สถานการณ์เตียงหลังสงกรานต์ยังรับมือได้ จับตาตัวเลขสิ้นเดือน เม.ย.
ตรวจโควิด
กรมการแพทย์เผยสถานการณ์เตียงหลังสงกรานต์ 1 สัปดาห์ อัตราครองเตียงทั้งประเทศราว 30% รอประเมินอีก 1 สัปดาห์ ย้ำระบบการแพทย์รับมือได้
วันที่ 22 เมษายน 2565 นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์เตียงโควิดหลังเทศกาลสงกรานต์ 1 สัปดาห์ พบว่า การเข้ารักษาตัวลดลง ทั้งเตียงระดับ 1 และการรักษาตัวใน CI แต่เตียงระดับ 3 และระดับ 2 ยังทรงตัว
ขณะที่ผู้เสียชีวิตและผู้ครองเตียงระดับ 3 มีการทรงตัว เนื่องจากผู้ป่วยเมื่อติดเชื้อ กว่าจะมีอาการข้อมูลดีเลย์ไป 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นหลักการตั้งแต่แรก ไม่ใช่ว่ายอดผู้ติดเชื้อสูง คนใส่ทิวป์จะสูงตามทันที ต้องรอเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน จำนวนการใช้เตียงจะพบมากในภาคอีสาน แต่ยังบริหารจัดการได้ ยกตัวอย่าง จังหวัดอุดรธานี เมื่อคนไข้เพิ่มก็ขยายเตียงจากกลุ่มที่ไม่ใช่โควิด เป็นโควิด ทำให้ภาพรวมการครองเตียงทั้งประเทศอยู่ราว ๆ 30% โดยยืนยันว่า เตียงระดับ 1 และ 2 รวมทั้งระดับ 3 เพียงพอรองรับผู้ป่วย
ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่หมอไม่แน่ใจ มีโรคประจำตัวถ้าสมควรก็ขอให้แอดมิต ส่วนจังหวัดกรุงเทพฯ ปริมณฑลตัวเลขมีแนวโน้มลดลง เพราะมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นสูง
สำหรับสถานการณ์เด็กติดเชื้อเทียบเดือน เม.ย. 2564 และ ม.ค. 2565 เพิ่ม 2 เท่า แต่อัตราความรุนแรงและอัตราเสียชีวิตไม่ได้สูงมาก มีอัตราครองเตียงอยู่ที่ 46%

ขณะที่อัตราการเสียชีวิตระลอก เม.ย. 64 อยู่ที่ 0.018% ขณะที่ ม.ค. 2565 อยู่ที่ 0.017% และทั้งสองระลอกพบเด็กเล็กทุกกลุ่มอายุที่มีโรคร่วมประมาณ 32.7% หลัก ๆ มาจากการไม่ได้ฉีดวัคซีนในเด็กเสียชีวิตมีถึง 95%
ทั้งหมดคือการประเมินหลังสงกรานต์ 1 สัปดาห์ แต่ต้องรอดูเอฟเฟ็กต์อีก 1 สัปดาห์ ถ้าจะให้ดีต้องรอสิ้นเดือน
นพ.สมศักดิ์กล่าวต่อถึงแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดตามแนวทางเวชปฏิบัติหรือ CPG กรมการแพทย์ มี 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ไม่มีอาการ ไม่ต้องกินยาต้านไวรัส ไม่ต้องกินยาฟาวิพิราเวียร์ ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ 2. กลุ่มที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิจารณาให้ฟาวิพิราเวียร์เร็วที่สุด 3.กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง หรือกลุ่มที่มีปอดอักเสบแต่ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน พิจารณาให้ยาต้านไวรัสเร็วที่สุด ตัวใดตัวหนึ่งตาม CPG ของกรมการแพทย์ ได้แก่
ฟาวิพิราเวียร์ หรือเรมดิซิเวียร์ หรือโมลนูพิราเวียร์ หรือแพกซ์โลวิด โดยประเมินจากประวัติวัคซีนและปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง และ 4. กลุ่มที่มีอาการปอดอักเสบต้องได้รับการรักษาด้วยออกซิเจน หรือพิจารณาให้เรมดิซิเวียร์เร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ตามแนวทางรักษาการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มเด็ก มีแนวทาง 1.ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ ชนิดเม็ดหรือน้ำ ในกลุ่มอาการไม่รุนแรง 2.เรมดิซิเวียร์ ในกลุ่มอาการปานกลางถึงรุนแรง ส่วนการรักษาในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ มีแนวทางให้เรมดิซิเวียร์ และอาจพิจารณาให้ฟาวิพิราเวียร์ ในไตรมาสที่ 2-3 โดยพิจารณาเป็นกรณี