เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
Finance KTC พบรายการบิ๊กลอต 20 ล้านหุ้น ราคา 35 บาท มูลค่า 700 ล้านบาท
ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
Business ทราเวลเทค เกาหลีทุ่มทุนสู่ Deep Tech
ทีมพัฒนาประกันสังคม เขย่าบอร์ด “ดร.ทองอยู่” กาง 4 พิมพ์เขียว บริหารกองทุน 2.5 ล้านล้าน
Politics ทีมพัฒนาประกันสังคม เขย่าบอร์ด “ดร.ทองอยู่” กาง 4 พิมพ์เขียว บริหารกองทุน 2.5 ล้านล้าน
ส่องแนวคิดปั้น ‘เชียงใหม่’ สู่เมืองจักรยานที่เป็นธรรม
Economic ส่องแนวคิดปั้น ‘เชียงใหม่’ สู่เมืองจักรยานที่เป็นธรรม
การบินไทย ใช้ ‘ตัวเลข’ แทนชื่อ-สกุล ปิดช่องรับ ‘เด็กเส้น’ แอร์โฮสเตส
Business การบินไทย ใช้ ‘ตัวเลข’ แทนชื่อ-สกุล ปิดช่องรับ ‘เด็กเส้น’ แอร์โฮสเตส
เวียดนามผงาด Q2 โตแรง 8.39% – World Bank ปรับสู่ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’
World เวียดนามผงาด Q2 โตแรง 8.39% – World Bank ปรับสู่ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’
“กรณ์” ฟันธงไทยเสี่ยงเจอ “ทางตันงบประมาณ” จี้รัฐบาลแก้โครงสร้างรายจ่ายก่อนวิกฤต
Politics “กรณ์” ฟันธงไทยเสี่ยงเจอ “ทางตันงบประมาณ” จี้รัฐบาลแก้โครงสร้างรายจ่ายก่อนวิกฤต
พิพัฒน์ ถกแผนแก้น้ำท่วมหาดใหญ่ จ่อชงตั้งวอร์รูม-ศึกษาอุโมงค์ผันน้ำ
Economic พิพัฒน์ ถกแผนแก้น้ำท่วมหาดใหญ่ จ่อชงตั้งวอร์รูม-ศึกษาอุโมงค์ผันน้ำ
ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,350 บาท ทองรูปพรรณ 66,250 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (3 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,350 บาท ทองรูปพรรณ 66,250 บาท
คำถามเดียว เปลี่ยนมุมมอง พลิกเกมธุรกิจ
SD Talk คำถามเดียว เปลี่ยนมุมมอง พลิกเกมธุรกิจ
ดูทั้งหมด

คลังแท็กทีมแบงก์ชาติพยุงเศรษฐกิจ ห่วงฟื้นแค่ตัวเลข-แต่คนไม่มีรายได้

27 พ.ย. 2564 | 10:59น.
งานสัมมนา “Thailand 2022 Unlock Value”

งานสัมมนา “Thailand 2022 Unlock Value”

คลัง-แบงก์ชาติ ระดมสารพัดเครื่องมือ unlock เศรษฐกิจไทย “อาคม” ชกเต็มหมัดทุกมาตรการเดินคู่นโยบายการเงิน ดัน EEC เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวแรง ปีหน้าลดระดับแจกเงิน เน้นสร้างรายได้ เดินหน้าบูสต์เศรษฐกิจกระจายถึงฐานราก ผู้ว่าการ ธปท.ห่วงเศรษฐกิจฟื้นแค่ตัวเลขจีดีพี แต่คนยังบาดเจ็บ “จ้างงานลด-รายได้หด-หนี้ครัวเรือนสูง” สายป่านการเงินสั้นลง ชูมาตรการทางการคลัง “พระเอก” ออกฤทธิ์ “แรง-ตรงจุด” ช่วยดันจีดีพีบวก แนะเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับเทรนด์ “ดิจิทัล-กรีน”

เงินกู้ 1.5 ล้านล้านอุ้มเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนา “Thailand 2022 Unlock Value” ก้าวสู่เส้นทางใหม่ ไร้ขีดจำกัด จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” โดย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมเสวนาพิเศษหัวข้อ “การเงิน-การคลัง” กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย

นายอาคมกล่าวว่า เมื่อพูดคำว่า unlock ตั้งแต่ประสบกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิ่งที่กระทบมากคือ เศรษฐกิจ ทันทีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน การใช้เม็ดเงินเข้ามาช่วยเหลือหรือเยียวยา โดยเฉพาะภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบทันทีจึงมีความจำเป็น ในส่วนของนโยบายการคลัง คือ การใช้จ่าย เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องไม่ทิ้งการพยุงเศรษฐกิจให้เติบโต เพราะทุกประเทศล็อกดาวน์ กิจกรรมเศรษฐกิจหยุดทั้งหมด

นอกจากเม็ดเงินที่เข้าไปช่วยภาคประชาชน ภาคธุรกิจยังได้รับความช่วยเหลือผ่านระบบสินเชื่อ และการพักชำระหนี้ ผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 2 ฉบับ ปี 2563 และปี 2564 รวม 1.5 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในการเยียวยา และพยุงเศรษฐกิจ จากรายได้ของประชาชนที่ขาดหายไป ผ่านโครงการคนละครึ่ง เราชนะ ช้อปดีมีคืน เราเที่ยวด้วยกัน

“ครึ่งแรกปี 2564 จีดีพีโตเพียง 0.4 % ถือว่าต่ำมาก แต่มาตรการของภาครัฐที่เข้าไปกระตุ้นการใช้จ่ายหรือการเยียวยาต่าง ๆ ทำให้อัตราการบริโภคเพิ่มขึ้น 1.6% และการใช้จ่ายของประชาชนยังอยู่ได้”

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เปิด 4 Unlock เศรษฐกิจไทย

นายอาคมกล่าวว่า unlock แรก เป็นการ unlock ของนโยบายการคลัง เพื่อเปิดช่องว่างให้มีการใช้จ่ายมากขึ้น ควบคู่ไปกับการ unlock นโยบายการเงิน เพื่อผ่อนคลายให้นโยบายการคลังทำงานได้อย่างเต็มที่

สอง unlock ล็อกดาวน์ เพื่อเปิดประเทศ เราเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ให้เศรษฐกิจเดินได้เต็มที่ และในปีหน้าหากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายจะ unlock 100% ให้เศรษฐกิจดำเนินไปได้ตามวิถีปกติ

“จะบอกว่า unlock แบบไร้ขีดจำกัดคงไม่ได้ นโยบายการคลังเน้นการใช้จ่ายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยังมีกรอบวินัยการเงินการคลังคุมไว้ เป็นเรื่องความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารการคลัง”

สาม unlock เพดานหนี้ เพื่อปลดล็อก

ขณะนี้การใช้จ่ายภาครัฐต้องมาจากการกู้เพียงอย่างเดียว ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น จึงขยับเพดานหนี้สาธารณะจาก 60% เป็น 70% ของจีดีพี เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกินไปแบบสุดโต่ง

สี่ unlock ความคิด เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา เราเจอเศรษฐกิจติดลบ เพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากจนเกินไป

“ทำอย่างไรจะทำให้เศรษฐกิจสมดุลมากขึ้นระหว่างภาคบริการกับภาคการผลิต โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้ เป็นการปลดล็อกทางความคิดแบบไร้ขีดจำกัด แต่ต้องอยู่ในกรอบกติกา ไม่ว่าการเงิน การคลัง สุดโต่งไม่ได้”

EEC เครื่องยนต์ตัวแรง

นายอาคมกล่าวว่า เวลานี้รัฐบาลมี engine of growth ตัวใหม่ ซึ่งทำมา 2-3 ปีแล้ว คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นเครื่องยนต์ที่จะขับเคลื่อนใหม่ จากประสบการณ์การพัฒนาเศรษฐกิจของเรา พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นฐานการผลิต เป็นฐานการส่งออก

ในยุคใหม่การพูดถึงเรื่องการสร้าง high value chain ด้วยเทคโนโลยีทำให้เราต้องหาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ใช้เทคโนโลยีมาก เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ นอกจากนี้ ต้องมีการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจนอกประเทศกับในประเทศ ในอนาคตเราต้องกลับมาเน้นเศรษฐกิจในประเทศให้มากขึ้น

ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยวต้องเน้นคุณภาพมากขึ้น ขณะที่แอสเซตในภาคท่องเที่ยว เช่น โรงแรมต่าง ๆ เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีมากเกินไป ไม่รองรับกับอนาคตที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถเพิ่มขึ้นเท่ากับในอดีต 40 ล้านคน ซึ่งต้องหันมาเน้นคุณภาพมากขึ้น

ปักธงกระจายเศรษฐกิจโตถึงราก

“การเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ในแง่โครงสร้าง เศรษฐกิจของเราต้องเป็นการกระจายอย่างทั่วถึง เรียกว่า inclusive growth ต้องถึงในระดับประชาชน” นายอาคมกล่าวและว่า

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนออกจากงานค่อนข้างเยอะ และมีส่วนหนึ่งอยากเปลี่ยนอาชีพ ดังนั้น ต้องมีการส่งเสริมอาชีพอิสระต่าง ๆ หรือเศรษฐกิจระดับตัวบุคคล
“เราพบว่ามาตรการเยียวยาแรงงานตามมาตรา 33 มาตรา 39 และโดยเฉพาะมาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระเข้ามาลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยามากกว่าที่คาดการณ์ไว้เยอะ ประมาณ 7-8 ล้านคน แสดงว่าคนที่ออกไปจากตลาดแรงงาน หรือคนที่ประกอบอาชีพอยู่แล้วได้รับผลกระทบ ดังนั้นการทำให้มี inclusive growth กระจายเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงในระดับชุมชน เชื่อว่าแรงกระแทกจากวิกฤตในอนาคตคงจะเบาลงไป”

คลังลดแจกเงิน-สร้างรายได้

นายอาคมกล่าวว่า มาตรการเยียวยาเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า การโอนเงินเข้ากระเป๋าตังของประชาชนในช่วงตกงาน ไม่มีงานทำ เป็นการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น แน่นอนที่สุดเรื่องการสร้างเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ การทำให้ทุกคนมีงานทำ มีรายได้ของตัวเอง เรื่องการเยียวยาจะต้องลดลงไป และไปเน้นเรื่องการสร้างรายได้ให้มากขึ้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่

“รวมถึงมาตรการร่วมจ่าย เช่น โครงการคนละครึ่ง เป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งและแบ่งเบาภาระประชาชนส่วนหนึ่ง หรือการเยียวยาแบบแจกเงินสด การโอนเงินจะลดลงไป”

เน้นเรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชน เช่น การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ คาดว่าต้นปีหน้าจะเห็นการลงทะเบียนซึ่งจะมีการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส และผู้มีรายได้น้อย เป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป

นายอาคมทิ้งท้ายว่า ในด้านการหารายได้ รัฐบาลไม่มีนโยบายเก็บภาษีอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีแนวทางในการปฏิรูประบบภาษี โดยมุ่งเน้นให้เกิดความสามารถทางการแข่งขัน ความทันสมัยและนวัตกรรม เพื่อเก็บภาษีได้มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ไม่ปิดกั้นเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะ digital economy และ green economy

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธปท.เปิด 3 แนวทาง Unlock ศก.

ด้าน ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากพูดถึงการ unlock ศักยภาพนโยบายการเงินที่ไร้ขีดจำกัด ทุกคนอยากทำนโยบายแบบนั้น แต่ต้องยอมรับว่าทุกนโยบายมีขีดจำกัด และมีผลข้างเคียง แต่จะทำอย่างไรให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ 1.การประสานนโยบายให้ดีระหว่างนโยบายการเงินและการคลัง โดยใช้จุดแข็งของแต่ละนโยบายให้ถูกต้อง เช่น นโยบายการคลัง อาจต้องใช้เวลา ทำได้ช้า แต่เห็นผลเร็ว ตรงจุด ดูได้ว่าเงินไปไหน

ขณะที่นโยบายการเงินกลับกัน “ทำได้เร็ว” แต่ผลของนโยบายการเงินต้องใช้เวลา เพราะต้องส่งผ่านไปยังสถาบันการเงิน และผลของนโยบายการเงินจะไม่ค่อยตรงจุด เป็นอะไรที่แบบกว้าง จึงต้องประสานนโยบายทั้งสองที่จะทำให้ unlock ประสิทธิภาพนโยบายได้เต็มที่

2.การทำนโยบายแบบยืดหยุ่นทางปฏิบัติ อย่ายึดติด สถานการณ์เปลี่ยนก็ปรับนโยบาย เช่น ตอนแรกที่โควิด-19 มา ธปท.มองว่าวิกฤตแรง แต่ไม่ยาว จึงทำนโยบายแบบปูพรมอัดเต็ม แต่เมื่อสถานการณ์ลากยาว และผลกระทบที่ไม่เท่าเทียม เป็นลักษณะ K shaped บางคนโดนหนัก บางคนไม่ค่อยโดน เหตุนี้มาตรการปูพรมจึงไม่เหมาะ จึงต้องปรับจากมาตรการพักหนี้ในวงกว้าง มาให้ตรงจุดมากขึ้น และเจาะไปที่กลุ่มที่มีปัญหาจริง ๆ และทำแบบยาว

และ 3.เพื่อให้นโยบายการเงิน หรือนโยบายโดยรวมได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องรับรู้ขีดจำกัด ไม่ควรทำอย่างสุดโต่ง เพราะถ้าทำอะไรสุดโต่งจะเกิดผลข้างเคียง

หากดูต่างประเทศทำนโยบายค่อนข้างสุดโต่ง ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเตี้ยติดดินใกล้ ๆ 0 ในหลายประเทศ ขณะที่ฝั่งการคลังมีการกระตุ้นเต็มที่ หนี้สาธารณะสูงมาก สูงสุดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ว่าต้นทุนการกู้ยืมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เพราะดอกเบี้ยต่ำสุด ซึ่งการทำนโยบายแบบนี้นานไปจะเกิดความเสี่ยงที่เสถียรภาพจะถูกกระทบ เพราะถ้าธนาคารกลางต่าง ๆ อยากจะขึ้นดอกเบี้ย ก็จะกระทบต่อภาระหนี้ทางการคลัง

“หัวใจสำคัญคือ ถ้าเราขาดเสถียรภาพทั้งฝั่งการเงินและการคลัง จะทำให้ทุกอย่างรวนไปหมด ขาดฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ ถ้าขาดเสถียรภาพการคลัง การเงินก็ทำงานไม่ได้ ถ้าขาดเสถียรภาพการเงิน การคลังก็ทำงานไม่ได้”

เงินเฟ้อสูงขึ้นไม่เสี่ยง-ไม่ชะล่าใจ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกถือว่าค่อนข้างโอเค แต่ประเด็นเรื่องอัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่สูงกว่าคาด ทำให้เกิดความเป็นห่วงว่า ธนาคารกลางกลุ่มประเทศหลัก ๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ทำให้ตลาดการเงินค่อนข้างผันผวน คล้ายกับช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก ก็มีข้อถกเถียงกันทั้งนักเศรษฐศาสตร์ และธนาคารกลางว่า อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวจะอยู่ยาวหรือชั่วคราว ถือเป็นสัญญาณที่ต้องจับตามอง และไม่ควรชะล่าใจ

อย่างไรก็ตาม มองว่ายังไม่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย เพราะดูความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโลกยังไม่น่าสูง เพราะ 1.ตลาดพันธบัตร (บอนด์) ของไทยเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค นักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักไม่มาก เท่ากับประเทศอินโดนีเซีย และมาเลเซีย จึงมองว่าดอกเบี้ยโลกที่ขึ้น โอกาสที่จะทำให้ดอกเบี้ยไทยขยับเร็วและแรงเท่าที่อื่น ๆ ไม่น่าจะสูง

2.หากดอกเบี้ยพันธบัตรไทยขึ้น ผลที่ส่งต่อภาคเศรษฐกิจจริงไม่มาก เพราะประมาณ 90% ของเงินภาคธุรกิจมาจากธนาคารพาณิชย์ประมาณ 10% มาจากบอนด์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเปราะบางต่ำ และกรณีบอนด์ยีลด์ขึ้นจะส่งผลต่อธนาคารพาณิชย์และระบบเศรษฐกิจไม่สูง เพราะแหล่งเงินธนาคารพาณิชย์ไทย 94% มาจากฐานเงินฝาก ไม่ได้กู้จากตลาดบอนด์

“สรุปทั้งหลายทั้งปวงที่พูดกันเยอะว่า เงินเฟ้อโลกขึ้นมีความเสี่ยง ดอกเบี้ยโลกจะขึ้นเร็วกระทบตลดาเงิน มองว่าจะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงไม่ค่อยเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะชะล่าใจ”

ธปท.ห่วงเศรษฐกิจฟื้นแค่ตัวเลข

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับสัญญาณในประเทศที่เป็นห่วงคือ 1.โควิด-19 จะระบาดอีกรอบหรือไม่ ข่าวดีคือตัวเลขฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ลดความรุนแรง ส่งผลให้ศักยภาพของโรงพยาบาลไม่เต็ม ทำให้มองไปข้างหน้าดาวน์ไซด์ของเศรษฐกิจไทยน่าจะลดลง รวมทั้งโอกาสเกิดการล็อกดาวน์เหมือนในอดีตน้อยลง แต่ก็มีความเสี่ยงถ้าเราการ์ดตก

2.สัญญาณเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้า และไม่เท่าเทียม ซึ่งจีดีพีจะเริ่มกลับมาก่อนโควิด-19 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2566

แต่เป็นการฟื้นตัวในเชิงตัวเลข ขณะที่คนทั่วไปไม่รู้สึกกลับมาเหมือนเดิม เพราะตลาดแรงงานและรายได้ฟื้นตัวช้ากว่าตัวเลขจีดีพี

เหตุผลหลัก ๆ เพราะการจ้างงานและรายได้หลักของคนไทยยังอิงกับภาคท่องเที่ยว แม้ว่าเปิดประเทศคาดว่าปีหน้านักท่องเที่ยวจะกลับมา 6 ล้านคน แต่ยังมีความเสี่ยงที่จะไม่ถึง และยังห่างไกลกับ 40 ล้านคนก่อนโควิด ควบคู่กับภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ประชาชนสายป่านสั้นลง

“คนอัดอั้น ทนล็อกดาวน์มานาน เปิดประเทศแล้วก็หวังว่าจะดี ซึ่งก็ดีขึ้น แต่ดีแบบไม่ทั่วถึง ทำให้ความอึดอัดของคนจะหนักขึ้น เกรงว่าจะเป็นจุดเสี่ยง” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

โจทย์อุ้มคนกลุ่ม K ขาล่าง

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า โจทย์สำคัญนโยบายการเงินคือ ต้องทำให้ฟื้นตัว แม้จะไม่เร็วปรู๊ดปร๊าดเหมือนที่อยากเห็น แต่ต้องให้ความสำคัญ ไม่ให้สะดุด โดยฝั่งนโยบายการเงินจะต้องเมกชัวร์ว่า ตลาดการเงินไม่ตึงตัวขึ้นมา และไม่ทำให้ตัวเลขหนี้เสียเพิ่มขึ้น ส่วนการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง ต้องมีมาตรการที่ตรงจุด เพื่อช่วยกลุ่มคนที่ฟื้นตัวช้า หรือเป็น K ขาล่าง ซึ่งตัวสำคัญในการช่วยในการฟื้นตัวจะเป็นฝั่งนโยบายการคลัง

“นโยบายการเงินต้องทำให้ระบบการเงิน ทำงานต่อได้แบบไม่สะดุด เพราะถ้าระบบการเงินไม่ทำงานจะกระทบทุกคน และกลุ่มที่จะโดนกระทบก่อนคือ กลุ่ม K ขาล่าง เพราะปกติเศรษฐกิจติดลบ สินเชื่อก็จะหดตัว เหมือนที่เจอในปี’40 แบงก์ไทยแทนที่จะปล่อยสินเชื่อ ก็เรียกหนี้คืน ขายทรัพย์ทอดตลาด และสร้างผลเสียหายตามมาสารพัด”

ดูแล “ระบบการเงิน” ให้ทำงาน

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาถือว่าโอเค เพราะเศรษฐกิจไทยติดลบ -6% ในปีที่แล้ว แทบจะสูงที่สุดในภูมิภาค แต่สินเชื่อทั้งระบบโดยรวมโต 4-5% เทียบกับประเทศอื่นจีดีพีติดลบน้อยกว่าอย่าง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่สินเชื่อโต 1-2%

“สะท้อนว่าระบบการเงินทำงานอยู่ แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะมีบางกลุ่มที่ไม่ได้สินเชื่อ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ธปท.จึงออกมาตรการเสริมมาอุดจุดที่ระบบการเงินไม่ทำงาน”

อันแรกก็ออกซอฟต์โลนซึ่งติดข้อจำกัด ก็ปรับเป็นสินเชื่อฟื้นฟู โดย 2 ตัวนี้รวมกันปล่อยไปได้ 2.5-2.6 แสนล้านบาท เป็นการปล่อยสินเชื่อเสริมสภาพคล่องช่วย K ขาล่าง แต่อีกด้านก็ต้องช่วยเรื่อง “แก้หนี้เดิม” เพื่อช่วยลดภาระหนี้ให้กับกลุ่มที่ถูกกระทบเยอะ

โดยไม่ใช่ปูพรม เพราะมาตรการปูพรมสร้างผลข้างเคียงเยอะ เหมือนกินยารักษาทั่วไป แต่มีผลต่อตับต่อไต ต้องให้ตรงจุดจะดีกว่า จึงเป็นการออกมาตรการเน้นแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอีลดภาระ และปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เป็นวิธีที่ตรงจุดที่สุด นั่งคุยกับลูกหนี้ว่าศักยภาพการชำระหนี้เป็นอย่างไร ปรับให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้

ชูการคลังพระเอก แรง-ตรงจุด

ผู้ว่าการ ธปท.ย้ำว่า ในการกู้เศรษฐกิจโดยเฉพาะ K ขาล่าง นโยบายทางการคลังจะได้ผล “แรงและตรงจุด” ต้องบอกว่า พระเอกคือการคลัง ชัดเจนทั่วโลกการคลังเป็นตัวเอกในการกู้วิกฤต โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบและยังไม่ฟื้นตัว

“ต้องบอกว่าถ้าไม่มีมาตรการการคลังออกมา เศรษฐกิจไทยจะหนักกว่านี้มาก แม้ว่าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลกู้เงินเยอะ แต่ถ้าไม่มีตรงนั้น ภาพเศรษฐกิจจะหนักกว่าตอนนี้มหาศาล” ดร.เศรษฐพุฒิกล่าว

อย่างปีที่แล้วที่จีดีพี -6% ถ้าไม่มีมาตรการทางการคลังเข้ามา ประเทศไทยจะได้เห็นจีดีพี -9% กว่า สำหรับปีนี้ ธปท.คาดการณ์จีดีพี +0.7% ซึ่งถ้าไม่มีการคลังเข้ามาจะเห็น -4% กว่า เบ็ดเสร็จมาตรการทางการคลังในช่วง 3 ปี (ปีที่แล้ว ปีนี้ และปีหน้า) ช่วยสนับสนุนจีดีพีบวกเข้ามาได้ 10.8%

ปรับโครงสร้างรับ “ดิจิทัล-กรีน”

นอกจากนี้ ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังมีการบ้านอีกมาก โดยเฉพาะ 2 กระแสสำคัญ คือ 1.เทรนด์ “ดิจิทัล” ซึ่งชัดว่ากระทบแทบทุกอย่าง ประเทศไทยต้องปรับตัวและใช้ประโยชน์จากตรงนี้ และ 2.เรื่องกรีน (green) และภาวะโลกร้อน (climate change) และความยั่งยืน (sustainability) ซึ่งคนยังไม่ใส่ใจเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้มีความจำเป็นต้องปรับตัวมหาศาล และอาจมากกว่าดิจิทัลด้วยซ้ำ

เพราะมองระยะยาวประเทศไทยมีความเปราะบางในเรื่องของภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติต่าง ๆ โดยมีองค์กรที่ประเมินความเสี่ยงประเทศไทยอยู่อันดับ 9 ของโลก เพราะว่าพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด เป็นพื้นที่ใกล้ชายฝั่งทะเลซึ่งมีความเปราะบางต่อคลื่นทะเลสูง และประเทศไทยที่มีแรงงานอยู่ในภาคเกษตรค่อนข้างสูง 1 ใน 3 และภาคเกษตรเสี่ยงถูกกระทบหนักจากภัยแล้ง
และน้ำท่วม

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า การรับมือกับเรื่องภาวะโลกร้อนมีความจำเป็นมาก และอาจไม่ใช่เรื่องระยะยาว เพราะจะมีผลในเชิงนโยบายที่จะเข้ามากระทบเราเร็ว เช่น กรณีกลุ่มประเทศยุโรปที่ออกนโยบายกรีนดีล (European Green Deal) กฎหมายว่าด้วยมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน จะมีการเก็บภาษีสินค้าคาร์บอนสูง ถ้าเราไม่ปรับตัวจะกระทบส่งออก เพราะพระเอกส่งออกไทยอย่าง อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ ปิโตรเคมีก็จะโดนผลกระทบ เพราะไม่ใช่สินค้ากรีน ก็ต้องปรับตัวให้กรีนกว่านี้ ดังนั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยต้องอิงกับกระแสหลักทั้งดิจิทัลและเรื่องกรีน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระทรวงการคลัง ธปท.