การจัดอันดับ “มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก” โดยนิตยสาร U.S. News & World Report ปีนี้ มหาวิทยาลัยของจีนติดอันดับถึง 338 แห่ง นับเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนแซงหน้ามหาวิทยาลัยสหรัฐ
วันที่ 27 ตุลาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ข่าวมาร์เก็ตวอตช์รายงานว่า จากรายงานการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 2,000 แห่งจาก 90 ประเทศทั่วโลก โดยนิตยสารยูเอสนิวส์แอนด์เวิลด์รีพอร์ต (U.S. News & World Report) พบว่ามีมหาวิทยาลัยของจีนถึง 338 แห่งติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของสหรัฐที่ติดอันดับจำนวน 280 แห่ง
โดยการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2565-2566 (The 2022-2023 Best Global Universities rankings) ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าจีนมีจำนวนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกมากกว่าสหรัฐเป็นครั้งแรก โดยมหาวิทยาลัยของจีนและสหรัฐติดอันดับจำนวนมากที่สุด ตามด้วยญี่ปุ่น (105 แห่ง), สหราชอาณาจักร (92 แห่ง) และอินเดีย (81 แห่ง)
ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวเริ่มขึ้นในปี 2557 เนื่องจากมหาวิทยาลัยจำนวนมากขึ้นเริ่มแข่งขันกันในการแย่งชิงนักศึกษา ตลอดจนการลงทุนด้านคณาจารย์และการวิจัยด้วย โดยการจัดอันดับจะวัดจากปัจจัยจำนวนมาก รวมถึงชื่อเสียงด้านงานวิจัย การตีพิมพ์งานวิจัย การจัดประชุม และการถูกนำไปอ้างถึง แต่จะไม่รวมผลการเรียนของนักศึกษาและโปรแกรมการเรียนรายบุคคล
ผลการจัดอันดับแสดงให้เห็นว่า แม้จีนจะมีมหาวิทยาลัยติดอันดับมากกว่าสหรัฐ 58 แห่ง แต่มหาวิทยาลัยของสหรัฐส่วนใหญ่ยังคงติดอันดับบน รวมถึงติด 10 อันดับแรกได้ถึง 8 แห่ง ซึ่งทั้ง 10 อันดับได้แก่
1.มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (สหรัฐ)
2.สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (สหรัฐ)
3.มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (สหรัฐ)
4.มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เบิร์กลีย์ (สหรัฐ)
5.มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (สหราชอาณาจักร)
6.มหาวิทยาลัยวอชิงตัน-ซีแอตเติล (สหรัฐ)
7.มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (สหรัฐ)
8.มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (สหราชอาณาจักร)
9.สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐ)
10.มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ (สหรัฐ)
สหรัฐ-จีนให้ความสำคัญสาขาวิชา AI
ในการจัดอันดับดังกล่าวยังได้เพิ่ม 4 สาขาวิชาใหม่ในการพิจารณา ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การศึกษาและการวิจัยทางการศึกษา, อุตุนิยมวิทยาและบรรยากาศศาสตร์ และทรัพยากรน้ำ
นายโรเบิร์ต มอร์ส หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ข้อมูลของยูเอส นิวส์ เปิดเผยกับมาร์เก็ตวอตช์ว่า สาขาวิชาดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในหลายระดับ
ทั้งนี้ AI เป็นหนึ่งในไม่กี่สาขาที่ทั้งสหรัฐและจีนถือว่ามีความสำคัญทางด้านกลยุทธ์ระดับประเทศ โดยคณะทำงานของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ได้ลงนามในร่างกฎหมายการริเริ่ม AI แห่งชาติ (National AI Initiative Act) ให้เป็นกฎหมายในปี 2564 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้สหรัฐขึ้นเป็นผู้นำในด้านดังกล่าว
เมื่อปีที่แล้ว นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวในการประชุมสุดยอดเทคโนโลยีใหม่ระดับโลกว่า มหาอำนาจของโลกกำลังแข่งกันพัฒนาและปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ และคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่สามารถกำหนดทุกอย่างในชีวิตของเรา ตั้งแต่เราจะหาพลังงานจากไหน เราจะทำงานของเราได้อย่างไร ไปจนถึงจะต่อสู้ในสงครามอย่างไร เพราะต้องการให้สหรัฐยังคงความได้เปรียบในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะมีความสำคัญต่อความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจของเราในศตวรรษที่ 21
ส่วนใน 10 อันดับแรกของมหาวิทยาลัยด้าน AI นั้นมี 5 สถาบันมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงมหาวิทยาลัยชิงหวาซึ่งครองอันดับ 1 ส่วนมหาวิทยาลัยด้านการวิจัย AI ที่ดีที่สุดของสหรัฐตกเป็นของมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 12
นอกจากนี้ จีนยังนำหน้าสหรัฐในสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์อื่น ๆ รวมถึงนาโนศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเคมีเชิงฟิสิกส์
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า มีนักศึกษาจากจีนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของสหรัฐน้อยลง นับตั้งแต่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2565 มีชาวจีน 52,034 รายได้รับวีซ่า F-1 ลดลงจาก 95,518 รายในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 โดยวีซ่า F-1 จะออกให้กับนักศึกษาต่างชาติเพื่อศึกษาในระดับปริญญาหรือประกาศนียบัตร