เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ธปท. มั่นใจไทยไม่เกิด “เงินฝืด” คาดเงินเฟ้อเดือน ธ.ค. ยังต่ำ ก่อนพลิกบวก Q1/67

13 ธ.ค. 2566 | 17:35น.
ธปท. มั่นใจไทยไม่เกิด "เงินฝืด"

ธปท.มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวสมดุลขึ้น คาดปี 2567 โต 3.2% และปี 2568 อยู่ที่ 3.1% ยังโตตามศักยภาพ ชี้แรงขับเคลื่อนเปลี่ยนจากภาคบริการ สู่ภาคส่งออกสินค้า ลั่นเห็นเงินเฟ้อต่ำถึงต้นปีหน้า เหตุ 3 ปัจจัยหลัก “มาตรการภาครัฐ-ฐานที่สูง-ซัพพลายราคาหมู” แต่อยู่ในกรอบ 1-3% ยันไม่เกิด “ภาวะเงินฝืด” ด้านนโยบายการเงินผ่อนคลายน้อย แต่ไม่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ มองดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี เหมาะสมรองรับความเสี่ยงได้

ชี้จีดีพี 3.2% ไม่ได้สูง แต่ฟื้นตัวดีกว่าก่อน

วันที่ 13 ธันวาคม 2566 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในงาน “Monetary Policy Forum ครั้งที่ 4/2566” ว่า การประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2567 อยู่ที่ 3.2% (ไม่รวมดิจิทัลวอลเลต) กรณีรวม 3.8% ซึ่งมองว่าการขยายตัว 3.2% ถือเป็นการตัวเลขที่อยู่ในระดับกลาง ๆ เมื่อเทียบกับสำนักพยากรณ์อื่น

ทั้งนี้ ภายใต้การขยายตัว 3.2% คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการประเมินเรื่องของดิจิทัลวอลเลตว่าจะมีหรือไม่มี หรือมีความล่าช้าออกไปก็ตาม นโยบายการเงินยังเหมาะสมภายใต้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.50% ต่อปี ซึ่งมองว่าสามารถรองรับเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวมได้

เช่นเดียวกับการปรับอัตราการเติบโตในปี 2567 กรณีรวมดิจิทัลวอลเลตจาก 4.4% เหลือ 3.8% นั้น เป็นผลมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ทำให้เม็ดเงินรายได้ลดลง และตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 3/2566 ออกมาต่ำกว่าคาด รวมถึงดิจิทัลวอลเลตระยะเวลาเลื่อนออกไปจากไตรมาสที่ 1/2567 เป็น ไตรมาส 2/2567 รวมถึงรูปแบบและเม็ดเงินในการใช้ปรับลดลงด้วย

อย่างไรก็ตาม หากถามศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะอยู่กว่า 3% ซึ่งหากต้องการเติบโตระยะยาวจะมี 2 ส่วนด้วยกัน คือ 1.การเพิ่มทักษะ หรือ Human Capital เน้นการลงทุนทางด้านการศึกษา และ

2.บรรยากาศสิ่งแวดล้อม คือ กฎเกณฑ์ กติกาต่าง ๆ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ด้านโลจิสติกส์ ซึ่งสำคัญอย่างมากที่จะช่วยการผ่องถ่ายอำนาจการผลิตในตลาดอาเซียและเอเชียมากขึ้น  เช่น รถไฟความเร็วสูง 1-2 เส้น ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนการขนย้ายมากขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดและเร่งการลงทุน

“ตัวที่เราให้น้ำหนักมากที่สุดในการเป็นตัวส่งการเติบโต คือ การส่งออกสินค้า ที่ปรับมาจากภาคการท่องเที่ยวและบริการ ว่าจะสามารถกลับมาได้จริงมากน้อยขนาดไหน และเราจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวได้แค่ไหน เพราะตอนนี้สัญญาณวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์เริ่มกลับมาเป็นบวก รวมถึงโลกหันจากการพึ่งภาคบริการกลับมาเป็นสินค้ามากขึ้น เป็นความเสี่ยงที่เราตามดูอยู่”

มองดิจิทัลวอลเลตไม่ถูกหั่นเรตติ้ง

นายปิติกล่าวว่า หากเทียบศักยภาพหรือช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังนั้น มองว่า นโยบายทั้งคู่มีความแข็งแรง (Powerful) ทั้งคู่ ซึ่งแต่ละเครื่องมือจะมีความพิเศษเฉพาะตัว หากดูนโยบายการเงินภายใต้ดอกเบี้ยอาจจะกระทบทุกภาคส่วน ทั้งต้นทุนกู้ยืมและการลงทุน โดยที่ผ่านมาในหลายประเทศได้ใช้ดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานาน ทำให้หนี้ภาคเอกชนและสาธารณสูงขึ้น

ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการก่อหนี้เพิ่มขึ้นอาจจะต้องดูบริบทเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ความจำเป็นน้อยลง จึงมองว่าอัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี อยู่ในระดับเหมาะสมและมี Policy Space สามารถรองรับความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ได้

ขณะที่ด้านนโยบายการคลัง เป็นนโยบายที่เลือกกลุ่ม ทำเฉพาะเจาะลงได้ เช่น จะเห็นในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ที่มีการอาศัยเครื่องมือการคลังในช่วงนั้นประมาณ 9% ของจีดีพี แต่เทียบกับต่างประเทศอยู่ที่ 10-15% แม้ว่าจะมีรูมแต่จะต้องมองในเรื่องของอุปทาน ความเสี่ยง และการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจน่าจะดีกว่า ดังนั้น จึงมองว่านโยบายการเงินและการคลังมีทั้งข้อดีและเสียแตกต่างกัน ซึ่งในปีนี้จะเห็นการกระตุ้นน้อยกว่าปีก่อน ถือเป็นสิ่งเหมาะสมแล้ว ส่วนจะมีนโยบายเข้ามาช่วยเฉพาะจุดก็มีได้

“สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลตอาจจะเพิ่มภาระทางการคลังได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังอยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ ซึ่งหากมองไปในระยะยาว ถ้ามีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการดิจิทัลวอลเลตจริง มองว่าภาคการคลังจะยังมีเสถียรภาพอยู่ หากเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามที่ประมาณการไว้ ดังนั้นเชื่อว่าดิจิทัลวอลเลตจะไม่เป็นตัวที่ทำให้ประเทศต้องถูกปรับลดเครดิตเรตติ้งแต่อย่างใด”

ยันไทยไม่ได้เข้าสู่ “ภาวะเงินฝืด” แม้เงินเฟ้อต่ำ

ดร.สุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2566 ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไปจนถึงต้นปี 2567 และคาดว่าภายในไตรมาสที่ 1/2567 จะกลับมาเป็นบวกได้ ภายหลังจากเดือนตุลาคม 2566 เงินเฟ้ออยู่ที่ -03% และเดือนพฤศจิกายน -0.4%

ซึ่งอัตราเงินเฟ้อต่ำมาจาก 3 ปัจจัยด้วย ได้แก่ 1.มาตรการค่าครองชีพของภาครัฐในส่วนของค่าไฟ และการอุดหนุนราคาน้ำมัน 2.ฐานที่สูงในปีก่อนที่เห็นได้ชัดในหมวดอาหารสด ซึ่งในปี 2565 เจอน้ำท่วมทำให้ราคาผักผลไม้ปรับสูงขึ้น และ 3.ปัญหาซัพพลายจากราคาหมู ซึ่งปัจจุบันเริ่มคลี่คลาย

โดยหากดูอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน หากหักผลจากมาตรการค่าครองชีพจะพบว่า อัตราเงินเฟ้อจะเป็นบวกอยู่ที่ 0.9% และ 0.7% หรือเฉลี่ยเกือบ 1% ซึ่งตัวที่ฉุดจะเป็นเรื่องของราคาหมู แต่คาดว่าภายในปี 2567 หมวดอาหารสดจะปรับเป็นบวก ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานมาจากปัจจัยฐานปีก่อน ทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปีอยู่ที่ 3% และทยอยปรับลดลงในช่วงปลายปีเหลือ 0.6%

ทั้งนี้ หากดูทั้ง 3 ปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อต่ำ แต่ไม่ได้สะท้อน “ภาวะเงินฝืด” และมองในระยะต่อไปในประมาณการอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับสูงขึ้น โดยตัวที่เป็นแรงขับเคลื่อนจะมาจากอาหารสด จากราคาหมูที่คลี่คลาย และปัญหาเอลนีโญ แต่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2% และปี 2568 จะอยู่ที่ 1.9% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานทยอยปรับขึ้นตามอุปสงค์เฉลี่ยในปี 2567 อยู่ที่ 1.2% และในปี 2568 อยู่ที่ 1.3%

“ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะทำให้เงินเฟ้อสูงกว่าคาด คือ เอลนีโญ ที่มีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในปีนี้อยู่ที่ 0.2% และปีหน้าอยู่ที่ 0.4% และราคาพลังงานจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกสูงขึ้น และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ แต่โดยรวมเงินเฟ้อทั่วไปในระยะปานกลางยังคงอยู่ในกรอบ 1-3% หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 2% แม้ว่าจะมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำก็เชื่อว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในกรอบ 2%

และ ‘ภาวะเงินฝืด’ ไม่ใช่ประเด็น เพราะหากดูตัวเลขการบริโภคไตรมาสที่ 3/66 ขยายตัว 8% และอัตราว่างงานปรับลดลงจาก 1.1% เดือนก่อนเหลือ 1% และเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยยังบวกเกือบ 1% ไม่ได้สะท้อนภาวะเงินฝืด”

ยันภาวะการเงินผ่อนคลายน้อยลง แต่ไม่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

ดร.ภูริชัย รุ่งเจริญกิจกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า นโยบายการเงินและการบริหารความเสี่ยงในระยะข้างหน้านั้น สิ่งที่ ธปท.ติดตาม คือ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของอุปสงค์ต่างประเทศ และนัยต่อการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าไทย แรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ความขัดแย้งในกลุ่มตะวันออกกลาง และผลกระทบเงินเฟ้อจากนโยบายรัฐอื่น ๆ

ทั้งนี้ หากดูการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังต่อเนื่อง และนโยบายการเงินจะต้องไม่ฉุดรั้งหรือสนับสนุนเกินไป ซึ่งมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ต่อปี เป็นระดับเหมาะสม แม้ว่าจะไม่มีดิจิทัลวอลเลต คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2567 จะยังสามารถโตได้อยู่

ส่วนภาวะการเงินตอนนี้ยอมรับว่าตึงตัว หรือเรียกว่าผ่อนคลายน้อยลง เพราะอยู่ในระดับที่ควรจะเป็นหลังจากดอกเบี้ยต่ำมานาน โดยการปรับเข้าสู่ระดับปกติ ซึ่งการส่งผ่านไปยังอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) อยู่ที่ 70% ของดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น และดอกเบี้ยรายย่อยชั้นดี (MRR) อยู่ที่ 50% สะท้อนว่าดอกเบี้ยขึ้นมาประมาณ 1% ส่วนบริษัท Rating A เฉลี่ย 1.70% ต่อปี สะท้อนภาวะการเงินไม่ได้ฉุดรั้งเศรษฐกิจ

ขณะที่สินเชื่อชะลอตัวจริง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่หดตัวตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด เนื่องจากธนาคารไม่ได้ปล่อยสินเชื่อ และบริบทระยะหลังเป็นช่วงการปรับตัวของการชำระหนี้คืน เพราะสินเชื่อใหม่ยังโตอยู่ และหากดูในช่วง 1-2 เดือนหลังดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นการเรื่องของเศรษฐกิจแล้วว่าจะกู้หรือไม่

“ที่ผ่านมา กนง. มีความกังวล เพราะนโยบายการเงิน เราใช้ดอกเบี้ยเดียวมาดูแลคน 70 ล้านคน ที่อาจมีบางส่วนที่มีความเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจริง ๆ และในช่วงที่มีหนี้ครัวเรือนระดับสูงอยู่แล้ว การใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการเงินก็ต้องมีต้นทุนที่ต้องพิจารณาแน่นอน แต่หากเราห่วงกลุ่มเปราะบาง ผมมองว่าอาจมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่สามารถใช้เพื่อดูแลแบบเฉพาะเจาะจงเฉพาะบางกลุ่มที่มีปัญหาได้ ทาร์เก็ตเฉพาะเจาะจง ดีกว่าการใช้ดอกเบี้ยนโยบาย”

เศรษฐกิจไทยปี 2567-2568 ฟื้นตัวสมดุลขึ้น

นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2567 และ 2568 ขยายตัวสมดุลมากขึ้น โดยไม่ร่วมดิจิทัลวอลเลตจะอยู่ที่ 3.2% และ 3.1% ตามลำดับ ปัจจัยสนับสนุนจะมาจากนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน และ 39 ล้านคน

อย่างไรก็ดี ธปท.ได้ปรับจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในปี 2567 เหลือ 6.2 ล้านคน อัตราการฟื้นตัว 55.5% และในปี 2568 อยู่ที่ 6.8 ล้านคน ฟื้นตัว 70.1% ส่งผลให้ภาพรวมฟื้นตัวประมาณ 98% เทียบกับช่วงก่อนโควิด

ส่วนภาคบริโภคเอกชนได้รับอานิสงส์จากการจ้างงาน และการส่งออกและภาคผลิตกลับมาขยายตัวดีขึ้นตามเศษฐกิจโลก และวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์กลับมา

“ภาพรวมจีดีพีฟื้นตัวต่อเนื่อง ฟื้นช้า ไม่เท่ากัน และมีเรื่องความไม่แน่นอนทั้ง บวก และลบ ด้านลบ เช่น เศรษฐกิจจีนชะลอตัวกว่าคาด อิสราเอล-ฮามาส รวมถึงไทยจะได้ประโยชน์แค่ไหนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ดีขึ้น เพราะไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง”