Skip to content

CCS…อีกหนึ่ง “Green Tech” ช่วยลดโลกร้อน

26 ก.พ. 2567 | 13:55น.
CCS…อีกหนึ่ง “Green Tech” ช่วยลดโลกร้อน
คอลัมน์ : Next Normal
ผู้เขียน : ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

หากพูดถึงต้นตอของภาวะโลกร้อนหลายท่านคงจะทราบกันมาบ้างแล้วว่าเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศที่มากเกินไป โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่คิดเป็นราว 80% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด หลายปีที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามจากทั่วโลกในการลด CO2 อย่างต่อเนื่อง แต่ดูจะยังไม่เห็นผลมากนัก สะท้อนได้จากปริมาณการปล่อย CO2 ของโลกปี 2566 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4 หมื่นล้านตันคาร์บอน

วันนี้ผมเลยอยากจะชวนท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งเทคโนโลยีสีเขียวที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหา และอาจผลักดันให้โลกของเราบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ได้เร็วขึ้นคือ Carbon Capture and Storage (CCS)

CCS…คืออะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร

CCS คือ เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บ CO2 ไว้ในชั้นหินใต้ดินหรือใต้ทะเลลึก เพื่อขัง CO2 ไม่ให้ลอยสู่ชั้นบรรยากาศ ที่ผ่านมาดูเหมือนโลกจะมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นทางเป็นหลักผ่านการ “ลด” การปล่อย CO2 ด้วยการเปลี่ยนมาใช้พลังงานทดแทน ใช้รถยนต์ไฟฟ้า จัดการขยะเพื่อลด Zero Waste แต่วิธีการเหล่านี้ดูจะยังไม่เพียงพอ เพราะยังขาดกลไกหรือเครื่องมือการแก้ปัญหาที่จะช่วย “ดูด” กลับ CO2 ที่เกิดขึ้นหรือถูกปล่อยออกมา

ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราก็มีวิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยดูดซับ CO2 อยู่บ้าง คือ การปลูกต้นไม้หรือการรักษาแหล่งน้ำ แต่วิธีการเหล่านี้ดูจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้ที่ต้องใช้พื้นที่และระยะเวลานานกว่าที่ต้นไม้จะดูดซับ CO2 ได้เต็มที่ คิดง่าย ๆ หากจะดูดซับ CO2 เท่ากับที่โลกปล่อย 4 หมื่นล้านตันต่อปี ต้องปลูกต้นไม้ถึง 2.6-4.5 ล้านล้านต้นต่อปี (ต้นไม้ 1 ต้นดูดซับ CO2 ราว 9-15 กิโลกรัม) หรือต้องใช้พื้นที่ถึง 50-80 เท่าของประเทศไทยทุก ๆ ปี แนวทางดังกล่าวจึงอาจไม่ใช่ Quick Win ในการดูดซับ CO2

เหตุนี้จึงเกิดการพัฒนาเทคโนโลยี CCS ขึ้นเพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมที่มีการปล่อย CO2 สามารถนำ CCS มาใช้เพื่อดักจับและกักเก็บ CO2 ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่ลดการปล่อย CO2 ได้ยาก หรือช่วยซื้อ Transition Period ในการปรับ Ecosystem และ Transform ธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในระยะถัดไป

CCS…พัฒนาการและข้อสังเกต

เทคโนโลยี CCS มีการพัฒนาต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ล่าสุด Global CCS Institute ระบุว่าโครงการ CCS ทั่วโลก ณ เดือนกรกฎาคม 2566 มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 392 โครงการ (ตั้งแต่ขั้นเริ่มพัฒนาถึงดำเนินการแล้ว) เพิ่มขึ้น 102% จากปีก่อน และมีศักยภาพในการดักจับ CO2 361 ล้านตันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50%

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพดังกล่าวยังไม่ถึง 1% ของ CO2 ที่โลกปล่อยในปัจจุบัน ทั้งนี้ McKinsey ประเมินว่าหากโลกจะบรรลุ Net Zero Emissions ในปี 2593 CCS จะเข้ามามีส่วนช่วยลด CO2 อย่างน้อย 4.2 พันล้านตันต่อปี นอกเหนือไปจากวิธีการลด CO2 ในลักษณะอื่น ๆ

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าโครงการ CCS ส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรปกว่า 80% และอยู่ในอุตสาหกรรมหนักเป็นหลัก โดย Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ประเมินว่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าโดยการใช้พลังงานฟอสซิลร่วมกับ CCS ยังสูงกว่าการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมถึง 1.5-2 เท่า ปัจจัยดังกล่าวทำให้ CCS ยังถูกใช้ในวงจำกัด

นอกจากนี้ เงินทุนก็เป็นอีกข้อจำกัดสำคัญ โดย McKinsey คาดว่าโลกยังต้องการเงินลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวถึง 1.2-1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2578 เพื่อจะบรรลุ Net Zero Emissions แต่ในปี 2565 กลับยังมีเงินลงทุนรวมเพียง 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

CCS…กับย่างก้าวสู่ทางเลือกกระแสหลัก

นอกจากเงินทุนและการพัฒนาเทคโนโลยี CCS ให้มีต้นทุนต่ำลงแล้ว การที่ธุรกิจใช้ CCS กักเก็บ CO2 ไว้อย่างเดียวอาจไม่คุ้มค่าแถมมีต้นทุนแฝงจากการป้องกันไม่ให้ CO2 รั่วไหล

ปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอีกขั้นหนึ่งคือ Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) ที่ไม่เพียงกักเก็บแต่ยังนำ CO2 มาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ อาทิ พลาสติก ปุ๋ย อาหาร ยา เครื่องดื่ม เป็นต้น

นอกจากนี้ การจะทำให้ CCS & CCUS กลายมาเป็นกระแสหลักยังต้องอาศัยการพัฒนา Ecosystem ที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาด Carbon Credit ที่จะสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจสามารถนำคาร์บอนส่วนเกินมาขาย รวมถึงการพัฒนาหรือ Sharing Facilities ต่าง ๆ ระหว่างธุรกิจเพื่อให้เกิด Economies of Scale

โดยเฉพาะระบบขนส่งและแหล่งกักเก็บ ขณะเดียวกัน ที่จะขาดไม่ได้คือมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ Tax Credit เงินอุดหนุน กฎหมายต่าง ๆ ที่ต้องเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีข้างต้น

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันโครงการ CCS & CCUS ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและอยู่ในวงจำกัด แต่จากเป้าหมายที่จะบรรลุ Net Zero Emissions ในปี 2603 การใช้พลังงานทดแทน การใช้ EV หรือการปลูกป่าคงยังไม่พอ CCS & CCUS อาจเข้ามาเป็นอีกกลไกเสริมที่ช่วยให้ไปถึงเป้าหมาย ใครจะรู้อีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราอาจได้เห็นธุรกิจไทยใช้ CCS & CCUS อย่างแพร่หลาย อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ Solar Cell หรือ EV ที่ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนใครจะคิดว่าจะได้รับความนิยมเหมือนในปัจจุบัน จริงไหมครับ

Disclaimer : คอลัมน์นี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความคิดเห็นของ EXIM BANK