เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

4 ปัจจัยลบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปีนี้อาจโตไม่ถึงฝัน

30 ก.ค. 2566 | 16:05น.
เศรษฐกิจไทย

ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 3% กว่า ๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูง แต่ก็เป็นอัตราที่มากกว่าปีที่แล้วที่เติบโต 2.6%

ตัวเลขจริงเมื่อสิ้นสุดปีจะโตได้ตามคาดหรือไม่ ? ตอนนี้ผ่านเดือนที่ 7 แล้ว เริ่มเห็นหลายสถาบันอัพเดตว่า “คง” และ “ปรับลด” ตัวเลขคาดการณ์

กระทรวงการคลังเองเพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงเล็กน้อย จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะโต 3.6% ลดลงเหลือโต 3.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0 ถึง 4.0) ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยได้แรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อลดลงก็ตาม

ด้วยหลายปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าติดตาม ทำให้กระทรวงการคลังปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกันที่สถาบันอื่น ๆ กำลังเฝ้าติดตามเช่นกัน ทั้งความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์การเมืองไทยเอง

 

เศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจจีนกระทบส่งออก

นับถึงเดือน มิ.ย. 2566 การส่งออกของไทยหดตัวติดต่อกันมา 9 เดือน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์บอกสาเหตุว่า เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังคงซบเซาจากแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การผลิตและการบริโภคยังคงตึงตัว ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของตลาดจีนช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ คู่ค้าส่วนใหญ่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากผลกระทบของการหดตัวทางด้านอุปสงค์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง

ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มการส่งออกยังจะไม่ดีขึ้นนัก เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักตลาดเดียวที่ถูกประเมินว่ามีโอกาสที่การส่งออกของไทยจะโตในปีนี้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนก็ไม่ดีอย่างที่คาด การนำเข้าและส่งออกของจีนก็หดตัวติดต่อกันหลายเดือน

มูลค่าการส่งออกในเดือน มิ.ย. 66 ของจีนลดลง 12.4% (YOY) เป็นการหดตัวรายเดือนที่มากที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 63 ส่วนการนำเข้าลดลง 6.8% แนวโน้มการค้าของจีนครึ่งปีหลังยังคงเผชิญกับแรงกดดันค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาเงินเฟ้อสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย จีนทั้งนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อบริโภคภายในประเทศ และเพื่อเป็นวัสดุ-วัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าส่งออก ดังนั้น การนำเข้าและส่งออกของจีนจึงมีส่วนกำหนดอนาคตการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก

กระทรวงการคลังของไทยคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกทั้งปี 2566 ในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัวที่ร้อยละ -0.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -1.3 ถึง -0.3) เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ และยูโรโซนในเดือนกรกฎาคม และของจีนในเดือนมิถุนายนที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำคัญของการส่งออกไทย

อย่างไรก็ตาม ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด

 

คนจีนไม่ออกเที่ยวนอก กระทบท่องเที่ยวไทย

เนื่องจากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทำให้ชาวจีนระมัดระวังมากขึ้นที่จะใช้จ่ายเงินไปกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้า 5 ประเทศในอาเซียน ยังไม่มีประเทศไหนถึง 50% ของระดับก่อนโควิด-19

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสะสม 5 เดือนแรกแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 คิดเป็นสัดส่วนดังนี้ อินโดนีเซีย 38.8%, ไทย 35.9%, เวียดนาม 34.3%, สิงคโปร์ 25.2% และฟิลิปปินส์ 13.8%

กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของจีนเผยว่า ไตรมาสแรกปีนี้ มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพียง 1.6% เท่านั้นที่เดินทางแบบกรุ๊ปทัวร์ออกต่างประเทศ ซึ่งยังน้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 มีสัดส่วน 30%

ส่วนแนวโน้มในครึ่งปีหลังก็น่าจะยังไม่ดีขึ้น เมื่อพิจารณาจากข้อมูลจากพนักงานบริษัททัวร์ในมณฑลกว่างโจว ที่เปิดเผยว่า การจองทัวร์ท่องเที่ยวของชาวจีนมายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วงฤดูร้อน (มิ.ย.-ก.ย.) ปีนี้ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงครึ่งปีแรก

แม้แต่จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น สิงคโปร์และมาเลเซียก็ยังมีดีมานด์คิดเป็นเพียง 30% ของระดับก่อนเกิดโควิด ขณะที่ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ มีดีมานด์อยู่ที่ 10% ของระดับก่อนโควิดเท่านั้น

ประเทศไทยตั้งเป้านักท่องเที่ยวจีนทั้งปี 5 ล้านคน แต่ตอนนี้ต้องลุ้นว่าจะถึงหรือไม่

ชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า ความท้าทายของตลาดการท่องเที่ยวจีนในครึ่งปีหลัง คือ ประเด็นด้านเศรษฐกิจของจีนเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันเห็นจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประชาชนที่มีรายได้ปานกลางถึงล่างได้รับผลกระทบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทัวร์

 

วิกฤตแล้งทำผลผลิต-รายได้ภาคเกษตรหด

ภาวะเอลนีโญที่เกิดขึ้นในปีนี้จะยาวนานต่อเนื่อง 1-2 ปี ความแล้งและร้อนจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร หลายชนิดลดลง ซึ่งผลผลิตที่ลดลงอาจส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ลดลงจะส่งผลต่อรายได้ครัวเรือนภาคเกษตรและแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภาคเกษตรในปี 2566 ลงเหลือโต 1.5-2.5% คิดเป็นมูลค่า 688,780-695,570 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะโต 2-3% หรือคิดเป็นมูลค่า 692,177-698,963 ล้านบาท

“วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่า ผลผลิตภาคการเกษตรและรายได้ที่ลดลงจะทำให้คนในภาคเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย เผชิญความเสี่ยงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น อีกทั้งภัยแล้งยังสร้างความเสียหายไปถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำตลอดจนอุตสาหกรรมปลายน้ำที่ใช้สินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ

ในภาพรวมเศรษฐกิจ “วิจัยกรุงศรี” คาดการณ์ว่า ภัยแล้งจะฉุดจีดีพีของประเทศไทยในปี 2566 ลดลง 0.1% จากกรณีฐาน และจะฉุดจีดีพีในปี 2567-2568 ลดลงเฉลี่ยปีละ 0.3% จากกรณีฐาน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เอลนีโญจะสร้างความเสียหายในปี 2566 ราว 48,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2567 คาดว่าผลกระทบแรงขึ้น สร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามากกว่า 48,000 ล้านบาท โดยความเสียหายหลักอยู่ที่ “ข้าวนาปรัง”

ส่วนผลกระทบต่อการส่งออก ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรภาพรวมหดตัว -2.7 ถึง -11%

 

จัดตั้งรัฐบาล ยิ่งช้ายิ่งกระทบมาก

อีกปัจจัยสำคัญ คือ ปัจจัยการเมืองในประเทศ ระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากจัดตั้งรัฐบาลช้าเท่าไรยิ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากเท่านั้น

กระทรวงการคลังประเมินว่า การตั้งรัฐบาลล่าช้ากระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ กรณีช้า 6 เดือนจะฉุดเศรษฐกิจ 0.05% ส่วนกรณี 9 เดือนจะฉุดเศรษฐกิจ 0.07%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้า และรัฐบาลยังเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปถึงไตรมาส 3/2566 จะเริ่มส่งผลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และจากความไม่แน่นอนนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงปรับประมาณการลงทุนเอกชนลดลงจาก 2.8% มาอยู่ที่ 2.0%

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 31 ในเดือนกรกฎาคม 2566 ภายใต้หัวข้อ “ประเด็นกังวลที่กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลัง 2566” พบว่า ผู้บริหารใน ส.อ.ท.ส่วนใหญ่มองว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลและความขัดแย้งทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง เป็นประเด็นสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2566 และทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุน กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

รวมถึงหากการชุมนุมประท้วงทวีความรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้ไทยต้องอาศัยภาคการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ