‘อาคม’ มาแรง ชิงดำ ‘ชาติชาย’ ขึ้นแท่นว่าที่รัฐมนตรีคลังคนใหม่

เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีถึง 20 พรรค เพราะพรรคที่มีโควตาตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีมีแค่ 5 พรรค

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ครอบครองตำแหน่งรัฐมนตรี
“โควตากลาง” ทีมเศรษฐกิจไว้ถึง 5 คน 6 ตำแหน่ง

1 ในโควตากลาง ในสังกัดนายกรัฐมนตรี คือ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ภารกิจการตามหาบุคคลที่จะขึ้นเป็นว่าที่รัฐมนตรีคลังคนใหม่ จึงตกอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว

หลังจากประวัติศาสตร์บันทึกว่า “ปรีดี ดาวฉาย” อดีตรัฐมนตรีคลัง 27 วัน ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุขัดขา-ขัดใจ “บิ๊กในรัฐบาล” เรื่องโยกย้ายข้าราชการระดับสูง 4 คน ต้องชักเข้า-ชักออก จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึง 3 ครั้ง กว่าจะเป็นไปตามโผ แม้ว่าจะมีปัจจัยเรื่องสุขภาพเข้ามาเป็นเหตุผล-ฟางเส้นสุดท้าย

ทำให้สมัยการปรับ ครม.ของรัฐบาล “ประยุทธ์” ขึ้นสู่ “ประยุทธ์ 2/3” ในช่วง 14 เดือน

ถึงแม้ว่าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นโควตากลาง แต่แกนนำในการสรรหาบุคคลมาดำรงตำแหน่งนั้น มีทั้งนายกรัฐมนตรีและเครือข่าย ภายใต้การแชร์อำนาจของพี่-น้องในไส้ “บูรพาพยัคฆ์”

เช่นเดียวกับตำแหน่งใหญ่-เบอร์ 1 ในรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ที่ต้องได้ไฟเขียวจากบ้านใหญ่ในค่ายป่ารอยต่อ 5 จังหวัดเสียก่อน

คราวนี้ก็เช่นกัน ถึงแม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ทาบทามบุคคลเข้ารับตำแหน่งแทน 3 คน คือ 1.นายประสงค์ พูนธเนศ ที่กำลังจะเป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง 2.นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และบุคคลที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ 3.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

แต่จนถึงโค้งสุดท้าย ผ่านการตรวจคุณสมบัติ 1 ใน 3 ว่าที่รัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีร่องรอยของการ “วิ่ง” เข้าบ้านใหญ่เพื่อผลักดันคนในเครือข่าย ให้ได้ตำแหน่งในโควตากลาง

ชื่อและคุณสมบัติของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วย ในรัฐบาลยุค “ประยุทธ์ 1” คือบุคคลในโผสุดท้าย ที่ถูกทาบทามให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคปรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์ 2/3”

ประวัตินอกแฟ้มของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คือ เขาเป็นบุคคลที่นายกรัฐมนตรีไว้วางใจในการสอบทานข้อมูล-ตัวเลขด้านเศรษฐกิจ มาตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เขาอยู่ในรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ “นอกทีมสมคิด” ทว่าเป็น 1 ในรัฐมนตรี “โควตากลาง-สายตรง” ของนายกรัฐมนตรีตลอด 4 ปี

ถึงแม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้วในปี 2562 แต่ก็ยังได้ร่วมปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรีในหลายครั้ง ในหลายรูปแบบ สามารถตอบสนองและเติมเต็มในการตัดสินใจในหลายโครงการ

มีสไตล์การทำงานที่หามรุ่ง-หามค่ำ ตอบทุกคำถามของนายกรัฐมนตรีและคณะได้ทุกแพลตฟอร์ม ทั้งรูปแบบข้อมูลดิบ อินโฟกราฟิก หรือพาวเวอร์พอยต์ ที่เข้าใจง่าย เป็นระบบ-ระเบียบ

ทั้งเมนูแผนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ทั้งระยะสั้น-ยาว แนวทางการวิเคราะห์โครงการของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน “อาคม” มักเตรียมข้อมูลและทางเลือกให้รัฐบาลตัดสินใจไม่พลาดทิศ แม้อาจจะล่าช้าไม่ทันใจฝ่ายการเมืองนัก

“อาคม” มีคุณสมบัติสำคัญตรงกับที่นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเป็นญัตติสาธารณะ อย่างน้อยก็ 1 ข้อ คือ “เป็นคนที่ที่บ้านไม่ห่วงเกินไปมากนัก” เพราะเขาครองตัวเป็นโสดหลังจากภรรยาเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน

ชื่อ “อาคม” จึงปรากฏขึ้น มีที่มาที่ไม่ล่องลอย แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้ปรึกษากับผู้อาวุโสด้านเศรษฐกิจหลายคนถึงชื่อนี้

“ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงสุด คือนายอาคม ซึ่งมีการคุยล่าสุดไปแล้ว พร้อมแจ้งกำหนดการที่สำคัญไว้คร่าว ๆ แล้ว ในช่วงต้นเดือนตุลาคม จะมีความชัดเจน และหากเป็นไปตามโผ คาดว่าจะได้เริ่มทำงานช่วงกลางเดือนตุลาคม”

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เดิมนายกรัฐมนตรีต้องการให้นายประสงค์ที่จะเกษียณอายุราชการ รับไม้ต่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วยเหตุผลสนับสนุนจากคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า เข้าใจงานกระทรวงสามารถสานงานต่อแบบไร้รอยต่อ ประกอบกับมีภาษีดี ในแง่รู้มือของข้าราชการระดับบริหารกระทรวงกรมอยู่แล้ว

แต่เมื่อ “ประสงค์” ไม่ประสงค์จะรับตำแหน่ง เพราะชั่งน้ำหนักแล้วจะ “ได้-ไม่คุ้มเสีย”

ทั้งนี้ข้าราชการระดับสูงในกระทรวง เปิดบทสนทนากันว่า “ถ้าเป็นไปตามโควตาของนายกรัฐมนตรี นายอาคมมาแรงที่สุดแน่นอน เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีสายตรงมาก่อน แถมยังเป็นคนที่ทุ่มเททำงาน เข้าใจระบบราชการเป็นอย่างดี”

ทว่ามีอีกชื่อ ที่เหล่านักแสวงหาโอกาสทางการเมืองในรัฐบาล ให้ความเห็น-แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักไว้คือ ชื่อ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่ถือว่าต้อง “วัดใจ” กันระหว่างนายกรัฐมนตรี กับพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“เพราะหากยอมตามข้อเสนอของเครือข่าย พล.อ.ประวิตร ชื่อ รมว.คลังคนใหม่ ก็น่าจะเป็นชาติชาย” แหล่งข่าวให้ความเห็นแนบท้าย ไม่ควรลืมว่า การเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีต้นทุนที่ต้องจ่าย
เพราะตำแหน่งนี้ “เข้าแล้วออกยาก” อย่างน้อยพ้นจากตำแหน่งแล้ว 2 ปี จึงจะประกอบสัมมาชีพได้ตามปกติ

เพราะตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 หมายถึง “เจ้าพนักงานของรัฐ” หรือ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

ในหมวด 6 ระบุถึงการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม มาตรา 127 ห้ามมิให้กรรมการ
ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด ดำเนินการใดตามมาตรา 126 (4) ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง

และมาตรา 126 (4) กำหนดว่า (ห้าม) เข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่

วรรคถัดมาระบุว่า (ห้าม) ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวม หรือประโยชน์ทางราชการ หรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐผู้นั้น

โดยมีหมวดบทลงโทษมาตรา 170 เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 127 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อดีตรัฐมนตรีคลังทุกคน จึงไม่สามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งประธาน-กรรมการ-ที่ปรึกษา แม้กระทั่งพนักงานในบริษัทเอกชนที่อยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของกระทรวงการคลัง ภายในระยะเวลา 2 ปี

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ