เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
เงินบาทร่วง เช้านี้ (22 ก.ค.) แตะระดับอ่อนค่าสุดรอบ 15 เดือน ดอลลาร์แข็ง-สงครามตึงเครียด
Finance เงินบาทร่วง เช้านี้ (22 ก.ค.) แตะระดับอ่อนค่าสุดรอบ 15 เดือน ดอลลาร์แข็ง-สงครามตึงเครียด
นิกร รัฐมนตรีโควตา ‘โรงแป้ง’  ปั้น พม. สร้างทุนมนุษย์ ดัน GDP ประเทศ
Politics นิกร รัฐมนตรีโควตา ‘โรงแป้ง’  ปั้น พม. สร้างทุนมนุษย์ ดัน GDP ประเทศ
แบงก์โชว์กำไร 6 เดือนแรก KKP เด่น-SCB ร่วง จับตาสารพัดความเสี่ยงครึ่งปีหลัง
Finance แบงก์โชว์กำไร 6 เดือนแรก KKP เด่น-SCB ร่วง จับตาสารพัดความเสี่ยงครึ่งปีหลัง
SET วันนี้ (22 ก.ค.) คาดกรอบ 1,645-1,670 จุด ลุ้นรับอานิสงส์ยักษ์เทคฯ ประกาศกำไร
Finance SET วันนี้ (22 ก.ค.) คาดกรอบ 1,645-1,670 จุด ลุ้นรับอานิสงส์ยักษ์เทคฯ ประกาศกำไร
ราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณ 66,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (22 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท ทองรูปพรรณ 66,600 บาท
เกาะปมร้อนสกัด “รถบรรทุกจีน” วิ่งหลุดเส้นทางในไทย พร้อมทำความรู้จัก GMS กับกรอบขนส่ง 6 ประเทศ
Economic เกาะปมร้อนสกัด “รถบรรทุกจีน” วิ่งหลุดเส้นทางในไทย พร้อมทำความรู้จัก GMS กับกรอบขนส่ง 6 ประเทศ
ไทยซัมมิทผนึก 5 ยักษ์ชิ้นส่วน กู้วิกฤตจี้รัฐร่วมเอกชนพลิกเกมรับมือยุค EV
Automotive ไทยซัมมิทผนึก 5 ยักษ์ชิ้นส่วน กู้วิกฤตจี้รัฐร่วมเอกชนพลิกเกมรับมือยุค EV
ค่าเงินบาทวันนี้ (22 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (22 ก.ค. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
แอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้อง เดินรถเหลือ 1 ขบวนต่อชั่วโมง รฟท.-ขสมก.จัดรถรับส่ง
News แอร์พอร์ตลิงก์ขัดข้อง เดินรถเหลือ 1 ขบวนต่อชั่วโมง รฟท.-ขสมก.จัดรถรับส่ง
ดูทั้งหมด

เปิดคำแถลง กนง. ส่งซิกถอนนโยบายการเงินผ่อนคลาย จ่อขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ

08 มิ.ย. 2565 | 18:27น.

กนง.ส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินผ่อนคลาย หลังคณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง คงดอกเบี้ย 0.50% รับเงินเฟ้อจ่อทอดยาว-เศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน พร้อมปรับจีดีพีปี’65 ขึ้นเป็น 3.3% จาก 3.2% เปิด 3 มิติชั่งน้ำหนักก่อนปรับขึ้นดอกเบี้ย ชี้เงินเฟ้อเพิ่มสร้างภาระ 850 บาทต่อเดือน ห่วงกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบ เร่งถกหามาตรการลดทอนแรงกระแทก

วันที่ 8 มิถุนายน 2565 ดร.ปิติ ดิษยทัต เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2565 ว่า คณะกรรมการมีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี โดยคณะกรรมการ 3 เสียง เห็นควรให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25% ต่อปี

ปรับจีดีพีโต 3.3%

ดร.ปิติกล่าวว่า คณะกรรมการได้มีการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2565 เพิ่มเป็น 3.3% จาก 3.2% และในปี 2566 ขยายตัว 4.2% จากเดิมอยู่ที่ 4.4% โดยการปรับเพิ่มขึ้นมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1/65 ออกมาค่อนข้างดี สะท้อนเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจปีนี้

โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเร็วขึ้นปัจจุบันอยู่ที่ 1 ล้านคน คาดว่าปลายปีจะอยู่ที่ 6 ล้านคน จาก 5.6 ล้านคน และปีหน้าจะอยู่ที่ 19 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไป รวมถึงภาคการบริโภคเอกชนที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยที่เป็นแรงหน่วงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการชะลอตัวลง ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้น และแรงส่งภาครัฐเริ่มทยอยลดลง ส่งผลให้โดยรวมตัวเลขไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก

“เศรษฐกิจจะกลับไปช่วงก่อนโควิด หรือ Pre-COVID มองว่าน่าจะเป็นช่วงต้นปี 2566 แต่หากดูเศรษฐกิจจะกลับมาโตตามศักยภาพอาจจะต้องเป็นในปีถัดไป ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็มีการผ่องถ่ายจากเศรษฐกิจตะวันตกมาสู่เศรษฐกิจเอเชีย โดยเศรษฐกิจตะวันตกจะชะลอตัวจากปัญหาเงินเฟ้อ”

เงินเฟ้อส่งสัญญาณทอดยาว-คาดจุดพีก Q3/65

สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ จะเห็นว่าตัวเลขล่าสุดเดือน พ.ค. อยู่ที่ 7.1% ออกมาสูงกว่าคาด กนง.จึงมีการปรับประมาณการตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้จาก 4.9% เป็น 6.2% และปี 2566 จาก 1.7% เป็น 2.5% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.2% และ 2.0% ตามลำดับ

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นมาจากอุปทานและราคาพลังงาน ซึ่งสูงกว่าคาดและมีแนวโน้มทอดยาว จึงเป็นความเสี่ยงด้านสูงที่ชัดขึ้น โดย กนง.ได้พิจารณาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคา พบว่าช่วงหลังมีการปรับเพิ่มขึ้นของราคาที่ขยายวงมากขึ้น และปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าในอดีตในแง่สินค้าในตะกร้าใกล้เคียงในปี 2548 และ 2550 และการเปลี่ยนแปลงเดือนต่อเดือนมีการเพิ่มขึ้น ไม่เห็นว่ามีความต่อเนื่องของการการปรับเพิ่มขึ้นของสินค้า แต่กระจุกตัวในหมวดอาหาร เชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อที่เกิดจากอุปทานจะทยอยปรับลดลงในปี 2566

อย่างไรก็ดี หากดูแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า ภายใต้สมมุติฐานราคาน้ำมันที่ผันผวนและควบคุมได้ยาก กนง.จึงมีการปรับประมาณการสมมุติฐานน้ำมันดิบดูไบปีนี้จาก 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในปี 2566 ปรับจาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการยกขึ้นประมาณ 5-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยอัตราเงินเฟ้อ ณ ปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุดของปีนี้ แต่คาดว่าจุดพีกจะอยู่ที่ไตรมาสที่ 3/2565 แต่ตัวเลขไม่ถึง 2 หลัก และหลังจากนั้นจะทยอยปรับลดลงตามการผลิตน้ำมันที่คาดว่าจะมีมากขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งมองว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2566 และทยอยลดลง โดยทั้งปีจะอยู่ภายใต้กรอบ

อย่างไรก็ดี ยังคงมีความเสี่ยงในด้าน Upside คือ ประมาณการได้ยากและควบคุมได้ยาก และจะมีแฟกเตอร์เรื่องการปรับค่าแรงขั้นต่ำเข้ามาเร็วขึ้นภายในไตรมาสที่ 4/2565 แต่ไม่เยอะมาก และปี 2566 จะปรับสูงขึ้น

“สตอรี่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นขับเคลื่อนมาจากปัจจัยอุปทานและราคาพลังงาน แต่สูงกว่าคาดและทอดยาวมากขึ้น แต่สิ่งที่คณะกรรมการให้ความสำคัญและจับตาใกล้ชิด คือ เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ภายในกรอบนโยบายการเงิน และยังไม่มีประเด็นในส่วนของคาดการณ์ปานกลาง แต่เงินเฟ้อระยะสั้นปรับเพิ่มขึ้นตามข้อมูลจริง”

จ่อถอนคันเร่งนโยบายการเงิน

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินนั้น จะเห็นว่านโยบายการเงินในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและมีความชัดเจนขึ้น สะท้อนว่านโยบายที่ดำเนินในช่วงโควิด-19 ที่ผ่อนคลายจะต้องทยอยลง และเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติได้แล้ว ส่วนการตัดสินใจการดำเนินนโยบายจะมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะเป็นตัวแปรและช่วงเวลาที่จะตัดสินใจในการปรับขึ้นดอกเบี้ยช้าหรือเร็ว

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่จะทำให้ กนง.ถอนคันเร่ง จะดูเงินเฟ้อในระยะปานกลาง เพราะหากนโยบายการเงินอยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานาน จะเป็นการเสริมไฟเงินเฟ้อ ซึ่งอาจจะกระทบต่อประชาชนผู้ประกอบการ และตลาดแรงงาน จึงจำเป็นต้องถอนคันเร่งนโยบายการเงินเพื่อความยั่งยืน

ขึ้นดอกเบี้ยต้องชั่งน้ำหนัก 3 มิติ

ประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในคณะกรรมการ คือ การดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายมีความจำเป็นลดลงในระยะข้างหน้า ในแง่การปรับนโยบายการเงินในอนาคต โดยมีการชั่งน้ำหนัก 3 มิติด้วยกัน คือ

1.การชั่งน้ำหนักระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวและการดูแลเงินเฟ้อ ที่ผ่านมา กนง.ให้ความสำคัญในการดูแลด้านการฟื้นตัวเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่เมื่อภาพของการฟื้นตัวเริ่มมีแล้ว และมีความชัดเจนมากขึ้น ก็อาจเห็นการผ่องถ่ายการดำเนินนโยบายการเงิน คงเป็นการถอนคันเร่ง เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงในอนาคต และมาเสริมไฟให้กับเงินเฟ้อที่อาจจะมีในอนาคต เพราะสิ่งที่ กนง.ไม่อยากเห็นคือ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวร้อนแรงเกินไปในปีหน้า และเข้ามาซ้ำเติมปัญหาจากเงินเฟ้อ

ดังนั้น จุดยืนของการดำเนินนโยบายการเงิน จึงต้องมีการปรับ เพื่อถอนคันเร่ง แต่ไม่ใช่การชะลอเศรษฐกิจ แต่เป็นการถอนคันเร่ง เพื่อไม่ให้ซ้ำเติม และไม่ให้เร่งเศรษฐกิจมากเกินไป หลัก ๆ เพื่อดูแลเงินเฟ้อไม่ให้สูงขึ้น และฝังเข้าไปในระบบ จนทำให้ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มข้นขึ้น โดยไม่จำเป็นในระยะยาว

2.การดูไทม์มิ่ง หรือระยะเวลาที่เหมาะสมว่าจะปรับนโยบายการเงินเมื่อไร ซึ่งจากการประชุมครั้งนี้มีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการจะดูความชัดเจน และความต่อเนื่องของการฟื้นตัว การที่จะรอความชัดเจนก็เป็นมุมมองหนึ่งเพื่อให้มั่นใจว่าการขึ้นดอกเบี้ย จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

แต่อีกมุม ก็มีความเสี่ยง และไม่อยากขึ้นดอกเบี้ยช้าไป เพราะหากขึ้นช้าไป เศรษฐกิจอาจฟื้นเร็ว และไปเสริมไฟให้เงินเฟ้อปีหน้า อาจทำให้ต้องใช้ยาแรงในปีหน้า ซึ่งอาจมีผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยที่ไม่จำเป็น ดังนั้นจะต้องมีการชั่งน้ำหนัก ในเรื่องของระยะเวลาที่เหมาะสม

3.ผลการขึ้นดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่มีต่อผู้ประกอบการ ประชาชนเป็นอย่างไร ซึ่งมิติของการขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นการเพิ่มภาระด้านการเงินให้กับบางกลุ่มได้ แม้ปัจจุบันเสถียรภาพการเงินในระบบ สามารถรองรับการขึ้นดอกเบี้ยได้ แต่ก็มีความอ่อนไหวหรือความเปราะบาง จากการขึ้นดอกเบี้ยบางกลุ่มได้ โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม หากเทียบเคียงภาระที่เกิดขึ้นกับครัวเรือน ระหว่างเงินเฟ้อ และการขึ้นอัตราดอกเบี้ย พบว่า เงินเฟ้อเป็นปัจจัยที่เพิ่มภาระให้มากกว่าค่อนข้างมาก หากเทียบกับการขึ้นดอกเบี้ย

เงินเฟ้อเพิ่มดันภาระครัวเรือน 850 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ จากการทำประมาณการบนสมมุติฐานของ ธปท. พบว่า เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน โดยรวมก็จะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับครัวเรือนประมาณ 850 บาทต่อเดือน หรือ 3.6% ของรายได้
แต่สมมุติ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ย 1% ภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะอยู่ที่ 120 บาทต่อเดือน หรือ 0.5% ของรายได้ ซึ่งต่างกันประมาณ 7-8 เท่า

ดังนั้น ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่ กนง.เป็นห่วงมากที่สุด คือการที่เงินเฟ้อสูงขึ้น และยืนอยู่ในระดับที่สูง ยิ่งอยู่สูงนานเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายนานเท่านั้น หากขึ้นดอกเบี้ย แม้จะเพิ่มภาระขึ้นเล็กน้อย แต่ทำให้เงินเฟ้อในอนาคตกลับลงมา และทำให้เงินเฟ้อไม่อยู่นาน ก็เป็นสิ่งที่น่าจะคุ้มกับการดูแลภาระของประชาชน

หมดยุคดอกเบี้ยต่ำ

แม้ว่า ณ ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเทียบกับโลกในระยะยาวยังถือว่าอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการปรับดอกเบี้ยขึ้นก็ถือว่ายังต่ำมากเมื่อเทียบในอดีต ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จึงมองว่ายุคดอกเบี้ยต่ำยังคงไม่หมด แต่ยุคดอกเบี้ยต่ำมาก ๆ จะเริ่มหมดไป ซึ่งถ้าเทียบในอดีตเงินเฟ้อไม่ได้สูงมากขนาดนี้ เพราะยังคงมีปัจจัยระยะยาวที่จะต้องจับตามอง เช่น ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ต้นทุนการผลิตที่ไม่ได้ถูกเหมือนเมื่อก่อน หรือกระแสกรีนที่เปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานสะอาด จะหนุนต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะหนุนเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นได้

ถกมาตรการอุ้มกลุ่มเปราะบางลดแรงกระแทก

การปรับนโยบายการเงิน กนง.มองแบบแพ็กเกจแบบองค์รวม โดยดูทั้งมาตรการของ ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของ ธปท.มีการออกมาตรการออกมาค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะยาว สินเชื่อฟื้นฟู เป็นต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนและผู้ประกอบการจะใช้มากน้อยแค่ไหน ปัจจุบันจะเห็นว่าสินเชื่อฟื้นฟูมีผู้เข้าใช้น้อยลง สะท้อนว่าผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

โดยในระยะต่อไป คณะกรรมการก็จะดูความเหมาะสมและความเพียงพอของเครื่องมือ เพื่อลดทอนผลกระทบในกลุ่มเปราะบาง เช่น มาตรการในส่วนของบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ที่อาจจะต้องมีคลี่ดูว่าจะสามารถทำอะไรได้เพิ่มเติม

ส่วนบทบาทภาคการคลัง แม้ว่าแรงส่งจะน้อยลง เพราะภาพรวมการใช้จ่ายลดลงจากช่วงโควิด-19 ใน 2 ปีก่อนที่มีการใช้จ่ายสูงถึง 10% แต่หลังจากนี้ภาครัฐจะมีบทบาทรองรับแรงกระแทกเฉพาะจุดมากขึ้น ทั้งในเรื่องของค่าครองชีพที่ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แม้ว่าเม็ดเงินจะน้อยลง แต่ความเฉพาะเจาะจงในการช่วยเหลือจะมีมากขึ้น

ยันส่วนต่างดอกเบี้ยไม่กระทบฟันด์โฟลว์

แม้ว่าเศรษฐกิจประเทศหลักจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและต่างประเทศห่างกัน แต่จะเห็นว่าพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์) ได้ปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว โดยเฉพาะบอนด์อายุ 2 ปี และค่าเงินบาทก็ได้รับรู้ (Price in) ได้รับรู้ไปแล้วระดับหนึ่ง ซึ่งค่าเงินบาทจากต้นปีถึงปัจจุบันอ่อนค่าประมาณ 3% จะเห็นว่าตลาดหุ้นและบอนด์ยังคงเป็นบวกอยู่ ประกอบกับต่างชาติถือครองบอนด์เพียง 10% เท่านั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กนง. การเงิน ดอกเบี้ย