Skip to content

ESG Game Changer เปลี่ยนธุรกิจไทยให้ก้าวทันโลก

22 ก.ค. 2566 | 09:45น.
ESG Game Changer เปลี่ยนธุรกิจไทยให้ก้าวทันโลก

ต้องยอมรับว่า รายงานเรื่อง “7 Sustainability Trends 2023 Report” ที่จัดทำโดยหน่วยงาน AccountAbility องค์กรผู้กำหนดมาตรฐาน และให้คำปรึกษาด้าน ESG (Environmental, Social and Governance) ระดับโลกก่อตั้งมากว่า 30 ปี ด้วยการเก็บข้อมูลวิจัย และทำงานร่วมกับองค์กรในหลายภูมิภาคทั่วโลก ต่างยืนยันข้อมูลตรงกันว่า นับจากนี้ไปบริบทของ “ESG” จะเป็นตัวกำหนดทิศทางธุรกิจระดับโลก

จึงทำให้ “ประชาชาติธุรกิจ” มองเห็นความสำคัญ จนนำมาสู่การจัดสัมมนาเพื่อสังคมแห่งปีในหัวข้อ ESG : Game Changer #เปลี่ยนให้ทันโลก ที่มี “ผู้นำ” และ “ผู้บริหารระดับสูง” หลายภาคส่วนมาเป็นวิทยากร ไม่ว่าจะเป็น รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก, ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต, ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานอาวุโส กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท, รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และ ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)

ทุกท่านล้วนเป็น “ผู้กำหนด Game Changer” ขององค์กรทั้งสิ้น

ถอดรหัส Game Changer

แต่การจะถอดรหัสแนวคิดว่า “เกมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ครั้งนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กร สังคม ประเทศชาติ และธุรกิจให้ก้าวทันกับโลกได้อย่างไร คงต้องให้ “อาจารย์อนันตชัย ยูรประถม” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (SBDi) วิเคราะห์ให้ฟัง

เบื้องต้น “อาจารย์อนันตชัย” บอกว่า ESG Game Changer ไม่เพียงเป็นตัวเปลี่ยนเกมธุรกิจ หากยังเป็นกลจักรสำคัญในการเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจให้เท่าทันโลกด้วย เพราะขณะนี้องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างเดินหน้าสู่กระบวนการ ESG ทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทยการนำ ESG Game Changer มาประยุกต์ใช้ต้องนำเกมแห่งการเปลี่ยนแปลง 3 ด้านด้วยกัน

หนึ่ง องค์กรธุรกิจ

สอง ภาครัฐ

สาม ประชาชน

“ทั้ง 3 ส่วนจะต้องสอดประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ยกตัวอย่างองค์กรธุรกิจที่ทำเรื่องรายงานความยั่งยืน และ ESG ล้วนเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ดังนั้น ถ้าองค์กรเหล่านี้ต้องการขยายสาขา หรือลงทุนกับพันธมิตรต่างประเทศ เขาจะต้องทำเรื่อง ESG เพราะองค์กรธุรกิจเขากำหนดเลยว่า คู่ค้าจะต้องมีนโยบายเรื่องการสร้างความยั่งยืน”

“ดังนั้น เมื่อมาต่อจิ๊กซอว์กับภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย การสนับสนุนทางด้านการเงิน และการส่งออก เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับของตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประชาชน จะต้องสนับสนุนสินค้านั้น ๆ ด้วย เพราะถ้าประชาชนไม่ซื้อ ไม่สนับสนุน หรือไม่ใช้บริการ โอกาสทางการแข่งขันจะไม่เกิด และการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นทางจะต้องไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือไม่ทำให้เกิดมลภาวะในชั้นบรรยากาศของโลกด้วย”

“ผมถึงเชื่อว่า ESG Game Changer ไม่เฉพาะแต่องค์กรธุรกิจไทยจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นโดยเร็ว หากไม่เปลี่ยน คู่ค้า พันธมิตรของคุณจะบังคับให้คุณเปลี่ยนเอง ยิ่งถ้าเป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ข้อตกลงในระดับสากลที่เกิดขึ้นในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ยกตัวอย่างเรื่องของ CBAM หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรปในสินค้า 5 ประเภทได้แก่ เหล็ก และเหล็กกล้า, ซีเมนต์, กระแสไฟฟ้า, ปุ๋ย และอะลูมิเนียมที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจะต้องแสดงตัวเลขปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือค่าการปล่อยคาร์บอนให้ทราบด้วย”

ภาคการเงิน-การธนาคารต้นทางสินเชื่อสีเขียว

ถึงตรงนี้ “อาจารย์อนันตชัย” วิเคราะห์กลุ่มธุรกิจการเงิน-การธนาคารที่จะมาบรรยายในงานสัมมนาให้ฟังเพิ่มเติมว่า ผมมองเป็นเรื่องดีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารทีเอ็มบีธนชาต และ EXIM BANK มาพูดในเรื่อง ESG Game Changer ครั้งนี้ เพราะในอดีตกลุ่มธุรกิจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับ CSR, SD, ESG ล้วนเป็นธุรกิจที่มาจากอุตสาหกรรม high impact ที่พึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างสูง

“ถ้าคุณไปชวนภาคธุรกิจบริการมาทำ เขาบอกไม่เอาหรอก เพราะธุรกิจเขาไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่พอถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจภาคบริการเริ่มเข้ามาทำเรื่องพวกนี้บ้างแล้ว เพราะผลิตภัณฑ์ของเขา touch กับผู้คน หรือลูกค้าเยอะมาก คำถามคือ แล้วสถาบันการเงิน-การธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องกับ ESG Game Changer อย่างไร คำตอบง่าย ๆ คือเป็นต้นทางของการปล่อยเงินกู้ และเมื่อก่อนเขาไม่ลงรายละเอียดหรอกว่าธุรกิจของคุณทำลายสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เขารู้แต่เพียงว่าธุรกิจของคุณแค่ทำอะไร”

“แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เมื่อนักวิชาการทางด้านความยั่งยืนออกมาขับเคลื่อน และให้ความรู้เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกอย่างไร ยิ่งทำให้สถาบันการเงิน-การธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น”

“ผมถึงมองเป็นเรื่องดี เพราะผู้ฟังจะมองเห็นต้นน้ำของการสร้างผลกระทบว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร ทั้งยังมองเห็นภาพของการสร้าง sustainable finance หรือ sustainable banking อีกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้กลุ่มธนาคารต่าง ๆ เริ่มมีการให้สินเชื่อสีเขียวมากขึ้น หรือแม้แต่แบงก์ชาติเองก็มีแนวทางผลักดันภาคการเงินสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมด้วย”

โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ กลุ่มพลังงาน

สำหรับในส่วนของกลุ่มธุรกิจพลังงาน และชิ้นส่วนยานยนต์ “อาจารย์อนันตชัย” บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกลุ่มบริษัทไทยซัมมิท นับว่าเป็นต้นทางของธุรกิจในกลุ่ม high impact แรก ๆ โดยเฉพาะ ปตท.กับบางจาก เพียงแต่ช่วงผ่านมาจนถึงปัจจุบันธุรกิจกลุ่มนี้มี transition ไปในทิศทางที่ดี เพราะเรื่องของพลังงานถือเป็น key success ทางด้านความยั่งยืนอย่างหนึ่ง

“ดังนั้นสิ่งที่จะได้จากการฟัง นอกจากจะได้รู้ถึงทิศทางและแนวทางการทำ transition ขององค์กร และธุรกิจของบริษัท ยังทำให้เห็นเส้นทางการพัฒนาเพื่อเดินไปสู่ธุรกิจใหม่ ๆ ในอนาคต โดยเฉพาะการ transition ไปสู่พลังงานสะอาด”

“เพราะธุรกิจของกลุ่มโออาร์, บางจาก และซัมมิท เป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ ทั้งยังเป็นผู้นำในการสร้างการเปลี่ยนแปลงโอกาสทางธุรกิจอยู่เสมอ ๆ โดยไม่ยึดติดแต่เฉพาะธุรกิจน้ำมันเพียงอย่างเดียว หากขยายธุรกิจไปสู่ค้าปลีก, ธุรกิจ Non-Oil และธุรกิจต่างประเทศ ขณะที่บางจากก็ให้ความสำคัญกับสินค้าชุมชนค่อนข้างมาก ทั้งยังนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ ด้วยการทำโครงการปั๊มสหกรณ์ หรือปั๊มชุมชน หรือการร่วมมือกับพันธมิตรที่ดำเนินธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หลากหลายแบรนด์เพื่อนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน”

นำองค์กรมุ่งสู่ Digital Economy

นอกจากนั้น “อาจารย์อนันตชัย” ยังพูดถึงกลุ่มเอสซีจี, บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) อีกด้วยว่า ผมมองว่าธุรกิจของเอสซีจีเมื่อก่อนเป็นอุตสาหกรรมหนักนะ แต่ทุกวันนี้จะเห็นว่าเอสซีจีใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงการใช้ชีวิต ซึ่งเอสซีจีเป็นหนึ่งในองค์กรที่เรียกว่า sustainability leader ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำรายงานความยั่งยืน การปรับธุรกิจไปสู่ green innovation

“เพราะ key success ของเอสซีจีคือเรื่องคน เขาให้ความสำคัญกับคนมาก ฉะนั้นคนของเอสซีจีนอกจากจะขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากคนของเขายังเป็นคนขับเคลื่อนองค์กร จนทำให้เกิดการต่อยอดธุรกิจหลากหลายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จนสุดท้าย ก็ทำให้เกิด sustainability culture ที่น่าสนใจมาก”

ขณะที่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเสนาดีเวลลอปเมนท์ค่อนข้างให้ความสำคัญเรื่องการนำ ESG มาปรับใช้กับการสร้างองค์กรยั่งยืน และสร้างสังคมสีเขียว ด้วยการทำนวัตกรรมโซลาร์รูฟท็อป เพื่อตอบโจทย์ยุคค่าไฟแพง พร้อมกับออกแบบจุดบริการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ EV ทุกหลังเพื่อให้บริการผู้บริโภค

ส่วนธุรกิจของกลุ่มไทยเบฟ “อาจารย์อนันตชัย” มองว่า นอกจากธุรกิจจะมุ่งสู่ net zero ในปี 2040 ยังวางแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการนำ ESG มาประยุกต์ใช้หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารบรรจุภัณฑ์, การติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในโรงงาน, ตั้งโรงงานไบโอแก๊ส พร้อมกับเริ่มใช้รถบรรทุก EV ขนส่งสินค้า

“โดยเฉพาะเรื่องการวางระบบโลจิสติกส์ของไทยเบฟผมว่าน่าสนใจมาก เพราะอนาคตเราจะเข้าสู่ digital economy และไทยเบฟจะเปลี่ยนระบบโลจิสติกส์เป็นพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ผมว่าตรงนี้เป็น game changer อย่างหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะธุรกิจของไทยเบฟเครือข่ายใหญ่มาก ฉะนั้นต่อไปจะเป็นโลว์คาร์บอนโลจิสติกส์ที่น่าติดตามอย่างยิ่ง”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ESG ESG : GAME CHANGER #เปลี่ยนให้ทันโลก