เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที เตือน 11 จังหวัด-กทม. รับมือ
News เขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที เตือน 11 จังหวัด-กทม. รับมือ
อสังหา “เหนือ-อีสาน” ฝ่าสต๊อกล้น “เชียงใหม่” แห่จดทรัพย์อิงสิทธิ 500 แปลง
Real Estate อสังหา “เหนือ-อีสาน” ฝ่าสต๊อกล้น “เชียงใหม่” แห่จดทรัพย์อิงสิทธิ 500 แปลง
อนุทิน แจงเงินแจกช่วยน้ำท่วมสะอาด เพราะถุงยังชีพหมด ขออย่าดึง ปชช.เป็นตัวประกัน
Politics อนุทิน แจงเงินแจกช่วยน้ำท่วมสะอาด เพราะถุงยังชีพหมด ขออย่าดึง ปชช.เป็นตัวประกัน
นายกฯ รับจังหวัดน้ำไหลผ่านมีภาวะเสี่ยง ทร.พร้อมหนุน “เรือผลักดัน” อีก 46 ลำ
Politics นายกฯ รับจังหวัดน้ำไหลผ่านมีภาวะเสี่ยง ทร.พร้อมหนุน “เรือผลักดัน” อีก 46 ลำ
ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,200 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ทองคำฟื้นแรง หลังราคาดิ่งหนัก 4% เช้านี้ปรับขึ้น ตลาดลดคาดการณ์ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์ย่อ
Finance ทองคำฟื้นแรง หลังราคาดิ่งหนัก 4% เช้านี้ปรับขึ้น ตลาดลดคาดการณ์ ‘เฟด’ ขึ้นดอกเบี้ย-บอนด์ยีลด์ย่อ
“น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”
Columns “น้ำท่วมใหญ่” กับ “ความ (ไม่) เชื่อมั่น”
น้ำท่วมวันนี้ ภัยแล้งวันพรุ่ง การบ้านเรื่องน้ำ ที่ประเทศไทยรอไม่ได้
Finance น้ำท่วมวันนี้ ภัยแล้งวันพรุ่ง การบ้านเรื่องน้ำ ที่ประเทศไทยรอไม่ได้
น้ำท่วมกระทบ SET จำกัด ส่องหุ้น 3 ธีม รับอานิสงส์หลังน้ำลด
Finance น้ำท่วมกระทบ SET จำกัด ส่องหุ้น 3 ธีม รับอานิสงส์หลังน้ำลด
ดูทั้งหมด

เศรษฐา คิกออฟปี 67 ออกพันธบัตร บูมตลาดกรีนบอนด์ รื้อแผนพลังงานชาติใหม่

21 ก.ย. 2566 | 08:25น.
เศรษฐา คิกออฟปี 67 ออกหุ้นกู้ บูมตลาดกรีนบอนด์ รื้อแผนพลังงานชาติใหม่

เศรษฐา กล่าวถ้อยแถลง เวทียูเอ็น ชูบันไดสามขั้นสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คิกออฟ ปี 67 ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน กระตุ้นตลาดกรีนบอนด์ รื้อแผนพลังงานแห่งชาติใหม่ – เลิกผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

วันที่ 21 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในการเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) สมัยสามัญ ครั้งที่ 78 ระหว่างวันที่ 18-24 กันยายน 2566 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่สอง

วันที่ 20 กันยายน 2566 เวลา 10.59 น. เวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ  ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยการดำเนินการสภาพภูมิอากาศ (Climate Ambition Summit) ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญครั้งที่ 78 (UNGA78) โดย นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนและร้ายแรงในปัจจุบัน ซึ่งช่วงเวลาผ่านมาได้มีโอกาสพบปะกับเกษตรกรของประเทศไทย และรับทราบโดยตรงถึงผลกระทบร้ายแรงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีผลต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกร จึงเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือแก้ไขปัญหาทันที ซึ่งไทยขอชื่นชมวาระเร่งด่วนของเลขาธิการสหประชาชาติที่ได้สนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) ให้ใกล้เคียงกับปี ค.ศ. 2050 มากที่สุด พร้อมนำเสนอแผนการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน รวมถึงการเลิกใช้ถ่านหินภายในปี ค.ศ. 2040 และเตรียมการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น ฉบับปรับปรุง (Nationally Determined Contributions : NDCs) สำหรับปี ค.ศ. 2025 ซึ่งจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ทั้งหมด

รื้อแผนพลังงานแห่งชาติ

ไทยพยายามอย่างที่สุดที่จะร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งคำนึงถึงการดำเนินการตามกระบวนการภายใน การเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสนับสนุนทรัพยากรทางการเงินและการสร้างขีดความสามารถ โดยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ UNFCCC COP ครั้งที่ 26 ประเทศไทยได้ให้คำมั่นสัญญาที่สำคัญและมุ่งมั่นในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 โดยเราได้เพิ่มเป้าหมายการสนับสนุนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดขึ้น (NDC) จาก 20% เป็น 40% ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งมีการดำเนินการที่มีผลเป็นรูปธรรม สะท้อนได้จากยุทธศาสตร์การพัฒนาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระยะยาว โดยประเทศไทยได้ทำงานอย่างหนักเพื่อจะบรรลุภารกิจที่สำคัญยิ่งนี้

“รัฐบาลใช้เป้าหมายเหล่านี้ในการร่างแผนพลังงานแห่งชาติขึ้นใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนแปลงในภาคการขนส่ง การเพิ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ และการเตรียมการที่จะยุติการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน”

ไทยได้ดำเนินโครงการนำร่องโดยใช้แนวความคิดจากเกษตรกรรมยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประสบความสำเร็จพร้อมต่อยอดโครงการ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศอีกด้วย

รัฐบาลกำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) สนับสนุนการใช้โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และการวัดไฟฟ้าแบบสุทธิ (net-metering) เพื่อจูงใจการผลิตพลังงานสะอาด ซึ่งประเทศไทยตั้งเป้าที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2037

ระดม กรีนบอนด์ 12.5 พันล้านดอลลาร์ยูเอส

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังได้ส่งเสริมกลไกการเงินสีเขียว (Green Finance) อย่างแข็งขันผ่านการออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันสามารถระดมเงินได้ในจำนวน 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลไกนี้ ไทยจะออกพันธบัตรเชื่อมโยงกับความยั่งยืน กระตุ้นการเติบโตของพันธบัตรสีเขียว เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรต่างๆ จะได้รับแรงจูงใจในการบรรลุเป้าหมาย SDG

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ล่าสุดได้จัดตั้ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Department of Climate Change and Environment) ขึ้น เพื่อตอบสนองต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ และเพื่อดำเนินการตามพันธกรณีที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อควบคุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบบังคับ เพื่อสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศให้แก่ทุกภาคส่วน

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยยังคงเร่งดำเนินการต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะบรรลุเป้าหมายและเอาชนะวิกฤตการณ์นี้

คิกออฟปี 67 บูม กรีนบอนด์มาร์เก็ต

ต่อจากนั้นเวลา 11:49 น. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ณ Trusteeship Council Chamber สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ นายเศรษฐา กล่าวถ้อยแถลงในการระดมทุนเพื่อการพัฒนา (Financing for Development : FfD) ในการประชุม High-Level Dialogue on Financing for Development ซึ่งเป็นกลไกระดับสูงในเวทีสหประชาชาติเพื่อขับเคลื่อนวาระดังกล่าว จัดขึ้นทุก 4 ปี ในห้วง High-Level Week ของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “Financing the SDGs for a world where no one is left behind” มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านการระดมทุนเพื่อการพัฒนาในทุกมิติ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

นายชัยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs ได้นั้น  จำเป็นต้องได้รับเงินสนับสนุนเพื่อการพัฒนา พร้อมเสนอให้ปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเงินทุนเพื่อการพัฒนาอย่างครอบคลุม ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

ประการแรก ประเทศกำลังพัฒนาควรมีบทบาทสำคัญในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้งบประมาณที่จะนำไปใช้เพื่อความยั่งยืนสามารถไปเพื่อจัดการกับต้นทุนหนี้ที่สูงและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากหนี้ในประเทศกําลังพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศและ UNESCAP จะร่วมกันจัดเสวนาในหัวข้อ “Sustainable Finance: Bridging the Gap in Asia and the Pacific” ในวันที่ 2 ตุลาคม 2566 ที่กรุงเทพฯ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนาในภูมิภาคอย่างครอบคลุมและทั่วถึง นอกจากนี้ ไทยยังสนับสนุนการขยายธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral Development Banks: MDBs) เพื่อส่งเสริมเงินทุนสำหรับใช้ก่อสร้างโครงการเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ รวมถึงเพื่อเป็นกลไกในการรับมือกับวิกฤตสภาพคล่องทางการเงินในภูมิภาคได้ดีขึ้น

ประการที่สอง การปฏิรูปสถาปัตยกรรมทางการเงินควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมุ่งเน้นที่การลดต้นทุนการทำธุรกรรมและการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ MSMEs  และควรส่งเสริมให้ประเทศกำลังพัฒนามีบทบาทในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูล ความโปร่งใส และกำกับดูแลเทคโนโลยีอุบัติใหม่ โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการเงิน Financial Technology เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดหาเงินทุนเพื่อการพัฒนา

ประการที่สาม การปกป้องสภาพภูมิอากาศ การพัฒนา และการลดความยากจนต้องดำเนินการไปด้วยกัน ดังนั้น การปฏิรูปควรตอบสนองต่อความต้องการในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในโครงการที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ และสอดคล้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเงินที่ยั่งยืน โดยประเทศไทยได้ออกตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bonds) และส่งเสริมความร่วมมือตราสารที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในตลาดทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 เพื่อนำมาพัฒนาโครงการเพื่อความยั่งยืนในหลายโครงการ และในปีหน้าจะมีการออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เพื่อกระตุ้นตลาดตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond market) รวมถึงจะมีการพัฒนากรอบ ‘Thailand Taxonomy’ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการลงทุนและการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืนสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีหวังว่าแนวคิดและข้อเสนอแนะในการประชุมครั้งนี้ จะได้รับการต่อยอดในการประชุม UNGA78 และการประชุมระดับสูงอื่น ๆ รวมทั้งยืนยันความพร้อมของไทยที่จะสนับสนุนความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการพัฒนาร่วมกับนานาประเทศ และพร้อมมีส่วนร่วมในการหารือเพื่อออกนโยบายในประเด็นที่มีความสำคัญและเร่งด่วนอื่น ๆ

บันไดสามขั้นสู่พัฒนาที่ยั่งยืน

จากนั้นเวลา 13.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ นายเศรษฐา กล่าวเปิดกิจกรรมของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 78 (UNGA78) นายชัยกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีที่ได้มากล่าวเปิดกิจกรรมของอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNESCAP สำนักเลขาธิการอาเซียน และศูนย์อาเซียนด้านการศึกษาและการหารือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ASEAN Centre for Sustainable Development Studies and Dialogue : ACSDSD) ได้จัดขึ้น เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้เป็นเพียงแค่เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่สำคัญในระดับภูมิภาคที่จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนสังคมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยประเทศไทยยืนยันที่จะรักษาบทบาทสำคัญในฐานะประเทศผู้ประสานงานอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตของภูมิภาคที่ยั่งยืนและสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีมุ่งหวังที่จะยกระดับความร่วมมือของทุกประเทศ เพื่อจัดการปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ ที่ได้เผชิญร่วมกันในช่วงครึ่งทางของการมุ่งไปสู่การบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ โดยอาเซียนเผชิญกับอุปสรรคทั้งเรื่องงบประมาณ ช่องว่างของเทคโนโลยี ความแตกต่างทางสังคม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทั้งในระดับภูมิภาคและกับประชาคมโลก เพื่อเปลี่ยนผ่านความท้าทายไปสู่โอกาสของภูมิภาคต่อไป โดยนำเสนอแนวทางด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2045 ดังนี้

ประการแรก ทุกฝ่ายควรมุ่งมั่นเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับความพยามร่วมกันของประชาคมโลก เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยอาเซียนต้องมี Roadmap เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนแบบองค์รวมและไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไทยยินดีร่วมมือกับอาเซียนขับเคลื่อนการจัดทำ ASEAN Green Agenda ให้เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ประการที่สอง อาเซียนควรสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่ออุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไทยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศ ตลอดจนดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมสีเขียวเข้ามาในภูมิภาค โดยพร้อมทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานในอาเซียนและพันธมิตรภายนอก เพื่อโครงการที่ส่งเสริมการเกษตรอัจฉริยะ เร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน รวมไปถึงการส่งเสริมแนวคิดการเงินสีเขียว (Green Finance) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวของอาเซียน และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในภูมิภาค

ประการที่สาม อาเซียนในฐานะภูมิภาคที่มีพลวัตของการเจริญเติบโตสูง จึงมีศักยภาพที่จะสามารถเป็นแหล่งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญต่อโลกผ่านการดึงดูดการลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว โดยตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะเติบโตมากกว่า 32% ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ดังนั้น อาเซียนซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรและศักยภาพจึงสามารถเป็นศูนย์กลางของการผลิตที่ยั่งยืน และสามารถเป็นแหล่งเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน (Sustainable Supply Chain) ของโลกได้

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งระดับรัฐบาล ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจ พร้อมเชิญชวนให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับไทยและอาเซียน เพื่อมุ่งเป้าไปสู่การเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนไปสู่แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นมรดกสำคัญที่ทุกคนจะสามารถทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้มีอนาคตที่ดีมากยิ่งขึ้น