ธุรกิจยางพารารอวันฟื้น “ไทยฮั้ว” ดันนิคมอุตฯเฟส 2 เจาะ 12 คลัสเตอร์

หลักชัย กิตติพล
หลักชัย กิตติพล
สัมภาษณ์พิเศษ

การส่งออกยางพาราภาพรวมหดตัวต่อเนื่อง 10 เดือนติดต่อกัน ล่าสุด เดือนพฤษภาคม 2566 หดตัว 37.2% รวมทั้ง 5 ตลาดหลักอย่าง “จีน มาเลเซีย สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้” ก็ลดลง แต่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตยางพาราของโลก ผู้ประกอบการยังคงมีความมั่นใจ ว่าธุรกิจนี้ยังมีอนาคตและยังสามารถสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายหลักชัย กิตติพล” ประธานกิตติมศักดิ์ บริษัท ไทยฮั้ว ยางพารา จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการบริหาร นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง หรือรับเบอร์ซิตี้ ผู้ประกอบการระดับท็อป 5 วงการยางพาราเมืองไทย

ในฐานะบริษัทอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตและการส่งออกยางพาราป้อนตลาดโลก โดยบริษัทยังดำรงจุดมุ่งหมายในการนำไทยฮั้วยางพารา เข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 2 ปีนับจากนี้

40 ปีในวงการยางพารา แตะล้านตัน/ปี

บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด เป็นบริษัทผู้ผลิตและส่งออกเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 ต่อมาในภายหลัง ปี 2539 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) สถานะปัจจุบันมีทุนจีนในนาม “กว๋างเขิ่นรับเบอร์กรุ๊ป” จากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เข้าร่วมเป็นผู้ถือหุ้น

โดยไทยฮั้วเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเพาะปลูก แปรรูป และค้าขายยางธรรมชาติใหญ่มาก 1 ใน 5 ในประเทศไทย มีโรงงานแปรรูปยางธรรมชาติทั่วไทย 23 โรงงาน กับอีก 1 โรงงานใน สปป.ลาว ทั้งยังมีสวนยางพาราในกัมพูชาอีก 1 แห่ง

“เรามีพื้นที่สวนยางพาราเกือบ 20,000 เฮกตาร์ นอกจากนี้มีบริษัทและสำนักงานในสิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้ อินเดีย ดูไบ มีพนักงานเกือบ 4,000 คน จากการพัฒนาบริษัทมาโดยตลอดกว่า 40 ปี ไทยฮั้วยางพาราเริ่มต้นผลิตยางพาราไม่กี่ร้อยตันต่อปี ในโรงงานเล็ก ๆ จนกลายเป็นบริษัทที่มีปริมาณการผลิตยางพาราเกือบล้านตันต่อปี”

ธุรกิจไทยฮั้วเริ่มตั้งแต่การเพาะปลูกยางพารา การผลิตและแปรรูป ไปจนถึงการส่งออก มีผลิตภัณฑ์จากยางธรรมชาติ เช่น กลุ่มยางแท่ง กลุ่มยางคอมปาวนด์ กลุ่มยางแผ่นรมควัน กลุ่มน้ำยางข้น เป็นต้น และยังมีน้ำยางข้นยี่ห้อ “ต้นไม้สามต้น” ยางแท่ง STR20 รวมถึงยางแผ่นรมควันของไทยฮั้ว ซึ่งเป็นที่รู้จักในตลาดทั่วโลก

ปัจจุบันตลาดสำคัญของไทยฮั้วยังอยู่ในประเทศ “จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป” ลูกค้ารายใหญ่เป็นบริษัทผลิตยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น กู๊ดเยียร์ มิชลิน คอนติเนนทอลเอจี พิเรลลี โยโกฮามารับเบอร์ ซูมิโตโม่คอร์ปอเรชั่น ฮันกุกไทร์ เป็นต้น

หลักชัย กิตติพล ไทยฮั้วยางพารา

 

ลุ้นส่งออกยางพาราไทย 5 หมื่นล้าน

“นายหลักชัย” กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางพาราปัจุบันยังคงอยู่ในระดับต่ำ ราคายางที่มีการซื้อขายในตลาดโลก ในส่วนของยางแท่งเฉลี่ยที่ 50 บาท/กิโลกรัม ยางแผ่นดิบรมควันเฉลี่ย 50 บาท/กิโลกรัม น้ำยางข้นเฉลี่ย 35 บาท/กิโลกรัม ถ้าเทียบราคาช่วงเดียวกันของปีก่อนถือว่าลดลง แต่หากเทียบเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาถือว่าราคายางนิ่งทรงตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ประเมินความต้องการและราคายางพารายังทรงตัว แต่ก็ยังตั้งเป้ารายได้การส่งออกในปี 2566 ของไทยอยู่ที่ระดับตัวเลข 50,000 ล้านบาท

“การที่ราคายางทรงตัวต่ำแบบนี้ เป็นผลมาจากปัญหาสงครามที่เกิดขึ้น ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการลดลง โดยเฉพาะตลาดยุโรปและสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ความต้องการส่วนใหญ่ไปอยู่ในเรื่องของกินของใช้ ดังนั้นในส่วนความต้องการสินค้าอื่นจึงลดลง

ซึ่งแตกต่างจากตลาดเอเชียที่ยังคงมีความต้องการใช้ยางอยู่ ส่วนการผลิตถุงมือยางก็ล้นตลาดเกินความต้องการไปมาก ดังนั้นราคายางตลาดโลกและในประเทศยังคงนิ่ง อาจจะต้องดูนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะเป็นปัจจัยหนุนทำให้ตลาดดีขึ้น”

ในส่วนมาตรการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางพารานั้น ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะใช้นโยบายประกันรายได้ต่อเนื่องหรือไม่ ตนมีความเชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากประชาชน จะมีแนวทางหรือมาตรการเข้ามาช่วยเหลือดูแลเกษตรกรอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีความกังวล ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด และต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกร ผลักดันให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างทั่วถึง และเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ทุ่ม 7,000 ล้านขยายนิคมเฟส 2

ส่วนความคืบหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง บนเนื้อที่ 2,200 ไร่ จ.ระยอง วงเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เป็นนิคมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งหมด ปัจจุบันเหลือพื้นที่ไม่มากแล้ว อยู่ระหว่างการขยายเฟสที่ 2 บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ วงเงินลงทุน 7,000 ล้านบาท ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมหลักชัย มีพื้นที่รวม 4,200 ไร่ เป็นไปตามแผนการลงทุน 5 ปี (2563-2567) ที่ตั้งเป้าหมายรองรับยางในประเทศได้กว่า 8 แสน-1 ล้านตัน

ทั้งนี้ การขยายหลักชัยเมืองยาง เฟส 2 รีโมเดลแผนธุรกิจให้รองรับการลงทุน 12 คลัสเตอร์ที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล โดยไม่ได้เน้นกลุ่มยางพาราเพียงอย่างเดียว แต่เปิดกว้างรองรับอุตสาหกรรมทั่วไป รวมทั้งเน้นให้ความสำคัญเรื่องของ BCG, New S-Curve เพื่ออุตสาหกรรมมุ่งเป้าแห่งอนาคต มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น

“การขยายนิคมอุตฯ เฟส 2 ยังคงยึดทำเลพื้นที่เดิม ในอนาคตมีการขยายเฟส 3 อาจมองพื้นที่ทำเลอื่นเพื่อรองรับการลงทุนต่อไป ตอนนี้ยังคงให้ความสำคัญในพื้นที่เดิมที่เป็นส่วนต่อขยายก่อน โดยมีกลุ่มนักธุรกิจต่างประเทศให้ความสนใจ และเข้ามาดูพื้นที่เป็นจำนวนมาก เช่น นักลงทุนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ยุโรป หรือแม้กระทั่งจีนก็ให้ความสนใจมาลงทุนในนิคมอุตฯ หลักชัยของเรา”

ขณะเดียวกัน ไทยฮั้วยางพารา มองหาโอกาสขยายการลงทุนในต่างประเทศ ประเทศเป้าหมายที่มองไว้อยู่ในแอฟริกาและไอวอรีโคสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีการผลิตยางพาราเป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากอันดับ 3 เวียดนาม, อันดับ 2 อินโดนีเซีย

และอันดับ 1 ยังคงเป็นประเทศไทย ที่มีการผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุด ส่วนประเทศที่เข้าไปลงทุนอยู่แล้วคือ สปป.ลาว ตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง ส่วนการลงทุนในกัมพูชา มีการปลูกยางพาราเช่นเดียวกับในลาว

กางแผนเข้าตลาดหุ้นอีก 2 ปี

แผนธุรกิจรวมถึงการนำไทยฮั้วยางพาราเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพียงแต่ขยับเวลาทำให้สำเร็จภายใน 2 ปีหน้า หรือภายในปี 2568 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการแต่งตัวและเตรียมความพร้อมบริษัทเพื่อให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานสากล 100% เป้าหมายเพื่อระดมทุนขยายธุรกิจครบวงจร

ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) ทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็น “หัวใจสำคัญที่เราดำเนินการ”

“เป้าหมายเข้าตลาดเราจะพยายามเข้าให้ได้ภายใน 2 ปีนี้ เพราะเรามองเห็นเป็นผลประโยชน์ร่วมที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย แน่นอนว่าเราก็ต้องศึกษาตัวอย่างเพราะที่ผ่านมามีบางบริษัทในกลุ่มธุรกิจยางพารา เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วไม่ประสบผลสำเร็จ เป็นกรณีศึกษาที่เรานำมาเตรียมความพร้อมตัวเองด้วย

ก่อนหน้านี้แผนเข้าตลาดเจอผลกระทบสถานการณ์โควิดจึงต้องชะลอออกไป 3 ปีเต็มในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์มีความเข้มงวดมากขึ้น จึงศึกษาหลักเกณฑ์ รายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อให้เข้าเงื่อนไขในการเข้าตลาดด้วย”

ฝากรัฐบาลใหม่ปั้นตลาดเทรดคาร์บอนเครดิต

อีกด้านหนึ่งเกี่ยวกับเทรนด์การซื้อขายยางพาราในตลาดโลก ที่มีการให้ความสำคัญกับการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ตามหลักที่ว่า พืชยางพาราเป็นพืชที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากที่สุด ทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับการซื้อขายหรือการเทรดคาร์บอนเครดิต โดยโรงงานในประเทศไทยของไทยฮั้วยางพาราให้ความสำคัญในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน

วิธีการได้นำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG มาใช้ ติดตั้งแผงโซลาร์รูฟ (ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์) เพื่อประหยัดพลังงาน พร้อมทั้งขอรับการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เข้ามาพัฒนาและยกระดับโรงงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างคาร์บอนเครดิต ซึ่งไทยฮั้วฯมีความร่วมมือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้น

“การลงทุนในลาวของไทยฮั้วฯ นอกจากจะตั้งโรงงานผลิตและสร้างรายได้ยางพาราแล้ว เรายังสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ปีละ 1 ล้านกว่าบาท โดยดำเนินการเพื่อเตรียมการขายคาร์บอนเครดิตเมื่อ 5 ปีก่อน ศึกษาและพยายามหลายปี เพราะการซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีขั้นตอนและรายละเอียดเยอะ กว่าจะประสบความสำเร็จ เราเริ่มขายได้เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา”

ไทยฮั้วยางพารามีโนว์ฮาวแล้ว และพร้อมที่จะนำโมเดลการเทรดคาร์บอนเครดิตมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งมีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง จึงคาดหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้โดยเร็ว


เพราะการเทรดคาร์บอนเครดิตมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก จำเป็นจะต้องมีการประสานและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจึงอยากฝากรัฐบาลใหม่ออกมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยเป็นตลาดเทรดคาร์บอนเครดิตที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในเอเชีย