บัซซี่บีส์
“บัซซี่บีส์” ก่อตั้งปี 2555 ในฐานะ tech startup จากนั้นก็เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวสู่ผู้นำด้านการออกแบบ และพัฒนาแพลตฟอร์ม Loyalty Program รวมถึงการจัดหา Privileges อันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งการตลาดกว่า 90% นอกจากการให้บริการในประเทศไทย บัซซี่บีส์ยังเป็นผู้ให้บริการด้าน CRM ในอีก 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สปป.ลาว และฟิลิปปินส์
บริษัทมีความเชื่อว่า “คน” คือทรัพย์สินที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับเทคคอมปะนี เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ใช้วัตถุดิบอื่นใดนอกจาก “คน” โดยเฉพาะ “คน” ที่เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม อันเป็นทรัพย์สินทางปัญญา

“ณัฐธิดา สงวนสิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของบริษัทเริ่มจากสำนักงานห้องแถว 1 ชั้น มีพนักงาน 2 คน จนกลายมาเป็นพนักงาน 540 คนในปัจจุบัน ทั้งยังมีแผนเพิ่มคนทุก ๆ ปี ปีละ 30% เพื่อรองรับการเติบโตที่รวดเร็ว โดยบัซซี่บีส์เป็น inclusive company ไม่มีนโยบายกีดกันคน ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา เพศ ระดับการศึกษา และอายุ ขอเพียงเป็นคนเก่ง และเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้
“คนที่เรารับเข้าทำงานไม่จำเป็นต้องจบตรงสาขา และไม่จำเป็นต้องจบสูง ถ้าเขามีความสามารถ แต่ต้องเป็นคนที่ต้องการเรียนรู้ และเรียนรู้เร็ว เราต้องการคนแบบนี้มากกว่าคนที่มีประสบการณ์แต่ไม่เรียนรู้ ดังนั้น เวลาบริษัทมองหาคน
นอกจากพิจารณาเรื่องของความสามารถที่เหมาะกับงานแล้ว เราให้ความสำคัญกับเรื่องทัศนคติ ต้องเป็นคนที่มีคุณลักษณะเหมือนกับบัซซี่บีส์ คือ be fast เร็ว, be bold กล้าแสดงออก กล้าทำ, be consistent มีความอึด ล้มแล้วลุกเพื่อแก้ไข, be inspired มีแรงบันดาลใจ จุดมุ่งหมาย มีไฟ และ beyond expectation ทำตัวให้ดีขึ้นตลอด”
ตลอดเวลา 2 ปีผ่านมาหลายบริษัทต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ทำให้ต้องปรับตัว และมีมาตรการให้พนักงานทำงานที่บ้าน (work from home-WFH) และเชื่อว่าหลายแห่งย่อมได้รับผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งก็เหมือนกับบัซซี่บีส์
โดยเราพบว่าการทำงานที่บ้านแบบ 100% ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนัก ๆ ส่งผลให้ productivity ของพนักงานลดลง ปัญหาหลัก ๆ เรามองว่ามาจากด้านการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของพนักงานลดน้อยลง

“ดังนั้น รูปแบบการทำงานของบัซซี่บีส์ในปัจจุบันจึงเลือกแบบไฮบริด คือการสลับกันระหว่างการทำงานที่ออฟฟิศกับที่บ้าน ในขณะที่บริษัทเทคคอมปะนีหลาย ๆ แห่งอาจให้พนักงานทำงานที่บ้านอย่างถาวร แต่เรามองว่ารูปแบบนั้นอาจส่งผลให้ความผูกพันต่อองค์กรของพนักงานลดลง และเกิดอัตราการลาออก (turn over) ของพนักงานสูงมากขึ้น จึงเลือกการทำงานแบบผสมผสาน และเน้นความยืดหยุ่น โดยหากแผนกไหนที่ไม่ต้องสื่อสารกับใคร สามารถทำงานที่บ้านได้ตลอด”
“ณัฐธิดา” กล่าวด้วยว่า ตลาดแรงงานของเทคคอมปะนี โดยเฉพาะตำแหน่งที่หายากอย่างโปรแกรมเมอร์มี turn over สูงมาก แต่ในทางตรงข้าม บัซซี่บีส์มี turn over น้อย เหตุผลหลัก ๆ เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับความรู้สึกของพนักงาน
“เราทำเซอร์เวย์เพื่อรับฟังว่าพนักงานพอใจกับสิ่งที่เราให้แล้วหรือยัง ภาษาที่ใช้สื่อสาร เราปรับให้ตรงกับเจเนอเรชั่นของพนักงาน ต้องไม่เวิ่นเว้อ และที่สำคัญ ต้องทำให้พวกเขาเห็นเป้าหมายของตัวเองในการมาทำงาน ขณะเดียวกัน แรงจูงใจด้านเงินเดือน และสวัสดิการก็สำคัญมาก
นอกจากจะให้เงินเดือนสูง ไม่น้อยไปกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทแล้ว ดิฉันยังมีความเชื่อว่าไม่มีใครรวยจากการได้เงินเดือนเท่านั้น เพราะทุกคนมีค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงมี stock options หรือการแจกหุ้นให้พนักงาน ซึ่งเป้าหมายของดิฉันคือต้องการให้พนักงานตั้งตัวได้จากการทำงานที่บัซซี่บีส์”
เพราะถ้าพนักงานมีความสุข เขาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับองค์กรสูงสุดถึง 30% ทั้งยังมีงานวิจัยสนับสนุนจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า เมื่อประสบการณ์ที่บุคลากรได้รับจากองค์กรดีขึ้น ย่อมจะนำไปสู่การสร้างความผูกพัน ความกระตือรือร้นในการทำงาน เกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน
จนนำไปสู่ความสามารถในการรักษา และดึงดูดบุคลากรที่มีค่าให้อยู่ และทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มที่มากขึ้น อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้พนักงาน (employee experience) จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (customer experience) ด้วยเช่นกัน
“ด้วยเหตุนี้ เราจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม Buzzebees Employee Loyalty Program ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของเราที่ได้รับความนิยมจากองค์กรต่าง ๆ เพราะตอบโจทย์การทำงานวิถีใหม่ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วย และสร้างความสุขให้กับพนักงานเกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร สามารถช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในภาวะเช่นนี้”

“ณัฐธิดา” กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวจะช่วยให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ทำงานเป็นระบบมากขึ้น สามารถหาข้อมูลย้อนหลังได้ รวมถึงสร้างประสบการณ์การทำงานในเชิงบวกให้กับพนักงานยุคดิจิทัลให้สนุกมากยิ่งขึ้น เพราะมีโปรแกรมเกมิฟิเคชั่น (Gamification) สะสมคะแนนแลกของรางวัลผ่าน LINE OA
“โดยระบบรองรับการให้ของรางวัลกับพนักงานหลายรูปแบบ เช่น สวัสดิการบริษัททั่วไป ของรางวัลในรูปแบบ e-Voucher หรือสามารถแลกรับของรางวัลได้ที่แผนกบุคคล ที่สำคัญ องค์กรยังสามารถสื่อสารกับพนักงานผ่าน LINE ได้ โดยสามารถเลือกเป็นแบบ broadcast หรือเฉพาะกลุ่มผ่าน targeted message”
นอกจากนั้น องค์กรยังสามารถระบุเงื่อนไขในแพลตฟอร์มได้เอง หรือจะรวบรวมไอเดียจากพนักงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบ employee experience เพื่อให้พนักงานช่วยกันคิดกิจกรรมสร้างสรรค์ในองค์กร หรือแชร์แนวคิดการทำงานเพื่อปรับบรรยากาศ WFH ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น
เพราะแพลตฟอร์มดังกล่าวมีระบบวิเคราะห์ และรายงานผลถึงแผนก HR หรือผู้บริหาร เพื่อปรับปรุงให้ตอบโจทย์มากขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยังช่วยลดอัตราการลาออกของพนักงานได้อีกด้วย
นับว่ากลยุทธ์การสร้าง employee experience ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาขับเคลื่อนการทำงานวิถีใหม่ โดยเฉพาะยุคที่องค์กรมีพนักงานหลากหลายเจเนอเรชั่น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจที่สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงานดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ