“อียู” ออกกฎห้ามทำลายเสื้อผ้าที่ขายไม่ออก ปราบ “ฟาสต์แฟชั่น” ที่ทำร้ายโลก 

ฟาสต์แฟชั่น
ภาพโดย ERIC PIERMONT / AFP

สหภาพยุโรป (อียู) ออกกฎห้ามทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่ขายไม่ออก มุ่งเป้าปราบปรามผลกระทบจาก “ฟาสต์แฟชั่น” ที่สร้างขยะปีละมหาศาล โดยหวังว่ากฎนี้จะบังคับให้แบรนด์ต่าง ๆ ผลิตสินค้าที่ใช้ได้นานขึ้น ใช้ซ้ำ และซ่อมแซมง่าย เพื่อให้สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น 

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2023 สำนักข่าวดอยต์เชอเว็ลเลอ (DW) ในเยอรมนีรายงานว่า คณะผู้เจรจาของรัฐสภายุโรปและประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union : EU) บรรลุข้อตกลงอนุมัติใช้กฎการห้ามทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่ขายไม่ออก กฎดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขยะจากอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ซึ่งมุ่งเป้าปราบปรามผลกระทบจาก “ฟาสต์แฟชั่น” (fast fashion) หรือเครื่องแต่งกายราคาถูกที่มีวงจรการใช้งานสั้น ซึ่งสร้างขยะปีละมหาศาล 

การใช้กฎใหม่นี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายจะผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยผลิตสินค้าที่มีอายุการใช้งานนานขึ้น และนำกลับไปใช้ซ้ำได้บ่อยขึ้น ง่ายต่อการซ่อมแซมและรีไซเคิล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ทรัพยากร อย่างเช่น พลังงานเชื้อเพลิง และน้ำ  

กฎดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐสภายุโรปที่พยายามจะจัดการกับการบริโภคสิ่งทอในยุโรป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุดเป็นอันดับ 4 รองจากอุตสาหกรรมอาหาร ที่อยู่อาศัย และการขนส่ง  

กฎดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้กับธุรกิจขนาดใหญ่ในอีก 2 ปีหลังจากนี้ ส่วนธุรกิจขนาดกลางมีเวลาสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่านนานกว่า โดยให้มีผลบังคับใช้ในอีก 6 ปีหลังจากนี้ และมีข้อยกเว้น ไม่บังคับใช้กฎนี้กับบริษัทขนาดเล็ก 

ข้อตกลงใช้กฎใหม่ล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มที่ขยายกว้างขึ้น หลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎของกลุ่มอียูที่เรียกว่า “การออกแบบอย่างยั่งยืน” (ecodesign) ไปแล้ว

กฎใหม่นี้ของอียูยังกำหนดให้สินค้าจะต้องมี “digital product passport” ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้น ๆ ด้วย โดยอาจจะนำเสนอผ่านคิวอาร์โค้ด เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปมีอำนาจที่จะขยายกฎการห้ามทำลายสินค้าที่ขายไม่ออกกับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ นอกจากเสื้อผ้าและรองเท้าด้วย เนื่องจากข้อตกลงล่าสุดนี้ระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถออกข้อกำหนดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อทำให้สินค้า เช่น เฟอร์นิเจอร์ ยางรถยนต์ ผงซักฟอก สี และสารเคมีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


ส่วนวัตถุดิบอีกจำนวนมาก เช่น เหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียม จะต้องได้รับการควบคุมด้วยในอนาคต ขณะนี้มีการวางแผนข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางอย่าง เช่น รถยนต์ และผลิตภัณฑ์ทางการทหาร