เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 500 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 64,700 บาท
หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
Finance หุ้นไทยแนวโน้มลงต่อ! ฟันด์โฟลว์ไม่หนุน InnovestX ชู 4 ธีมสู้ตลาดผันผวน
เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
Columns เกือบสูญเปล่าการศึกษา เมื่อหลงคารม ผู้นำ IMF
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (30 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคาดหวังการเจรจาสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน
UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
Business UHG รุก ‘ไฮบริดโฮเทล’ โมเดลเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์
COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
SD COP17 วันสุดท้าย ทบทวนครั้งแรก-โลกยังห่างเป้าปี 2030
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
Business ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
นำเข้ากันยายนพุ่ง 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
Economic นำเข้ากันยายนพุ่ง 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ดูทั้งหมด

6 เดือนแรกชี้เทรนด์อสังหาปีเสือ KKP ชี้ Micro Condo-ซื้อทดแทนมาแรง

14 ก.ย. 2565 | 17:50น.

ธนาคารเกียรตินาคินภัทรหรือ KKP โดยสายงานสินเชื่อธุรกิจ นำเสนอบทวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2565 เริ่มมีสัญญาณบวกที่จะกลับมาใกล้เคียงกับยุคก่อนโควิด

ไฮไลต์อยู่ที่มุมมองบวก คาดการณ์ยอดขายบ้านและคอนโดมิเนียมปีนี้ทั้งปีจะเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปี 2564

ทางสองแพร่งผู้บริโภค ซื้อหรืองด

ทั้งนี้ ปี 2564 ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัวจากผลกระทบสถานการณ์โควิด มียอดโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือหนึ่ง ลดลง 30,000 ยูนิต หรือลดลง -24% จากปีก่อน

สถานการณ์ปี 2565 เริ่มมีสัญญาณบวกจากยอดโอนอาจกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด โดยเฉพาะบ้านแนวราบ โดยเปรียบเทียบยอดโอนกรรมสิทธิ์พบว่า บ้านแนวราบมีแนวโน้มการขยายตัวสูงของสินค้า “ทาวน์เฮาส์-บ้านแฝด” โฟกัสกลุ่มระดับราคา 2-5 ล้านบาท จะเติบโตมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดปริมณฑล ตามต้นทุนของที่ดินที่ปรับสูงขึ้น

ส่วนยอดขายบ้านเดี่ยวคาดว่าปรับเพิ่มขึ้นในกลุ่มราคา 10-15 ล้านบาท เนื่องจากราคาบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามต้นทุนของราคาที่ดินและค่าก่อสร้าง โดยดีมานด์ใหม่ของบ้านเดี่ยวที่เข้ามาในตลาดมากที่สุดมองไปที่กลุ่มราคา 10-20 ล้านบาท

ปัจจัยกดดันมีสารพัด เช่น เทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นจาก “ค่าวัสดุ ค่าแรง ค่าที่ดิน” ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหมวดผลิตภัณฑ์เหล็กสูงขึ้น 10-15% หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีตสูงขึ้น 6-8%

ยิ่งกว่านั้น โครงการคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวในช่วงครึ่งปีแรก 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ยูนิต ทำให้ในอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนวัสดุบางประเภท รวมทั้งค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้น 5%

แนวโน้มปลายปี 2565-กลางปี 2566 หากดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น และมีการยกเลิกอัตราดอกเบี้ยคงที่ จะส่งผลต่อวงเงินในการซื้อบ้านและจำนวนเงินงวดที่ต้องจ่ายต่อเดือน ทำให้คนอาจเร่งตัดสินใจ 2 แนวทางคือ ซื้อบ้านก่อนต้นทุนจะเพิ่ม หรือชะลอการซื้อบ้านไปเลย

เทรนด์อสังหา

ยอดเปิดใหม่-คอนโดฯเด้งแรง

จากข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ 5 เดือนแรก (มกราคม-พฤษภาคม 2565) สินค้าบ้านแนวราบพบว่า “ทาวน์เฮาส์” เปิดใหม่มากที่สุดในระดับราคา 2-3 ล้านบาท, “บ้านเดี่ยว” เปิดใหม่มากที่สุดราคา 10-20 ล้านบาท, “คอนโดฯ” เปิดใหม่มากที่สุดราคา 1-2 ล้านบาท

และมีแนวโน้มอาจเกิดตลาดอิ่มตัวในบางทำเล เนื่องจากหลายโครงการหันไปเน้นพัฒนาคอนโดฯราคาถูก 50,000-60,000 บาท/ตารางเมตร โดยทำไซซ์ห้องให้มีขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามกฎหมาย เพื่อให้มีราคาขายต่ำกว่า 2 ล้านบาท/ยูนิต ทำให้เกิดเป็นเทรนด์ “micro condo” ที่มีพื้นที่ใช้สอย 21-25 ตารางเมตร

รวมทั้งในด้านฟังก์ชั่นเปิดเป็นห้องแบบ “1 ห้องนอนเทียม” คำนิยามคือเป็นห้องชุดมีฉากกั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนเท่านั้น

และคาดว่าการเปิดตัวใหม่ของโครงการคอนโดฯในปี 2565 จะมากกว่าปี 2563+2564 รวมกัน

ระวังโครงการปีหน้า-ต้นทุนบาน

มุมมอง KKP ต่อการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและภาคบริการ ผ่านการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวของประเทศไทย แรงงานกลับมาทำงานตามปกติ ส่งผลให้กิจกรรมในภาคอสังหาฯมีแนวโน้มฟื้นตัว จำนวนบ้านคงค้างที่มีอยู่ในตลาดถูกระบายออกมาอย่างมาก และโครงการเปิดตัวใหม่มีการปรับตัวโดยไปพัฒนาในทำเลที่ห่างเมืองมากขึ้น แต่ยังมีคมนาคมที่เชื่อมโยงกันอยู่ ขนาดพื้นที่เล็กลงเพื่อจับกลุ่มลูกค้าคนไทย

ทั้งหมดนี้ ทำให้ยอดขายที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก 2565 (มกราคม-มิถุนายน 2565) มีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยยอดขายครึ่งปีแรกเท่ากับ 57,376 ยูนิต คาดว่าทั้งปี 2565 ยอดขายจะอยู่ที่ 80,000-90,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับยอดขายปี 2564

โดยสัดส่วนหลักคาดว่าเป็นยอดขายในกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 54% ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนยูนิตเปิดใหม่ในช่วง 5 เดือนแรก 2565 ที่ส่วนใหญ่เป็นคอนโดฯราคา 1-2 ล้านบาท กับทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท

มีการประเมินปี 2566 รูปแบบตลาดที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไปในทุกทำเล การพัฒนาจะยากขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่ดินที่เพิ่มขึ้น 5-15% ค่าก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 8-12% ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 1-2% เป็นปัจจัยกดดันให้ไม่สามารถพัฒนาบ้านในแบบที่ต้องการได้เหมือนเดิม โดยต้องเปลี่ยนมาพัฒนาตามกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ในขณะที่ยังคงต้องสร้างให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด

แนะกลยุทธ์ “สินค้าซื้อทดแทน”

ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ประกอบการ แนวทางการพัฒนาโครงการในปี 2565-2566 ควรให้ความสำคัญกับกำลังซื้อแต่ละพื้นที่เป็นหลัก ไม่พัฒนาเกินกำลังซื้อของผู้บริโภค หาช่องว่างของตลาดที่มีความต้องการสูง

กลยุทธ์ที่ควรเลือกใช้ด้วยการนำเสนอสินค้าซื้อทดแทน เช่น บ้านแฝดซื้อทดแทนบ้านเดี่ยว บ้านทาวน์เฮาส์อิสระซื้อทดแทนบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์หน้ากว้าง 7 เมตรซื้อทดแทนบ้านแฝด

ที่สำคัญ ควรพิจารณาสร้างสมดุลซัพพลาย-ดีมานด์อย่างระมัดระวัง โดยอาจลดขนาดโครงการหรือแบ่งเฟส ในบางกรณีถ้ายอดขายไม่เป็นไปตามแผนธุรกิจที่วางไว้ การตัดสินใจยกเลิกโครงการและคืนเงินลูกค้าก่อนเริ่มก่อสร้าง อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการพัฒนาไปโดยไม่สามารถก่อสร้างให้แล้วเสร็จ