โกตัม อดานิ เศรษฐีอินเดีย รวยสุดอันดับ 3 โลก จาก 3 ส่วนผสมสำคัญ

โกตัม อดานิ มหาเศรษฐีอินเดีย ขึ้นแท่นรวยอันดับ 3 ของโลก
(Photo by SAM PANTHAKY / AFP)

หุ้นในบริษัทของ “โกตัม อดานิ” ทำกำไรมากกว่า 750 เท่า สูงกว่าเทสลาของ “อีลอน มัสก์” หรือแอมะซอนของ “เจฟฟ์ เบโซส”

วันที่ 6 กันยายน 2565 แชนแนลนิวส์เอเชียรายงานว่า ก่อนหน้านี้ “โกตัม อดานิ” มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย จากนั้นความร่ำรวยของเขาก็พุ่งนำ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ “บิลล์ เกตส์” ส่วนตอนนี้มีผู้ที่ร่ำรวยกว่าเขามีเพียง 2 คนในโลก ได้แก่ “เจฟฟ์ เบโซส” และ “อีลอน มัสก์”

อันดับความร่ำรวยที่พุ่งทะยานของ “โกตัม อดานิ” ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

ในช่วงหนึ่งปีความร่ำรวยของมหาเศรษฐีทั่วโลกลดลง แต่ความร่ำรวยของอดานิกลับเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า โดยเพิ่มจาก 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 141,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 3 ของโลก ตามดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์ก

ทรัพย์สมบัติที่เพิ่มขึ้นของเขาถูกนำมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ในการประเมินมูลค่าบริษัทต่าง ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากอาณาจักรธุรกิจ และความสัมพันธ์ของเขากับรัฐบาลอินเดีย

หุ้นของ “อดานิ กรีน เอ็นเนอร์จี” และ “อดานิ โททัล ก๊าซ” มีการซื้อขายกันได้อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) 750 เท่า ในขณะที่ “อดานิ เอ็นเตอร์ไพรส์เซส” และ “อดานิ ทรานส์มิชชั่น” P/E พุ่งขึ้นถึง 400 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับเทสลาของมัสก์ และแอมะซอนของเบโซส ซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 100 เท่า ส่วนหุ้นของ “รีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์” ของ “มูเกซ อัมบานี” มหาเศรษฐีอินเดียอีกราย ซื้อขายกันที่ P/E 28 เท่า

อดานิ วัย 60 ปี ได้เปลี่ยนโฟกัสของบริษัทให้สอดคล้องกับสิ่งที่ “นเรนทรา โมดี” นายกรัฐมนตรีอินเดีย เห็นว่าสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจในระยะยาวของอินเดีย

เขาทำเช่นนั้นด้วยการขยายตัว โดยอาศัยเงินกู้มาขับเคลื่อน ซึ่งทำให้เครดิตไซท์ของฟิตช์กรุ๊ปกล่าวถึงอาณาจักรของเขาว่า “ลงทุนโดยใช้วิธีกู้เงินมากเกินไป” ในรายงานเมื่อเดือนที่แล้ว

“เจมส์ แครบทรี” ผู้เขียนหนังสือ The Billionaire Raj ซึ่งเกี่ยวกับความร่ำรวยและความไม่เท่าเทียมกันในอินเดีย กล่าวว่า อดานิสร้างความร่ำรวยได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ด้วยการผสมผสานทั้งการรับความเสี่ยงเชิงรุก การสะสมหนี้อย่างรวดเร็ว และการสร้างสายสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างหลักแหลม

“การที่เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอินเดีย และชนชั้นนายทุนของเอเชียอย่างรวดเร็วในช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมที่กำลังแผ่ขยายในยุคทองใหม่ของอินเดีย”

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของ “อดานิ กรุ๊ป” ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

อดานิซึ่งออกจากวิทยาลัยกลางคัน ทั้งยังเคยถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ และรอดชีวิตจากการโจมตีของผู้ก่อการร้าย ได้ลองเสี่ยงโชคในอุตสาหกรรมเพชรของมุมไบ ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ก่อนจะหันไปทำธุรกิจถ่านหินและท่าเรือ

เขายังสร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมทุกอย่าง ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงศูนย์ข้อมูล สื่อ และซีเมนต์ เมื่อปีที่แล้วเขาให้คำมั่นว่าจะลงทุน 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในด้านพลังงานสีเขียว เพื่อเป็นผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนรายใหญ่ที่สุดของโลก

เมื่อพิจารณาจากตลาดหุ้นแล้ว ความเคลื่อนไหวของอดานินับว่าประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวาง

หุ้นในบางบริษัทของเขาเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% ตั้งแต่ปี 2563 เมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้น 44% ของดัชนี S&P BSE Sensex ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้อ้างอิงตลาดหุ้นอินเดีย

หุ้นของอดานิ กรุ๊ป พุ่งขึ้นเมื่อวันอังคาร ขณะที่หุ้นของอดานิ โททัล ก๊าซ และอดานิ เอ็นเตอร์ไพรซ์เซส เพิ่มขึ้นมากกว่า 2%

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดการเงินโลกผันผวนจากการเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ได้เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ไม่ชัดเจน และการขาดข้อมูลที่ครอบคลุมจากนักวิเคราะห์ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรดอลลาร์ของหลายบริษัทในกลุ่มอดานิร่วงลง

“เฮมินทรา ฮาซารี” นักวิเคราะห์วิจัยอิสระในมุมไบกล่าวว่า คุณไม่รู้หรอกว่าธุรกิจของเขาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วแค่ไหน เพราะดูเหมือนว่าจะไม่มีนักลงทุนสถาบันสนใจมากนัก

นักวิเคราะห์ของเครดิตไซต์ที่ออกมาเตือนเกี่ยวกับระดับหนี้ที่มากเกินไปของเครืออดานิ ระบุว่าบรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทที่รู้จักในชื่อ “โปรโมเตอร์” (Promoter) ในอินเดีย จำเป็นต้องเพิ่มเงินทุนในบริษัทต่าง ๆ เพื่อลดภาระหนี้ในงบดุล

พวกเขายังแสดงความกังวลว่า การเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกันซึ่งใช้เงินทุนจำนวนมาก จะทำให้เกิดความเสี่ยง

อดานิ กรุ๊ป ตอบโต้โดยกล่าวว่า บริษัทได้ปรับปรุงตัวชี้วัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนวัดภาระหนี้สินของบริษัทต่าง ๆ ก็อยู่เกณฑ์ดี สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มอดานิระบุว่า หนี้สุทธิลดลงเหลือ 3.2 เท่าของรายได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา จาก 7.6 เท่า เมื่อปี 2556

ในเวลาเดียวกัน หุ้นประกันเงินกู้ก็ลดลงจากระดับสูงสุดในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งทำให้อดานิและครอบครัวของเขาต้องเพิ่มหลักประกัน

แม้จะยังกังขา แต่เครดิตไซต์ระบุว่า เครืออดานิก็มีแต้มต่อจากความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับธนาคารต่าง ๆ ตลอดจนฝ่ายบริหารของโมดี ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2562 ด้วยคะแนนเสียงเกือบสองในสาม

“ชารอน เฉิน” นักวิเคราะห์จากบลูมเบิร์ก อินเทลลิเจนซ์ ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับธุรกิจท่าเรือและสาธารณูปโภคของอดานิ กล่าวว่า เธอไม่กังวลกับระดับการก่อหนี้ของอดานิ และคาดว่าจะไม่เกิดปัญหาด้านเงินทุนใด ๆ

“เขาไม่ใช่แค่ซื้อกิจการด้วยความสนุกสนานเท่านั้น แต่ธนาคารก็เต็มใจที่จะให้ทุนแก่เขา แถมเขายังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโมดี” ฮาซารีกล่าว และว่า “ตราบใดที่รัฐบาลนี้ยังคงอยู่ ซึ่งคาดว่าจะอยู่อีกนาน ดนตรีจะบรรเลงต่อไป”