EXIM BANK ชู “Green Development” ตั้งเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อ 50% ในปี 71

EXIM BANK

EXIM BANK ชูโมเดล “Green Development” วางเป้าขยายพอร์ตสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนเป็น 50% ในปี 71 พร้อมสนับสนุนธุรกิจสีเขียว-อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล

วันที่ 20 ธันวาคม 2566 ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกยังทวีความรุนแรงขึ้น สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังค่อนข้างวิกฤต ข้อมูลจากเว็บไซต์ IQAir ระบุว่า

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 กรุงเทพฯ ติดอันดับ 12 เมืองที่มีค่ามลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก เป็นผลจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมาเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 4.16 ตันต่อคนต่อปีในปี 2545 เป็น 4.66 ตันต่อคนต่อปีในปี 2565 ทุกภาคส่วนในระดับประเทศและระดับโลกจึงต้องพยายามแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกร่วมกัน

ขณะที่การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 28 หรือ COP 28 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปที่จะเปลี่ยนผ่านหรือทยอยลดการใช้พลังงานฟอสซิลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593

โดยที่ผ่านมา EXIM BANK มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นแหล่งเงินทุนให้แก่ภาคธุรกิจมากถึง 1 ใน 3 ของมูลค่า Climate Finance โลก โดย EXIM BANK ได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่สนับสนุนโครงการหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เช่น

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกประเภทหนึ่ง สู่ชั้นบรรยากาศโลก และคาดว่าพอร์ตสินเชื่อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของ EXIM BANK ณ สิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ราว 61,500 ล้านบาท หรือ 35% ของสินเชื่อคงค้างรวมของธนาคาร

ดร.รักษ์ กล่าวว่า ในปี 2567 EXIM BANK จะนำโมเดล “Green Development” ไปใช้พัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากการประหยัดพลังงานและเดินหน้าสู่องค์กรสีเขียว โดยเร่งยกระดับธุรกิจไทยให้เข้าสู่ ESG Supply Chain ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและการจ้างงานในอุตสาหกรรมสู่อนาคต อาทิ S-Curve ธุรกิจบริการ Soft Power และเกษตรแปรรูป โดยสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและเทรนด์โลก

นอกจากนี้ EXIM BANK เอง ตั้งเป้าหมายสู่ Carbon Neutrality ในปี 2573 และ Net Zero Emissions ในปี 2593 เร็วกว่าเป้าหมายประเทศไทย 20 ปีและ 15 ปีตามลำดับ โดยปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร

ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนให้เป็น 50% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมดภายในปี 2571 ท่ามกลางความท้าทายของทิศทางอัตราแลกเปลี่ยน การกลับทิศของนโยบายการเงิน แนวโน้มเศรษฐกิจในตลาดการค้าหลัก

รวมถึงความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าเป็นระลอก อย่างไรก็ตาม ภาคการส่งออกจะกลับมาหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้ โดยมุ่งเน้นสินค้าไทยที่เกาะกระแสเทรนด์โลก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว สินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล สินค้ารักษ์โลก

“โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัว เพื่อเข้าถึงโอกาสและก้าวข้ามความท้าทาย ซึ่งปัญหาระดับโลกในวันนี้คือ การพัฒนาอย่างสมดุลในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งรายได้และความกินดีอยู่ดีของประชาชนโดยส่วนใหญ่ รวมถึงกลุ่มเปราะบางในสังคม EXIM BANK จึงนำ Green Development Model มาปรับใช้ในกระบวนการและนอกกระบวนการ เพื่อเป็นกลไกสำคัญทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ”


“โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการลงทุนเพื่อการพัฒนา เดินหน้าต่อไปได้ ขับเคลื่อนเครื่องยนต์อื่น ๆ ให้ทำงานพร้อมกันได้ สร้างชุมชน สังคม และประเทศชาติที่เข็มแข็ง มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป” นายรักษ์ กล่าว