณะนี้มีร้านคาเฟ่อเมซอนอยู่ 231 สาขา และร้านสะดวกซื้อ 65 สาขา รวมถึงแสวงหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจพลังงานอื่น ๆ อาทิ battery swapping และสถานีชาร์จไฟฟ้า

ข้อมูลต้องเรียลไทม์

ขณะเดียวกัน รูปแบบการให้บริการของโออาร์ ก็ต้องปรับตัวจากฟิสิคอลแพลตฟอร์ม ไปเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม ปรับไปตามวิถีของคนรุ่นใหม่ที่อยู่บนดิจิทัล จึงให้ความสำคัญกับเรื่อง data driven มาก ๆ

ดังนั้น โออาร์จึงได้เปิดตัวแอป xplORe (เอ็กซ์พลอร์) มิติใหม่ในการให้บริการลูกค้า ขณะเดียวกัน การบริหารภายในก็ใช้เรื่อง data driven มาขับเคลื่อนมากขึ้นเช่นกัน โดยเร็ว ๆ นี้บริษัทจะสามารถรับรู้ P/L (กำไร/ขาดทุน) ของโออาร์ทุกเซ็กเมนต์เป็นแบบเรียลไทม์

“คือผมและผู้บริหารสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ว่า ยอดขายกลุ่มโมบิลิตี้ 15 วันแรกของเดือนนี้ทำได้เท่าไหร่แล้ว ได้ตามเป้าหรือไม่ ต้องรู้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่ไปรอดูตัวเลขผลประกอบการออกมาเป็นไตรมาสแล้ว ค่อยมาตอบคำถามว่าได้หรือไม่ได้ เราต้องรู้ข้อมูลเรียลไทม์ ที่เราทำระบบนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น help check ช่วยตรวจสอบ ทำให้สามารถวางแผน หรือปรับแผนในระยะข้างหน้าได้ทันที เพื่อให้การขับเคลื่อนการบริหารของโออาร์ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว” ซีอีโอ OR กล่าวทิ้งท้าย