เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิด 9 ประเด็นฟังความเห็น “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ” เสนอเก็บ 1,000 บาท
Economic เปิด 9 ประเด็นฟังความเห็น “ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ” เสนอเก็บ 1,000 บาท
แซมมี่ – ชนิตา นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 เผย “ทุนให้มากกว่าโอกาส”
Biz Movement แซมมี่ – ชนิตา นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่ง ประจำปี 2568 เผย “ทุนให้มากกว่าโอกาส”
ในหลวง เสด็จฯ ส่วนพระองค์ ทอดพระเนตร พระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง เสด็จฯ ส่วนพระองค์ ทอดพระเนตร พระราชินี ทรงฝึกบินเดี่ยว Gripen
6 กสทช. ดันประชุมนัดพิเศษจนจบ สภาผู้บริโภค จ่อร้อง ป.ป.ช.  ปม เจ้าหน้าที่ขวางประชุม
Tech 6 กสทช. ดันประชุมนัดพิเศษจนจบ สภาผู้บริโภค จ่อร้อง ป.ป.ช. ปม เจ้าหน้าที่ขวางประชุม
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงปรุงเมนู “ขนมค้างคาว” เปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์”
Biz Movement กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ทรงปรุงเมนู “ขนมค้างคาว” เปิดงาน “เทศกาลน้ำมันเมล็ดคามีเลีย ภัทรพัฒน์”
“Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล้านบาท
Finance “Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล้านบาท
เอกนิติ เตรียม Bangkok Blueprint โชว์เอไอนกกระซิบใน AM2026
Finance เอกนิติ เตรียม Bangkok Blueprint โชว์เอไอนกกระซิบใน AM2026
ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
ธนารักษ์เปิดจำหน่ายเหรียญที่ระลึกการประชุม AM2026 – เอกนิติ ชี้สะท้อนศักยภาพการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2
Finance ธนารักษ์เปิดจำหน่ายเหรียญที่ระลึกการประชุม AM2026 – เอกนิติ ชี้สะท้อนศักยภาพการเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2
ม.ทักษิณเชื่อมคน-โลมา-ทะเลสาบ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
Biz Movement ม.ทักษิณเชื่อมคน-โลมา-ทะเลสาบ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
ดูทั้งหมด

จดหมายแห่งอนาคต (14) ยุคของอเมริกาเสื่อมลงแล้ว ดอลลาร์จะเสื่อมลงหรือยัง ?

10 ส.ค. 2560 | 14:48น.

โดย สันติธาร เสถียรไทย [email protected]

ถึงลูกของพ่อ

คำถามยอดนิยมที่นักลงทุนชอบถามพ่อ คือทำไมเวลาประเทศไทยเจอปัญหาเศรษฐกิจหนัก ๆ ค่าเงินบาทมักจะอ่อนตัว และประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอื่น ๆ ก็มักจะประสบชะตากรรมเดียวกัน แม้แต่ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างจีน และแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์ ก็หนีไม่พ้นกฎนี้

ยกเว้นก็แต่ สหรัฐอเมริกา เท่านั้น ที่หลายครั้งในยามวิกฤติเศรษฐกิจที่ควรจะทำให้คนหมดความมั่นใจต่ออเมริกา กลับกลายเป็นว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับแข็งขึ้น สวนความคาดหมาย

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2008 ที่มีจุดศูนย์กลางของวิกฤติอยู่ที่อเมริกาอย่างชัดเจน ในขณะนั้นตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังพุ่งดิ่งลงติดตัวแดง แต่เงินดอลลาร์กลับแข็งค่าสวนทางค่าเงินของชาติอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาหนักเท่า

อะไรที่ทำให้เงินดอลลาร์เป็นข้อยกเว้น “เศรษฐกิจอเมริกาอ่อน แต่ค่าเงินกลับแข็ง ?”

สิทธิพิเศษของ reserve currency

เหตุผลสำคัญที่สุดข้อหนึ่ง คือการที่เงินดอลลาร์สหรัฐมีสถานะเป็น Reserve currency หรือคือสกุลเงินที่ประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้า ลงทุน และเก็บออม

ในยามที่นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนก มักจะถอนการลงทุนที่ตัวเองมีในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น หุ้นกู้ สินค้าโภคภัณฑ์ พันธบัตรของรัฐบาลในเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ หรือสินทรัพย์ที่อยู่ในเงินตราไม่ว่าจะเป็นในประเทศใดที่ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ ให้กลับมาเป็น “แหล่งเงินดั้งเดิม” ก่อนที่จะไปลงทุนในที่ต่าง ๆ ซึ่งแหล่งเงินดั้งเดิมส่วนใหญ่มักจะเป็นดอลลาร์สหรัฐ เสมือนเวลาเราไม่มั่นใจกับอนาคตแล้วถอนการลงทุนทั้งหมดขายทิ้งทุกอย่างที่มี ก็จะได้รับ “เงินสด” กลับคืนมา ดังนั้น ดอลลาร์สหรัฐจึงเป็นเหมือน “เงินสด” ของโลกนั่นเอง

บางครั้งกฎกติกาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาดการเงิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อผู้ให้กู้ เช่น ธนาคาร ก็อาจทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมากกว่าเดิม เช่น การที่สถาบันการลงทุนกู้เงินสกุลต่าง ๆ มาลงทุน เมื่อตลาดหุ้นตกทั่วโลก สถาบันการลงทุนก็อาจโดนเรียก margin call คือถูกเรียกให้เพิ่มเงินทุน เพราะสินทรัพย์ที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้มีมูลค่าตกลง ขั้นตอนเช่นนี้ก็อาจยิ่งทำให้เงินกลับสู่แหล่งเดิม คือสกุลดอลลาร์เร็วยิ่งขึ้น

บารมีดอลลาร์ vs บารมีสหรัฐอเมริกา

ลูกอาจถามต่อว่า แล้วทำไม “แหล่งเงินดั้งเดิม” ของพวกนักลงทุน โดยเฉพาะพวกนักลงทุนสถาบันถึงต้องเป็นดอลลาร์สหรัฐ พ่อคิดว่ามีสองสาเหตุใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ข้อแรก คือ การค้าโลกส่วนใหญ่ยังใช้เงินดอลลาร์สหรัฐ

ในวันที่พ่อเขียนจดหมายนี้ สัดส่วนดอลลาร์สหรัฐในการค้าโลกน่าจะประมาณ กว่า 40% นำหน้าที่สองคือเงินสกุลยูโรที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% ส่วนเงินหยวนยังมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 2% แม้ว่าจีนจะมีสัดส่วนตลาดการค้าระหว่างประเทศของโลกในบางปีสูงกว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก

นอกจากนี้ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการกำหนดราคาสินค้าต่าง ๆ ในโลก มักจะทำกันในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ไม่เพียงแต่สินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมัน ข้าวสาลี ถั่วเหลือง รวมไปถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายเท่านั้น แม้แต่การค้าระหว่างประเทศที่ไม่มีอเมริกาเป็นคู่ค้าด้วย ส่วนใหญ่ก็ยังใช้การตั้งราคาและทำใบเสร็จเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขในส่วนนี้หาไม่ง่าย แต่ศาสตราจารย์ Gita Gopinath ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ศึกษาเจาะลึกโดยสำรวจ 40 กว่าประเทศ และพบว่าสัดส่วนของการค้าโลกที่ใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐนั้นมีสูงกว่าสัดส่วนการค้าโลกของอเมริกาสามถึงสี่เท่าตัว นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยของเราจะเลิกใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ไปแล้ว แต่ก็ยังมีหลายประเทศที่ผูกค่าเงินของตนอยู่กับดอลลาร์สหรัฐ เช่น ฮ่องกงดอลลาร์ และเงินหลายสกุลในตะวันออกกลางมีนโยบายการเงินผูกอยู่กับสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะใน “อดีต” อเมริกาคือเศรษฐกิจที่ครองอำนาจมากที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงแต่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีเสถียรภาพมากที่สุด แต่สหรัฐยังเป็นผู้ตั้งกฎกติกาเศรษฐกิจและการเงินโลกผ่านองค์การระหว่างประเทศในยุค Bretton Woods เช่น IMF และ WTO ดังที่เคยเล่าให้ฟังในตอนก่อน ๆ

นอกจากนี้ อเมริกายัง “ยอม” ซัพพลายเงินดอลลาร์ของตนให้ทั่วโลกยามจำเป็น เช่น การก่อเกิดตลาด “ยูโรดอลลาร์” หรือ เงินดอลลาร์นอกสหรัฐอเมริกา ที่มีส่วนทำให้กรุงลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก

เหตุผลที่สองที่มีความเกี่ยวพันกับข้อแรกด้วยก็คือ ธนาคารกลางทั่วโลกยังใช้เงินดอลลาร์สหรัฐอย่างแพร่หลาย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดคือ สัดส่วนของเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในกองทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ที่อยู่ที่ประมาณกว่า 60% แม้สัดส่วนนี้จะลดน้อยลงมาเรื่อย ๆ ก็ตาม แต่เงินยูโรที่ครองอันดับสองยังตามมาห่าง ๆ ที่สัดส่วน 20% จากตัวเลขของระบบการชำระเงินข้ามประเทศของ SWIFT

แน่นอนเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารกลางต่าง ๆ สำรองเงินตราต่างประเทศเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐมากที่สุด เป็นเพราะระบบชำระเงินและการค้าระหว่างประเทศยังใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นส่วนใหญ่ จึงเป็นวงจรที่เสริมกันและกัน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้นตอของบารมีเงินดอลลาร์สหรัฐทุกวันนี้เกิดจากบารมีทางด้านเศรษฐกิจอเมริกาที่มีอยู่มากในอดีต และภายหลังอาจก้าวข้ามความสำคัญของประเทศอเมริกาไปเสียอีก เมื่อนักลงทุนและรัฐบาลต่าง ๆ ยังมีความเชื่อมั่นและใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าการลงทุน ที่อาจไม่ได้มีอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

เรียกได้ว่าเงินดอลลาร์กลายเป็น สินค้าส่งออก ที่สำคัญที่สุดของอเมริกาเลยก็ว่าได้ จนมีตัวเลขที่น่าสนใจ คือ มีการประมาณการโดยธนาคารกลางสหรัฐว่า ทุกวันนี้เงินธนบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐกว่าครึ่งหนึ่งนั้นอยู่นอกสหรัฐอเมริกา

ปัญหาจากความไม่สมดุลบารมีเศรษฐกิจอเมริกาและดอลลาร์

ลูกรู้หรือไม่ ว่า “ความไม่สมดุล” ระหว่างบารมีของเงินดอลลาร์ที่ยังมีอยู่มาก กับความสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกา เป็นรากของความสับสนและผันผวนในเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกเลยทีเดียว

ในอดีตที่เศรษฐกิจอเมริกายังเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุด หากเศรษฐกิจอเมริกาโตได้ดี ก็จะเป็นข่าวดีของตลาดเกิดใหม่อย่างเราด้วยเช่นกัน เพราะถ้าตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของเราฟื้นตัว การส่งออกและเศรษฐกิจของเราก็ดีตาม ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นด้วย

แต่ในวันที่พ่อเขียนจดหมายนี้ บางครั้งสถานการณ์ก็กลับตาลปัตร เพราะตลาดการเงินเราอิงกับดอลลาร์สหรัฐ (และดอกเบี้ยอเมริกา) มากกว่าเศรษฐกิจของอเมริกา

กลายเป็นว่าหากเศรษฐกิจอเมริกาดูจะฟื้นตัวได้ดีมาก บางครั้งกลับกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับตลาดหุ้นและค่าเงินของเรา เพราะนักลงทุนคาดการณ์ว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐเติบโตดีมาก ธนาคารกลางอเมริกาอาจประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าเดิม ทำให้ต้นทุนการเงินสูงขึ้น

หากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เงินทุนก็จะไหลออกจากตลาดการเงินเกิดใหม่ ทำให้ค่าเงินของตลาดเกิดใหม่หรือของเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอ่อนค่าลง จนบางครั้งธนาคารกลางของบางเศรษฐกิจที่มีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจไม่ดีพอ อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้แก่นักลงทุน ชะลอไม่ให้เงินไหลออกเร็วเกินไป กลายเป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเงินในประเทศ และส่งผลลบกับทั้งเศรษฐกิจและตลาดการเงินของตน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ทั้งหมดนี้ ก็จะเป็นการกลบ “ข่าวดี” ที่ว่าเศรษฐกิจอเมริกาโตเร็วขึ้น เพราะเศรษฐกิจหลายแห่งรวมทั้งของไทยเองไม่ได้อิงกับภาวะเศรษฐกิจในอเมริกามากเท่าแต่ก่อน

อานิสงส์ที่ได้จากการส่งออกที่ดีขึ้นนั้น เจือจางลงกว่าwแต่ก่อน แต่ถ้าหากความสำคัญของเงินดอลลาร์ลดลงไป เช่นเดียวกับความสำคัญของเศรษฐกิจอเมริกาที่ลดลง เมื่อ Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ย ผลที่ตามมาก็คงจะไม่ต่างไปจากการที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วแห่งหนึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ซึ่งไม่ได้ส่งผลลบสะเทือนไปทั่วเช่นนี้

แม้วันนี้ดอลลาร์สหรัฐยังคงทรงอำนาจ แต่คำถามก็คือ ต่อไปในอนาคต บารมีของดอลลาร์สหรัฐจะลดลงตามเศรษฐกิจอเมริกาหรือไม่ และเงินหยวนของจีนจะผงาดขึ้นมาแทนที่ได้หรือไม่ มาต่อกันฉบับหน้า

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (1) ตอน : ลงทุนกับลูกให้ทันโลก 4.0

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (2) ตอน : การศึกษากับโลกเทคโนโลยี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (3) ตอน : มหาวิทยาลัยจะอยู่หรือไป

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (4) ฤๅโลกมหาวิทยาลัยจะเดินตามโลกดนตรี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (5) “รถไฟ” แห่งเทคโนโลยีกับผู้ถูกทิ้งไว้ที่ “ชานชาลา”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (6) MOOC เป็นตั๋วให้ผู้ตกขบวนรถไฟได้หรือไม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (7) พิษร้ายความไม่เท่าเทียมกับการต่อต้านโลกาภิวัตน์

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (8) เคล็ดการเรียนรู้ตลอดชีพ

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (9) การเสื่อมอำนาจของอเมริกาและอนาคตการค้าโลก

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (10) กับดัก Kindleberger “จีน” เป็นผู้นำใหม่แทน “อเมริกา” ได้ไหม ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (11) ภาพร่างโลกาภิวัตน์ลายมังกร

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (12) ทำไมโครงการรถไฟ “ไฮสปีด” อาจเดินหน้าแบบ “สโลโมชั่น”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (13) อุปสรรคสู่ทางสายไหมของจีน