บทบรรณาธิการ : ฟันฝ่าเศรษฐกิจปี’66
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
การรวมตัวกันครั้งใหญ่ของกูรูด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ ทั้งภาครัฐและเอกชน บนเวทีสัมมนา “Thailand 2023 : The Great Remake เศรษฐกิจไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ทำให้มองเห็นภาพรวมเศรษฐกิจปีหน้าทั้งของไทยและโลกเป็นอย่างดี ทุกคนให้ความเห็นในทางเดียวกัน ทำนองว่าปีหน้าอาจเหนื่อยหนักกว่าปีนี้ เพราะมีปัจจัยลบและความไม่แน่นอนมากมายรออยู่
ในระดับโลกการเติบโตทางเศรษฐกิจที่องค์การการค้าโลก (WTO) คาดว่าในปี 2566 การค้าโลกจะเติบโตระดับต่ำแค่ 1% จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ เนื่องจากเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงยาวนาน และธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินเข้มงวด
เห็นได้จากช่วงปลายปีหลายประเทศยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาและอังกฤษที่ปรับขึ้นอีก 0.75% โดยดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐขึ้นไปแตะ 3.75-4.00% เช่นเดียวกับอังกฤษ ที่ถือว่าเป็นการปรับดอกเบี้ยแรงที่สุดในรอบ 30 ปี ยืนอยู่ระดับ 3.00%
ไม่เพียงเท่านั้น สภาพเศรษฐกิจของประเทศชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ กลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ยังอยู่ในภาวะทรงกับทรุด เมื่อบวกกับความไม่แน่นอนกรณีศึกรัสเซีย-ยูเครน อาจส่งผลเรื่องราคาพลังงาน ที่ปีนี้ทั้งโลกได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน หรือข้อพิพาทสหรัฐ-จีนด้วยเรื่องไต้หวัน รวมไปถึงเรื่องในชั้นเชิงธุรกิจ ยังไม่นับมาตรการซีโร่โควิดของจีนที่เข้มงวดไม่เปลี่ยนแปลง
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ย่อมส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกรวมถึงเมืองไทย ที่เสาหลัก 2 ขาสำคัญคือภาคท่องเที่ยวและส่งออก โดยเฉพาะภาคส่งออกทุกฝ่ายประเมินตรงกันว่า แม้ปีนี้จะเติบโตได้ดีจากโควิดที่เริ่มคลี่คลาย บวกกับเงินบาทที่อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ
แต่สำหรับปีหน้าการเติบโตน่าจะลดลงอย่างมีนัย ส่วนหนึ่งเพราะฐานของปีนี้ค่อนข้างสูง และอีกส่วนเป็นประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
ขณะที่ภาคท่องเที่ยวซึ่งปีนี้น่าจะทำได้ตามเป้าที่ 10 ล้านคน ส่วนปีหน้าที่ตั้งไว้ 20 ล้านคนยังต้องลุ้นว่าจะเดินไปถึงจุดหมายหรือไม่ สาระสำคัญอยู่ที่จีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเป้าหมายอันดับ 1 ของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ยังไม่แน่ชัดว่าทางการจีนจะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร รวมถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยว ที่อยู่เมืองไทยสั้นลงและใช้เงินน้อยลง
อีกประเด็นคือการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า ที่พอจะเห็นภาพเลา ๆ ว่าฝ่ายไหนได้เปรียบ เพราะมีแต้มต่อ 250 เสียงในมือ แต่ยังต้องจับตาดู เพราะการได้ผู้บริหารประเทศชุดเก่าที่อยู่มา 8 ปี หรือแค่ 6 ปี ตามการตีความของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กับได้ทีมผู้บริหารชุดใหม่ย่อมมีผลต่อการพัฒนาประเทศและฟันฝ่าเศรษฐกิจ การเลือกตั้งใหญ่ปีหน้าถือเป็นปัจจัยสำคัญชี้ชะตาประเทศเช่นกัน