เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 300 บาท รูปพรรณขายออก 69,550 บาท
‘สารัชถ์’ ขายบิ๊กลอต GULF จำนวน 1.69 พันล้าน ให้นักลงทุนสถาบัน ส่วน BBL โผล่อีก 451 ล้าน
Finance ‘สารัชถ์’ ขายบิ๊กลอต GULF จำนวน 1.69 พันล้าน ให้นักลงทุนสถาบัน ส่วน BBL โผล่อีก 451 ล้าน
ธปท. ชี้เอสเอ็มอีซอมบี้พุ่งเกือบ 6% ต้องเน้นช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพไปต่อได้
Finance ธปท. ชี้เอสเอ็มอีซอมบี้พุ่งเกือบ 6% ต้องเน้นช่วยกลุ่มที่มีศักยภาพไปต่อได้
สูตรสำเร็จ ‘โกลบอลเฮ้าส์’ สร้างระบบ-AI ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ 
Real Estate สูตรสำเร็จ ‘โกลบอลเฮ้าส์’ สร้างระบบ-AI ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ 
“อริษา นิมมานเหมินท์” ดึง Nomad ปลุกศก.เชียงใหม่โต 3 พันล.
Economic “อริษา นิมมานเหมินท์” ดึง Nomad ปลุกศก.เชียงใหม่โต 3 พันล.
นวัตกรรมวิทย์พลิกโลกเอ็กโก กรุ๊ป จุดประกายเยาวชนรู้ทันเอลนีโญ
SD นวัตกรรมวิทย์พลิกโลกเอ็กโก กรุ๊ป จุดประกายเยาวชนรู้ทันเอลนีโญ
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (10 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ โบรกฯชูหุ้นพลังงาน-แบงก์-ประกัน เด่น
Finance หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน! น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ โบรกฯชูหุ้นพลังงาน-แบงก์-ประกัน เด่น
SMEs ติดหล่มหนี้แบงก์เข้ม-สินเชื่อติดลบ 15 ไตรมาส ธปท.เร่งยกระดับ ‘ค้ำประกัน’
Finance SMEs ติดหล่มหนี้แบงก์เข้ม-สินเชื่อติดลบ 15 ไตรมาส ธปท.เร่งยกระดับ ‘ค้ำประกัน’
Dot Plot ชี้ชะตาราคาทองคำจะขึ้นหรือลง
Finance Dot Plot ชี้ชะตาราคาทองคำจะขึ้นหรือลง
ดูทั้งหมด

ผู้ว่า ธปท. ชี้ “จีดีพี” ฟุบไม่ฟื้นถึงปีหน้า แบงก์ห่วงลูกหนี้ 6% ติดต่อไม่ได้

21 ต.ค. 2563 | 10:30น.
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

“เศรษฐพุฒิ” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ชำแหละเศรษฐกิจไทย “ฟื้นตัวไม่เท่าเทียม-ใช้เวลานาน-ความไม่แน่นอนสูง” ประเมินจีดีพีจะติดลบต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2564 ยืนยันมาตรการแก้หนี้เน้นให้แบงก์ปรับโครงสร้างหนี้ตามอาการ พร้อมต่อเวลาให้ลูกหนี้ถึงสิ้นปี ธปท.ยอมรับการเมืองกระทบเชื่อมั่น-ลงทุน สมาคมแบงก์เผยเจ้าหนี้สามารถต่อพักหนี้ได้อีก 6 เดือน ห่วงกลุ่มลูกหนี้ 6% ที่ติดต่อไม่ได้

จีดีพีติดลบถึงไตรมาส 1/64

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นช็อกที่เข้ามากระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน ที่เห็นคือภาคการท่องเที่ยวจากที่คาด 40 ล้านคน เหลือ 7 ล้านคน คิดเป็นรายได้หายไปราว 1.6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10% ของจีดีพีที่หายไป และเครื่องยนต์ภาคการส่งออกที่โดนกระทบจากการล็อกดาวน์ของต่างประเทศ ทำให้ส่งออกไตรมาส 2 หดตัวแรงที่สุดในรอบ 11 ปี

ภาพหลังจากคลายล็อกดาวน์พบว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจเปลี่ยนไป 3 ด้าน คือ 1.การฟื้นตัว “ไม่เท่าเทียม” บางเซ็กเตอร์กลับมาได้ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม เริ่มกลับมาใกล้เคียงก่อนโควิด-19 และบางเซ็กเตอร์กระทบหนัก เช่น โรงแรม กลับมาได้แค่ 25% หรือในเซ็กเตอร์โรงแรม แต่ละพื้นที่ก็ไม่เท่าเทียมกัน เช่นในภูเก็ตนักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา แต่โรงแรมในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯกลับมาดีขึ้น ทำให้การฟื้นตัวแตกต่างกัน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการแก้ปัญหา

และ 2. “ปัญหายาวและนาน” โดย ธปท.มองจีดีพีปีนี้หดตัว -7.8% และหลังจากนี้จะติดลบทุกไตรมาสยาวไปถึงไตรมาส 1 ปี 2564 โดยคาดว่าจะเห็นกลับมาบวกในไตรมาส 2 และเห็นการฟื้นตัวช้า ๆ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีจะกลับมาเท่าช่วงก่อนโควิด-19 ในไตรมาส 3/2565 และ 3.”ความไม่แน่นอนสูง” โดยไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีการระบาดรอบ 2 วัคซีนจะมาเมื่อไร และนักท่องเที่ยวมาได้ตอนไหน ซึ่งไม่มีคำตอบชัดเจน ซึ่งความไม่แน่นอนจึงเป็นตัวถ่วงกิจกรรม ทำให้การบริโภคและลงทุนอยู่ในหมวดรอคอย

งัดแผนจัดการหนี้ครบวงจร

ผู้ว่าการแบงก์ชาติเปิดเผยว่า แนวทางแก้ปัญหาจะต้องปรับจากการใช้มาตรการปูพรมแบบเหมาเข่ง เนื่องจากช่วงแรกปัญหามาเร็วและแรง ทำให้การดำเนินมาตรการทั้งในส่วนนโยบายการเงิน-การคลังต้องทำแบบปูพรม แต่ปัจจุบันบริบทเศรษฐกิจ-การฟื้นตัวเปลี่ยนไป จึงต้องปรับจาก “ปูพรม” เป็น “targeted” ตรงจุด ยืดหยุ่น ครบวงจร เพราะมองไปข้างหน้า

“โจทย์ไม่ใช่เฉพาะการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) แต่ต้องมองไปใน 2 ปีข้างหน้าว่าจะเจออะไรบ้าง และจะมีเครื่องมืออะไรมารองรับ ไม่ใช่แค่การแช่แข็งหนี้และให้สินเชื่อ แต่ต้องทำให้การปรับโครงสร้างหนี้อย่างเร็ว และท้ายที่สุดวิธีการจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) รวมถึงต้องมีเครื่องมือครบและหลากหลาย เพราะปัญหายาวและมีความไม่แน่นอนสูง”

ต่อเวลาให้ลูกหนี้ถึงสิ้นปี

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ขณะเดียวกันต้องคิดถึงผลข้างเคียงด้วย เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาระยะสั้นบั่นทอนการฟื้นตัวในระยะยาว เช่น มาตรการพักหนี้ที่จะสิ้นสุด 22 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นประกาศช่วงที่มีการล็อกดาวน์ จึงแช่แข็ง แต่เวลาผ่านไปมีการฟื้นตัว ทำให้การแช่แข็งไม่ใช่โจทย์ จึงหันมาทำมาตรการให้ตรงจุด และแยกแยะ เช่น คนที่ผ่อนไหวผ่อนได้ หรือกลุ่มคนที่ชำระไม่ได้ก็มีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ และให้เวลามาคุยกับธนาคารถึงสิ้นเดือน ธ.ค. หรือกลุ่มคนที่มีปัญหากระแสเงินสดก็สามารถคุยกับธนาคารเพื่อต่อมาตรการพักชำระหนี้ได้ 6 เดือน ถึง มิ.ย. 64

“ผลข้างเคียงมีเยอะ และหากเราสร้างแรงจูงใจไม่ได้ จะกลายเป็นวัฒนธรรมจงใจผิดนัดชำระหนี้ หรือ moral hazard ซึ่งอันตรายมาก และขยายวงกว้างจะไม่ดีต่อระบบ และหากพักหนี้นาน 1 ปี กระแสเงินสดจะหายไปจากระบบปีละ 2 แสนล้านบาท ซึ่งกระทบเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน เพราะเราต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วยนอกจากลูกหนี้ เช่น ผู้ฝากเงิน สถาบันการเงิน และ ธปท.จะมีแนวทางอื่น ๆ ที่จะทำให้สอดคล้อง แต่แนวทางการดูแล ยาที่จะออกมาเพิ่มเติมกำลังดูอยู่ ต้องใช้เวลา ไม่สักแต่คลอดมาตรการ แต่ยาต้องได้ผลด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีความเร่งด่วน”

ปัญหาหนักแต่แก้ได้

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า ปัญหาครั้งนี้หนักและนาน แต่แก้ไขได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา เนื่องจากปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วโลก และผู้ทำนโยบายไม่เคยเจอมาก่อน เพราะถ้าเป็นปัญหาวิกฤตแบบเดิม เช่น ค่าเงิน เศรษฐกิจ จะมีตำราบอกว่าการแก้ไขจะเป็นแนวทางชัดเจน แต่ครั้งนี้เป็นของใหม่ ทุกคนต้องดำเนินในสไตล์ “ลองผิดลองถูก” ต้องปรับแก้กันไประหว่างทาง เพราะมาตรการที่ออกมาอาจจะไม่เหมาะสม ทำให้ต้องมีความยืดหยุ่น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีความหวัง คือ 1.การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีกว่าประเทศอื่นที่ดูเหมือนจะเกิดการระบาดรอบใหม่ และ 2.เสถียรภาพการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งในเรื่องของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) อยู่ที่ 19% สูงกว่าประเทศในภูมิภาค และสภาพคล่องที่มีเพียงพอในการรองรับช็อก และ 3.เสถียรภาพด้านต่างประเทศเข้มแข็ง โดยหนี้ต่างประเทศค่อนข้างต่ำ 4.หนี้สาธารณะยังต่ำกว่าเพดานหนี้ และ 5.ตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่น เช่น คนตกงานแต่สามารถหางานใหม่ทำได้ แต่ตลาดแรงงานยังเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มชั่วโมงการทำงานลดลง ทำให้รายได้ลดลง

ธปท.ห่วงการเมืองกระทบเชื่อมั่น

นอกจากนี้นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด รวมถึงติดตามว่าปัญหาดังกล่าวลากยาวหรือไม่ แต่เบื้องต้นเชื่อว่าปัจจัยทางการเมือง กระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน การบริโภค และการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด ซึ่งสิ่งที่ ธปท.กังวลคือ กระทบต่อความสามารถการจัดการในด้านต่าง ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาบ้านเราพูดเรื่องนโยบายเยอะ แต่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการจัดการจะเป็นอย่างไร และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าไทยจะมีความสามารถในการรองรับช็อกได้ แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สภาพัฒน์เกาะติดแก้หนี้

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันที่ 21 ต.ค.นี้ ไม่ได้มีการนัดประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) เนื่องจากนายกรัฐมนตรี มีภารกิจ สำหรับเรื่องการรับมือมาตรการพักหนี้ที่จะสิ้นสุดวันที่ 22 ต.ค.นั้น เรื่องดังกล่าวอยู่ในกรอบความรับผิดชอบของ ธปท. อยู่แล้ว
โดยธปท.ใช้วิธีให้แต่ละแบงก์ไปพิจารณากับลูกค้าของตัวเอง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาแบงก์ก็มีการคุยกับลูกหนี้ ตรวจสอบลูกค้าทั้งหมดแล้ว ธปท. ก็เลยออกมาเป็นรูปแบบที่ได้ประกาศไป และก็มีการขยายซอฟต์โลนให้อีก 6 เดือน และเพิ่มขอบเขตให้ครอบคลุมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ด้วย ก็คงมีเท่านี้ก่อน หากสุดท้ายจะมีอะไรเพิ่ม ก็คงต้องมาดูว่ากันไปตามสถานการณ์

เลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า ระยะต่อไปกลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) คงมีบทบาทมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างหารือในรายละเอียด ยังไม่ได้ข้อยุติตามที่เอกชนเสนอให้ขยายการรับประกันจาก 30% เป็น 50% เนื่องจากต้องมาพิจารณาในแง่เงินทุนที่จะต้องใช้ รวมถึงความจำเป็นก่อนด้วย

กกร.แนะ SMEs ติดต่อเจ้าหนี้

นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ต.ค.นี้จะสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน ข้อมูลที่ได้รับจาก ธปท.ระบุว่า มีเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการ 1.05 ล้านบัญชี ยอดหนี้ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ 1. กลุ่มที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหลังหมดมาตรการซึ่งมีกว่า 60% ของยอดหนี้ 2. กลุ่มที่กลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว ให้สถาบันการเงินดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามความสามารถลูกหนี้มีประมาณกว่า 20%

3) กลุ่มที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ซึ่งหลังหมดโครงการ ธปท.ให้แบงก์ขยายเวลาพักหนี้เป็นรายกรณีได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นับจากสิ้นปี 2563 ซึ่งกลุ่มนี้มีประมาณ 10% และ 4. กลุ่มที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน คาดว่ามีประมาณ 6% ของยอดหนี้

“ธปท.ได้ออกประกาศให้สถาบันการเงินคงสถานะจัดชั้นลูกหนี้ถึงสิ้นปี 2563 สำหรับลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างเจรจาปรับเงื่อนไขชำระหนี้ เพื่อช่วยไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอล ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้สถาบันการเงินเร่งดำเนินการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้แต่ละราย ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่ามีภาคธุรกิจไหนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ พร้อมเปิดช่องทางให้ลูกหนี้ที่มีปัญหาในการติดต่อสถาบันการเงิน”

แบงก์ต่อพักหนี้ได้อีก 6 เดือน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า แม้มาตรการพักชำระหนี้จะหมดลง แต่ ธปท.ก็มีมาตรการช่วยเหลือต่อเนื่องสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถมาชำระหนี้ได้ โดยให้สถาบันการเงินพิจารณาชะลอการชำระหนี้ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. 64 แต่สำหรับลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติแล้วก็สามารถออกจากมาตรการเดิมโดยทั้งระบบของธนาคารมีกว่า 85% แล้ว

ในส่วนของลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจแต่ยังไม่ฟื้นตัว ทางธนาคารพาณิชย์มีมาตรการต่าง ๆ ที่ลูกหนี้แต่ละรายมีความต้องการที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม อาทิ ยืดตารางการชำระหนี้, ลดงวดยอดชำระหนี้, ลดการชำระเงินต้น, ลดดอกเบี้ย ขณะที่ลูกหนี้ติดต่อได้แต่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ทั้งระบบมีอยู่ประมาณ 10% ส่วนที่เหลืออีก 6% คือลูกหนี้ที่ยังติดต่อไม่ได้

ทั้งนี้ลูกหนี้กลุ่มที่ยังติดต่อไม่ได้เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดหากไม่เข้ามาพูดคุย จึงอยากให้เร่งเข้ามาพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ เพราะเรามีมาตรการที่เหมาะสมรองรับแต่ละสถานการณ์ของผู้ประกอบแต่ละราย ขณะนี้ทุกธนาคารมีการตั้งสำรองรับมือตามเกณฑ์เหล่านี้อยู่แล้ว

“สิ่งที่ ธปท.เริ่มผ่อนคลายคือเริ่มให้หน้าผามีความชันลาดลงมา ซอฟต์แลนดิ้ง มากกว่าที่ทั้งระบบไปชนหน้าผา”

ทั้งนี้ส่วนลูกหนี้ที่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติแล้ว 85% ก็มีโอกาสตกชั้น เพราะฝุ่นยังไม่หายตลบ ขณะที่ต้องยอมรับว่า ธปท.ให้เครื่องมือธนาคารเพียงพอ และยืดหยุ่น ให้แบงก์สามารถสะท้อนกับการมีมาตรการต่าง ๆ ให้กับผู้ประกอบการได้อย่างเหมาะสม