พิรงรอง รามสูต
กสทช. เสียงข้างน้อย “พิรงรอง รามสูต” เดินหน้า 8 ภารกิจด้านกิจการโทรทัศน์ ต่อเนื่อง ปี 2565-2566 เตรียมร่างประกาศฯสนับสนุนผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ ดึงงบฯค้าง 200 ล้านบาท เสริมแกร่ง “ซอฟต์พาวเวอร์”โกอินเตอร์ตามรอยเกาหลี
วันที่ 26 ธันวาคม 2565 ศาสตราจารย์ ดร. พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ เปิดใจกับสื่อมวลชนหลังทำงานในฐานะบอร์ด กสทช.มาเป็นเวลา 8 เดือน
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งแต่การพิจารณาดีลควบรวม ทรู-ดีแทค และล่าสุดค่าลิขสิทธิ์บอลโลก ในฐานะ “กสทช.เสียงข้างน้อย” ว่า การพิจารณาดีลควบรวมระหว่างทรู และดีแทค เป็นดีลใหญ่ที่หลายฝ่ายจับตา แต่เรื่องแรกที่โหวตแพ้ เป็นเสียงข้างน้อย คือกรณี การอุทธรณ์การคิดค่าบริการเป็นวินาที
ย้อนรอย กสทช. เสียงข้างน้อย
“เรื่องคิดค่าบริการเป็นวินาที คือศาลชั้นต้นตัดสินให้ฝั่งผู้บริโภคชนะ ให้ กสทช. ยกเลิกมติ กสทช.ที่เคยบอกว่าให้คิด 2 แบบได้ แล้วกลับไปคิดค่าบริการเป็นวินาที เมื่อมีการลงคะแนนกันก็อยู่ในฝั่งที่แพ้ เรามองว่าไม่น่าจะต้องอุทธรณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้คิดแบบเรา ด้วยเหตุผลว่าเป็นธรรมเนียมของสำนักงานฯ ที่เป็นภาครัฐ กรณีมีการฟ้องต้องให้ไปให้สุดก่อน ก็คงต้องบอกว่าเคารพในความคิดเห็นของแต่ละบุคคล ในแง่ความคิดความอ่านก็แล้วคน”
สำหรับกรณีค่าลิขสิทธิ์บอลโลก สำนักงาน กสทช.ได้ส่งหนังสือไปยังการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เพื่อทวงเงินที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี2022 (รอบสุดท้าย) แล้ว เนื่องจาก กกท. ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเงื่อนไขที่กำหนด ตามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง กสทช.และกกท. โดยได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อประเมินถึงผลกระทบดังกล่าวว่าทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่าเท่าไร แต่น่าจะน้อยกว่า 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ กสทช.ให้การสนับสนุนไป
รื้อกฎมัสต์แครี่
“ไม่ใช่ทั้งหมดที่ไม่สามารถถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ดังนั้นเงินค่าเสียหายคงไม่ใช่ทั้ง 600 ล้านบาท แต่จะเป็นเท่าไร ต้องรอคณะทำงานฯพิจารณาตามสัดส่วนผลกระทบ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
แต่สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อ คือการทบทวนประกาศเรื่องมัสต์แครี่ (หลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป) ดูว่าควรมีหรือไม่มีเลยหรือเก็บไว้เฉพาะสำหรับช่องทีวีสาธารณะ หรือมีโมเดลที่ 3 ขึ้นมา ตอนนี้ที่ยังขาดคือในส่วนที่เป็นความเห็นของผู้บริโภค อยู่ระหว่างการออกแบบการวิจัย”
อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งที่ยังไม่ค่อยมีให้พูดถึงแต่เป็นความจริงจากกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชั่นที่่ส่งผลให้เจ้าของลิขสิทธิ์โดยเฉพาะรายการ “กีฬา”ที่มีการปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นรายการด้านความบันเทิงเดียวที่ผู้บริโภคต้องการดูการถ่ายทอดสด
“สิ่งที่ยังไม่การพูดถึงเลยคือ ความเข้าใจของผู้บริโภคที่บอกว่าต้องดูฟรี แต่จริงๆ เป็นหลายรายการเป็นพรีเมียมคอนเทนต์ ที่ไหนๆ ก็ต้องเสียเงินทั้งนั้น และเมื่อก่อนราคาไม่ได้แพงขนาดนี้ ตอนนี้ราคาแพงขึ้นมาก เพราะอย่างที่บอกว่าในบรรดารายการเอนเตอร์เทนเม้นท์ต่างๆ ที่ต้องดูสด คือ กีฬาจึงมีพื้นที่ที่ยังอยู่บนแพลตฟอร์มเดิมได้ เพราะคนต้องการดูตามเวลา สตรีมมิ่งจึงไม่สามารถเข้ามาเจาะตรงนี้ได้ นั่นทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์กีฬาเพิ่มค่าลิขสิทธิ์ ขึ้นมา 200-300% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา”
เดินหน้า-สานต่อ 8 ภารกิจ
ดร.พิรงรองกล่าวถึงภารกิจในฐานะกสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ด้วยว่าที่ดำเนินการในปี 2565 และจะต่อเนื่องไปในปี 2566 มีดังนี้
1.ความร่วมมือกับองค์กรวิชาชีพ 3 องค์กร สร้างระบบส่งต่อและติดตามเรื่องร้องเรียนตามมาตรา 39 และมาตรา 40 สำหรับเรื่องที่เข้าข่ายผิดจริยธรรมและเรื่องที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย โดย กสทช.ร่วมส่งเสริมสนับสนุนกลไกการกำกับดูแลกันเองของสื่อ
โดยผลักดันให้องค์กรวิชาชีพทำหน้าที่กำกับดูแลกันเองภายใต้มาตรฐานจริยธรรม ตามมาตรา 28 (18) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และมาตรา 39, 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการร้องเรียนให้กับประชาชน ให้สามารถร้องเรียนเนื้อหารายการที่เข้าข่ายละเมิดจริยธรรม
2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ….. (ฉบับปี 2565) ซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งได้มีการหารือกับองค์กรวิชาชีพสื่อเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมเข้าที่ประชุมบอร์ดเพื่อทำประชาพิจารณ์ตามขั้นตอนต่อไป
เรื่องที่ 3.พิจารณาแนวทางอนุญาตและกำหนดลักษณะการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชน
“ในพรบ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 มีการกำหนดใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการชุมชน แต่ถึงปัจจุบันยังไม่เกิด จึงต้องมีการพิจารณาแนวทางอนุญาตและกำหนดลักษณะการให้บริการโทรทัศน์ ประเภทบริการชุมชน ก่อน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน มีการจัดคณะทำงานศึกษาความเป็นไปได้ ด้านความพร้อมและความเข้มแข็งของชุมชน และการศึกษาในเชิงเทคโนโลยีว่าแบบใดจะเกิดความคุ้มค่าที่สุด คาดว่าจะมีการออกใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการโทรทัศน์ชุมชนในไตรมาส 2 ปี 2566”
เรื่่องที่ 4. ได้หารือกับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล ณ ที่ทำการ จำนวน 8 ราย และผู้ประกอบการเคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ปัญหา และอุปสรรคที่ผู้ประกอบการได้ประสบ เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนและเตรียมความพร้อมสู่ปี 2572 ซึ่งครบกำหนดสิ้นสุดใบอนุญาต เพื่อให้สอดคล้องกับนิเวศวิทยาของสื่อที่เปลี่ยนไป เนื่องมาจาก digital disruption
5.ไม่เฉพาะการปรับปรุงประกาศ Must Carry เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประกาศ กสทช.เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในรายการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป (Must Have) ด้วย ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการสำรวจความคิดเห็นในส่วนของประชาชนที่รับชม
สำหรับการดำเนินงานในปี 2566 มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การจัดทำร่างประกาศที่เกี่ยวข้องกับส่งเสริม และการพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตาม มาตรา 52 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
ดัน Soft Power ไทยโกอินเตอร์
“ในม.52 ระบุว่าในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ารายการใดเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือสมควรส่งเสริมให้มีการผลิตรายการ หรือผู้ประกอบการรายใดปฏิบัติตามมาตรการในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการและคนด้อยโอกาสตามมาตรา 36 ก็อาจพิจารณาให้การสนับสนุนค่าใช้จ่าย โดยใช้เงินจากกองทุนได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด จึงคิดว่าจะออกร่างเป็นประกาศฯเพื่อสนับสนุนผู้ผลิตรายการ”
ในเบื้องต้นจะให้ความสำคัญกับรายการที่มีเนื้อหาใน 3 ลักษณะ คือ 1.รายการเพื่อเด็กและเยาวชน 2.รายการที่ส่งเสริมความหลากหลายในมิติต่าง ๆ และ 3. รายการที่มีศักยภาพในการผลิตร่วมกับผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ เช่น สนับสนุนให้การโคโปรดักชั่นระหว่างผูัผลิตคอนเทนต์ไทยกับเกาหลีใต้ เป็นต้น โดยในวันที่ 17 ม.ค. 2566 จะมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับภูมิทัศน์สื่อเกาหลี และโอกาสในการร่วมผลิตเนื้อหาไทย-เกาหลี ซึ่งจะมีการเวิร์กช้อป และจัดบิสซิเนสแม็ทชิ่ง ระหว่างผู้ประกอบการไทยและเกาหลี
ดร.พิรงรองกล่าวว่าร่างประกาศฯ น่าจะเสร็จในไตรมาสแรก/2566 เพื่อนำไปประชาพิจารณ์ในไตรมาส 2 และเปิดให้มีการสมัครขอรับทุนสนับสนุนได้ภายในกลางปี
“มีเงินค้างท่อที่เห็นจากปี 2565 อยู่ 200 ล้านบาท น่าจะนำมาใช้ได้เพื่อสนับสนุนส่งเสริมผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เพื่อให้สามารถผลิตรายการที่มีคุณภาพออกสู่ตลาดโลกได้ เพราะถือเป็น Soft power สำคัญ”
ถัดมา คือ การวางระบบ Social Scoring, การ monitor ทางเทคโนโลยี (algorithm) Social Credit เพื่อให้มีการตรวจสอบและส่งเสริมเนื้อหารายการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงเฝ้าระวังสิ่งผิดกฎหมายจากการออกอากาศในกิจการโทรทัศน์ (Media Alert) โดยการทำ Quality Rating ประเมินเนื้อหาในกิจการโทรทัศน์ด้วยเกณฑ์ทางคุณภาพ (ที่ไม่ใช่เกณฑ์ทางปริมาณผู้ชม)
มีทั้งการใช้ monitoring ตรวจ เฝ้าระวังเนื้อหาตามประเด็นทางสังคมทุกไตรมาส โดยคณะวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญ และพัฒนา AI ในลักษณะ machine learning เพื่อประเมินคุณภาพเนื้อหาในมิติที่เป็นความเสี่ยง เช่น ความรุนแรง เรื่องทางเพศ ภาษาที่ไม่เหมาะสม และความเสี่ยงทางสังคมอื่นๆ