คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง SEAC
ปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ หันมาใส่ใจ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร ลงทุน ลงแรงให้พนักงานทุกระดับมีทักษะการทำงานที่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวแปรสำคัญ นอกจากนี้ ยังเสริมทักษะเกี่ยวกับ mindset, soft skills (ทักษะชีวิต) และ leadership (ความเป็นผู้นำ) เพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์ที่ทำงานขับเคลื่อนองค์กรเดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
ที่สำคัญคือการตระหนักว่าการพัฒนาคนส่งผลโดยตรงต่อการเติบโต และศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ โดยยืนยันจากงานวิจัยของ McKinsey & Company ที่ระบุว่า บริษัทที่ลงทุนปรับกรอบความคิด หรือ mindset ของบุคลากรจะได้รับผลลัพธ์ดีกว่าองค์กรที่ละเลยการพัฒนากรอบความคิดของคนถึง 4 เท่า เข้าคอนเซ็ปต์ “Impact makes money” เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคนนั้นทรงพลัง
องค์กรต่าง ๆ ทั้งของภาครัฐ และเอกชน จึงตัดสินใจทุ่มเทงบประมาณลงทุนให้กับการพัฒนาและฝึกอบรม โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 พบว่าหลายองค์กรเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้เป็น 57% เลยทีเดียว
ส่วนข้อมูลจาก Holon IQ ระบุว่า แนวโน้มและทิศทางการศึกษาของโลก ในปี 2023 ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป รวมกันแล้วจะใช้เงินไปกับการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี และเทคโนโลยีด้านการศึกษาจะโตขึ้นเป็น 2 เท่าอย่างรวดเร็วในปีนี้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งองค์กรจะต้องเข้าใจว่าเราเป็นโรงเรียนต่อเนื่องของทุกคน และต้องเตรียมสภาพแวดล้อมให้คนที่รับเข้ามาทำงานสามารถเรียนรู้ต่อได้
ดังนั้น ทุกองค์กรจึงต้องมี HR development และตระหนักอย่างชัดเจนว่า เราต้องหาวิธีการพัฒนาคน เพราะไม่มีใครรู้อะไรทั้งหมดจากรั้วมหาวิทยาลัย
หลาย ๆ ครั้งผู้บริหารชอบคิดว่า เรื่อง HR development ต้องใช้เงิน แต่ในความเป็นจริง เราไม่ได้พัฒนาเพื่ออย่างอื่น แต่เพื่อให้เขามาทำสิ่งที่ดีกว่าเดิมให้กับองค์กร เหมือนกับเวลาที่องค์กรเอาเงินไปจ่ายค่าทำการตลาด เพื่อให้องค์กรเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การจ่ายเรื่องของคน จึงไม่ใช่ cost แต่เป็น investment ที่จะทำให้คนหนึ่งคนเก่งได้มากกว่าเดิม
ภาพสรุปชัดเจนในประเด็นการพัฒนาคน และการสร้างคนอย่างถูกวิธี จะทำให้เกิดผลลัพธ์ 5 ข้อ คือ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงานที่คนนั้นต้องทำ 2.การช่วยลดความเครียดในการทำงาน เพราะหากพนักงานทำงานได้ดี ความเครียดก็น้อยลง
3.การเกิดความขัดแย้งน้อยลง เพราะหากหน่วยงานหนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับอีกหน่วยงานหนึ่งไม่ดี ก็จะเกิดความหงุดหงิดได้ หรือหากหน่วยงานหนึ่งเก่งมาก ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่งไม่ได้รับการพัฒนาเลย และได้ทำงานแบบเดิม ๆ จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น และเกิดช่องว่างระหว่างการทำงาน
4.วัฒนธรรมองค์กรน่าอยู่ เพราะเมื่อทุกคนเก่งขึ้น และมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมใช้งานคล้ายกัน คุยภาษาเดียวกัน ก็จะสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น และ 5.การทำให้คนเก่งรู้สึกมีแรงจูงใจอยากอยู่กับองค์กรนั้น สุดท้ายยิ่งเราทำให้คนเก่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสร้างการเติบโตทางธุรกิจมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อความรู้ และทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา องค์กรจึงต้องทำให้คนภายในอยู่กับปัจจุบัน หรือ stay up to date โดยต้องชวนคนมาเรียนรู้ทักษะ และองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ถ้าไม่เข้าใจอะไรใหม่ ๆ องค์กรก็จะมีแต่คนที่ล้าหลัง
หากองค์กรไหนให้ความสำคัญกับการสร้างคนน้อย หรือให้พนักงานทำงานย่ำอยู่กับที่ จะเกิดคำถามดังนี้
1.องค์กรจะอยู่ตรงไหน และจะเกิดความก้าวหน้าหรือไม่
2.จะเพิ่มเติมการแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างไร
3.มาตรฐานการทำงานของคนในองค์กรจะสูงตามความคาดหวังของลูกค้า และคู่ค้า ที่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอหรือไม่
4.คนในองค์กรจะรู้สึกว่า สิ่งที่เขาทำอยู่มีคุณค่าหรือไม่ เพราะหากงานที่ทำออกมาไม่ได้รับการยอมรับจากคนในองค์กร ก็อาจจะทำให้คนรู้สึกด้อยค่า
5.มีความแน่ใจในการแก้ไขปัญหามิติใหม่ได้หรือไม่ หรือจะยอมอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ไปเรื่อย ๆ
และ 6.คนเก่งจะยังอยากอยู่กับวัฒนธรรมองค์กรที่มีแต่คนไม่เก่งหรือไม่
สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่อยากให้นำไปคิดต่อว่า เราควรที่จะมองการพัฒนาบุคลากรให้เก่ง และมีความสามารถ เพื่อทำให้องค์กรของเราแข่งขันต่อไปในอนาคตได้หรือไม่