ลดกระเพื่อมการเมือง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
สร้างแรงกระเพื่อมมากกว่าที่คาด กรณีที่ประชุมสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว.ชุดใหม่ จากระบบการเลือกกันเอง มีมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยเปลี่ยนเกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดาที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ กลับมาคงไว้ซึ่งเสียงข้างมากสองชั้นในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่
ขณะที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากธรรมดา ได้แก่ นายกฤช เอื้อวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. นายนิกร จำนง สส.พรรคชาติไทยพัฒนา นายวุฒิสาร ตันไชย อดีตเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า และ น.ส.อุดมลักษณ์ บุญสว่าง ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา
ผลจากการลงมติของ สว. เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2567 ก็คือ การแก้ไขเกณฑ์เสียงในการลงประชามติ จากเสียงข้างมากสองชั้นมาเป็นแบบชั้นเดียว ที่สภาผู้แทนฯดำเนินการแก้ไขไว้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จะทำให้การลงประชามติ ขอความเห็นประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มจากแก้ไขมาตรา 256 มีความยุ่งยากมากขึ้น และอาจทำให้การลงประชามติถูกแทรกแซงจากกลุ่มที่ไม่ต้องการให้แก้ไขได้โดยง่าย
และหากสภาผู้แทนฯต้องการยืนยันเกณฑ์เสียงเดิมแบบชั้นเดียวก็สามารถทำได้ แต่จะใช้เวลามากถึง 6 เดือน ทำให้การแก้ไขล่าช้าออกไปอีก ขณะที่สภาผู้แทนฯเหลือวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปีเศษ ๆ ซึ่งไม่มากนัก เมื่อคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บท ต้องดำเนินการในรัฐสภา ต้องใช้เวลามาก เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และมีขั้นตอนมาก
เพื่อให้การแก้ไขเป็นไปอย่างรอบคอบ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การแก้ไข ต้องทำประชามติขอความเห็นประชาชนก่อน และพรรคการเมืองต่าง ๆ เห็นว่า เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะตามมา จึงจะทำประชามติถึง 3 ครั้ง คือก่อนแก้ไขมาตรา 256 หลังแก้ไขมาตรา 256 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านความเห็นชอบ
พรรคเพื่อไทยและอีกหลายพรรคการเมือง มีนโยบายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับ แต่เมื่อเกิดปัญหากับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ และ สว.มีท่าทีไม่สนับสนุนการแก้ไขหรือยกร่างใหม่ จึงเริ่มมีแนวคิดว่า อาจจะปรับเปลี่ยนไปแก้ไขแบบรายมาตรา
ดังที่เคยเสนอแก้ไขในสภายุคหลังเลือกตั้งปี 2562 แต่การแก้ไขรายมาตราก็มีขั้นตอนที่อาจนำไปสู่ความยุ่งยากได้เช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 (8) ระบุว่า การแก้ไขที่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ อำนาจหน้าที่ของศาลและองค์กรอิสระ จะต้องจัดให้มีการลงประชามติ
หลังจากการแก้ไขผ่านความเห็นชอบ ซึ่งหากใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น ก็อาจเกิดปัญหา ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ความระมัดระวัง เพื่อมิให้กลายเป็นเงื่อนไขสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ