เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
Tech EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์ยังแข็งค่า หลังนักวิเคราะห์ยังเก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ย

21 ต.ค. 2565 | 19:28น.

ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่า หลังนักวิเคราะห์ยังเก็งเฟดขึ้นดอกเบี้ย เจ้าหน้าที่เฟดระบุอาจขึ้นดอกเบี้ยไปจนแตะระดับ 4.5% -5% ภายในต้นปีหน้า หากเงินเฟ้อพื้นฐานยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังการขึ้นดอกเบี้ยที่ผ่านมาแทบไม่สามารถสกัดการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อได้

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันวันที่ 17-21 ตุลาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (17/10) ที่ระดับ 38.26/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อพุธ (12/10) ที่ระดับ 38.06/08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงหนุนภายหลังการเปิดเผยข้อมูลการผลิตที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนกันยายน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.1% หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนสิงหาคม

ค่าเงินดอลลาร์ยังเคลื่อนตัวในทิศทางแข็งค่าหลังนายนีล แคชแครี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขามินนีแอโพลิสเปิดเผยว่า เฟดอาจจำเป็นต้องผลักดันอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงกว่า 4.75% หากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังปรับตัวสูงขึ้นแบบต่อเนื่อง

นายแคชแครี่กล่าวว่า “ตัวเลขที่ผมเสนอนั้นพิจารณามาจากเงินเฟ้อพื้นฐานลดลง” พร้อมเสริมว่า “ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น ผมก็ไม่เห็นว่าเราจะหยุดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อย่างไร”

โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายของเฟดส่วนใหญ่คาดว่าจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนแตะระดับ 4.5% -5% ภายในต้นปีหน้า โดยอิงจากการคาดการณ์ที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่ผ่านมาและความคิดเห็นที่เผยแพร่ต่อสาธารณะตั้งแต่นั้นมา ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของนายแคชแครี่ส่งสัญญาณถึงความพร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

เปิดรายงาน Beige Book

นอกจากนี้ เฟดได้เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ 12 เขต หรือ Beige Book โดยระบุว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ขยายตัวเล็กน้อยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้กิจกรรมในบางเขตทรงตัว และบางเขตชะลอตัวลง นอกจากนี้รายงานยังสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนของสหรัฐ มีมุมมองที่เป็นลบมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย นายแพทริก ฮาเกอร์ ได้ออกมาแถลงว่า การที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีที่ผ่านมาแทบไม่สามารถสกัดการพุ่งขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นเฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยเขามองว่าเฟดควรจะปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่าระดับ 4% ในปลายปีนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ที่มีการเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์นั้น กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 214,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์ ขณะที่สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองปรับตัวลดลง 1.5% สู่ระดับ 4.71 ล้านยูนิตในเดือนกันยายน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ในช่วงต้นสัปดาห์ ได้มีรายงานถึงถ้อยแถลงของ นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่า ทิศทางนโยบายการเงินในช่วงต่อไปจะเป็นการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยพร้อมปรับไปตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีกว่าคาดการณ์ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจสูงกว่าร้อยละ 0.5 หรือหากเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอาจถูกหยุดชั่วคราวหรือลดอัตราการปรับขึ้นดอกเบี้ย

นอกจากนั้นแล้ว ในงานสัมมนาประจำปีของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ที่จัดขึ้นในวันอังคาร (18/10) นักวิเคราะห์ของฟิทช์คาดว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะยังคงฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในต่างประเทศจะเผชิญกับภาวะการชะลอตัว เนื่องจากประเทศไทยยังมีแนวป้องกันในส่วนของภาคการเงินต่างประเทศ (external finance) ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง รวมทั้งการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งผลการดำเนินงานโดยรวมของภาคธนาคารและภาคธุรกิจอุตสาหกรรมน่าจะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามการเติบโตอาจจะถูกจำกัดโดยต้นทุนด้านพลังงานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 37.92-38.46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/10) ที่ระดับ 38.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัว

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (17/10) ที่ระดับ 0.9746/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อพุธ (12/10) ที่ระดับ 0.9705/07 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังนางกิตา โกปินาธ รองผู้อำนวยการคนที่หนึ่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้แสดงความเห็นว่า “การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซนจะชะลอตัวลงอย่างมาก ซึ่งเราคาดว่าจะเติบโตขึ้นเพียง 0.5% ในปีหน้า”

อย่างไรก็ตาม นางโกปินาธระบุว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ควรจะกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบปกติภายในสิ้นปีนี้และคุมเข้มนโยบายการเงินในปีหน้า ทั้งนี้ ECB ลดการใช้นโยบายเชิงผ่อนคลายมาตลอดทั้งปีและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวมกัน 1.25% ในการประชุมสองครั้งที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ในส่วนของตัวเลขทางเศรษฐกิจ มีรายงานตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจยูโรโซน จากสถาบัน ZEW เดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ -59.7 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -61.2 เดือนก่อนหน้าที่ระดับ -60.7 และตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเยอรมัน จากสถาบัน ZEW เดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ -59.2 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ -65.7 เดือนก่อนหน้าที่ระดับ -61 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงมุมมองต่อสภาวะเศรษฐกิจในยูโรโซนที่ดีกว่าคาดการณ์ แม้ว่าจะยังคงเป็นมุมมองในด้านลบอยู่ก็ตาม

ขณะที่ในวันพุธ (19/10) มีการเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซน (Core CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนกันยายน ปรับขึ้นตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.8% เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 4.3% ในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้โดยตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินยูโรยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐโดยมีกรอบระหว่าง 0.9631-0.9875 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (21.10) ที่ระดับ 0.9739/42 ดอลลาร์สหัฐ/ยูโร

“ลิส ทรัสส์” นายกฯอังกฤษลาออก

อนึ่งในวันพฤหัสบดี (21/10) นางลิส ทรัสส์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยการลาออกดังกล่าวจะทำให้แผนการด้านเศรษฐกิจของเธอต้องยุติลงด้วยหลังจากที่แผนดังกล่าวสร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดการเงินในช่วงที่ผ่านมา โดยการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่จะมีขึ้นภายในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ นางทรัสส์เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเธอต้องสั่งปลดนายควาชี ควาร์เต็ง รัฐมนตรีคลังออกจากตำแหน่ง และยกเลิกแผนการด้านเศรษฐกิจทั้งหมดของเธอ หลังจากที่แผนปรับลดภาษีครั้งใหญ่โดยไม่มีเงินทุนรองรับนั้น ได้ส่งผลให้เงินปอนด์และราคาพันธบัตรของอังกฤษดิ่งลงอย่างหนัก จนธนาคารกลางอังกฤษต้องเข้ามาแทรกแซง

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (17/10) ที่ระดับ 148.57/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อพุธ (12/10) ที่ระดับ 146.39/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังนายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ออกมากล่าวว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น และ BOJ จำเป็นต้องคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ (Ultralow Interest Rate Policy) ต่อไป เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบาง

โดยนายคุโรดะยืนยันที่จะใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยแม้ว่านโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 32 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นและสหรัฐจะปรับตัวกว้างขึ้นเนื่องจากธนาคารกลางของทั้งสองประเทศดำเนินนโยบายที่สวนทางกัน โดยธนาคารกลางสหรัฐเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะที่ BOJ ยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน

ค่าเงินเยนยังได้รับแรงกดดันหลังกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมียอดขาดดุลการค้า 2.09 ล้านล้านเยน (1.394 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นการเกินดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 เนื่องจากต้นทุนการนำเข้าพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินเยน ทั้งนี้ ยอดนำเข้าเดือนกันยายนของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 45.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และนับเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันที่ยอดการนำเข้าขยายตัวมากกว่า 40% เนื่องจากญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และถ่านหินเพิ่มขึ้นอย่างมาก

นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินเยนยังส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงปรับตัวขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าไปอยู่เหนือระดับ 150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้นักลงทุนจับตาความเป็นไปได้ที่จะเกิดการแทรกแซงตลาดอีกครั้งจากญี่ปุ่นเพื่อพยุงค่าเงินเยน ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 146.48-150.98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (21/10) ที่ระดับ 150.90/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ