สลัมธาราวี ใน Slumdog Millionaire จะไม่มีแล้ว ? อินเดียไฟเขียวเอกชนพัฒนาพื้นที่

สลัมธาราวี มุมไบ อินเดีย
สลัมธาราวี มุมไบ ประเทศอินเดีย (Photo by INDRANIL MUKHERJEE / AFP)

สลัมธาราวี (Dharavi) ในนครมุมไบ ประเทศอินเดีย เป็นสลัมที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันถูกเล่าเรื่องราวผ่านภาพยนตร์ดัง สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ (Slumdog Millionaire) เมื่อปี 2008 

สลัมแห่งนี้เป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีผู้คนอยู่อาศัยกว่า 1 ล้านคน นอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของผู้อพยพและคนยากจนแล้ว ในด้านหนึ่งมันก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าเมือง โดยติดอันดับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ ของอินเดีย 

แต่อนาคตของสลัมธาราวีกำลังอยู่ในเครื่องหมายคำถามว่าจะเป็นอย่างไร จะถึงจุดสิ้นสุด หรือจะยังมีอยู่ต่อไป เมื่อรัฐบาลอินเดียไฟเขียวให้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ชนะประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่เริ่มดำเนินการพัฒนาพื้นที่ได้

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2566 ว่า หน่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของมหาเศรษฐี โกตัม อดานี (Gautam Adani) ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายให้เริ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในสลัมธาราวี (Dharavi) ในนครมุมไบ ซึ่งเป็นสลัมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย หลังจากที่ชนะการประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่เมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยราคายื่นประมูล 50,700 ล้านรูปี (ประมาณ 21,000 ล้านบาท) 

ตัวแทนของ Mumbai Metropolitan Region Development Authority (MMRDA) หน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนานครมุมไบและปริมณฑลที่ดูแลโครงการนี้ยืนยันว่า รัฐบาลรัฐมหาราษฏระอนุญาตให้เริ่มดำเนินการพัฒนาได้

สลัมธาวารีซึ่งโด่งดังจากภาพยนตร์สลัมด็อก มิลเลียนแนร์ (Slumdog Millionaire) กินพื้นที่ประมาณ 620 เอเคอร์ (1,568.6 ไร่) ในย่านที่มีศักยภาพสูงของนครมุมไบ เมืองหลวงทางการเงินของประเทศอินเดีย สลัมนี้อยู่ใกล้กับบันดรา กูร์ลา คอมเพล็กซ์ (Bandra Kurla Complex) ซึ่งเป็นย่านแห่งการใช้ชีวิตหรูหราที่มีทั้งห้างสรรพสินค้า สถานทูต และธนาคาร รวมถึงสำนักงานของเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค (JPMorgan Chase & Co.) 

บลูมเบิร์กให้ข้อมูลด้วยว่า ผู้บริหารนครมุมไบพยายามต่อสู้มาหลายสิบปีเพื่อที่จะพัฒนาพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นสลัมให้ทันสมัย แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากการจะปรับปรุงพื้นที่สลัมธาราวีได้จะต้องการบรรลุสามอย่างพร้อมกัน คือ การจัดหาที่ดินผืนใหญ่ได้มากพอที่จะสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ให้กับคนที่ต้องย้ายออก, การดึงเอกชนเข้าไปลงทุนในสถานที่ซึ่งยังไม่มีสาธารณูปโภคที่เสถียรพอ และการทำให้ผู้อาศัยอยู่ในสลัมกว่า 1 ล้านคนยอมย้ายออกจากพื้นที่ 

ณ ตอนนี้ แผนการพัฒนาสลัมธาราวียังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอดานีจะเปลี่ยนสลัมให้เป็นอพาร์ตเมนต์ อาคารสำนักงานให้เช่า และห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย เป็นขยายฐานธุรกิจของเขาในมุมไบ ซึ่งเขามีธุรกิจบริหารสนามบินมุมไบที่มีผู้โดยสารพลุกพล่านมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอยู่แล้ว 

การเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่สลัมแห่งนี้ทำให้อดานีถูกประท้วงจากผู้อาศัยในท้องถิ่นซึ่งกังวลว่าบ้านและธุรกิจของตนเองจะถูกย้ายออกไปไกลจากใจกลางเมือง รวมถึงคนที่กลัวว่าตัวเองจะต้องถูกย้ายให้ไปอยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแย่ ๆ 

นอกจากนั้น อดานีถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการหาเงินประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 103,850 ล้านบาท) สำหรับพัฒนาโครงการนี้ด้วย เนื่องจากเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อดานี กรุ๊ป โดนฮินเดินเบิร์ก รีเสิร์ช (Hindenburg Research) กล่าวหาว่าปั่นหุ้น ยักย้ายถ่ายเทหุ้น ฉ้อฉลทางบัญชีในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีการตั้งบริษัทในต่างประเทศเพื่อกระทำทุจริต และเลี่ยงภาษี พร้อมกันนั้นฮินเดนเบิร์กได้ทำการขายชอร์ตหุ้นอดานีเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาด้วย ทำให้มูลค่าของทั้งกรุ๊ปหายไปมากกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์ ต้องใช้เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาซ่อมแซมความเสียหาย ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นสู่ระดับก่อนเกิดเหตุ 


ถึงแม้ว่าความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่สลัมธาวารีในอดีตจะไม่สำเร็จ แต่สำหรับครั้งนี้ อาจจะเป็นครั้งหนึ่งที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด เมื่อพิจารณาจากปัจจัยที่ว่า โกตัม อดานี นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) อย่างมาก และอดานี กรุ๊ป ของเขาก็เติบโตขึ้นมาจากการตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาของรัฐบาลโมดี หากอดานีทำโครงการนี้สำเร็จ การคว้างานโครงการรัฐและสัมปทานอื่น ๆ ก็จะตามมา เป็นการตอบแทน