เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
Economic “เนื้อโพนยางคำ GI” 500 ล้าน สุดยอดผลิตภัณฑ์ “โคขุน” จากชุมชน
เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว แบงก์ติด ‘วังวนหนี้’-SMEs ดิ่งลึก
Finance เศรษฐกิจไทยโตแผ่ว แบงก์ติด ‘วังวนหนี้’-SMEs ดิ่งลึก
ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. สู่เกมล้มสีน้ำเงิน สู้ต่ออีก 3 ศาล
Politics ลุ้นมติ กกต. 14 ก.ย. ชี้ชะตาคดี ฮั้ว สว. สู่เกมล้มสีน้ำเงิน สู้ต่ออีก 3 ศาล
‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดันเงินสะพัดสู่ ‘รายเล็ก-ทั่วถึง’
Business ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดันเงินสะพัดสู่ ‘รายเล็ก-ทั่วถึง’
SCB EIC ชี้กำลังซื้อบ้านยังฟื้นช้า 56% ไม่มีแผนซื้อใน 5 ปี หันหามือสอง
Real Estate SCB EIC ชี้กำลังซื้อบ้านยังฟื้นช้า 56% ไม่มีแผนซื้อใน 5 ปี หันหามือสอง
สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
Finance สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
Business อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
Politics อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
Business ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
ดูทั้งหมด

ผ่ากลยุทธ์คอนโด 2566 EP.5 อาทิตยา CBRE ชี้เทรนด์ลูกค้าต่างชาติ

03 ม.ค. 2566 | 14:02น.
อาทิตยา เกษมลาวัณย์ CBRE

CBRE ตอกย้ำจุดเด่นตลาดคอนโดเมืองไทยกลุ่มผู้ซื้อส่วนใหญ่ยังเป็นคนไทย กรณีลูกค้าต่างชาติมีเรื่องที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมตัวตั้งรับจากเทรนด์ฐานลูกค้าเดิมเริ่มกลับมา บวกกับโอกาสเปิดตลาดลูกค้าต่างชาติกลุ่มใหม่ ๆ

ส่งท้ายปีเสือต้อนรับปีเถาะ ธุรกิจให้คำปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ส่องเทรนด์ปี 2566 หัวข้อ “แนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมกับลูกค้าต่างชาติ” โดย “นางสาวอาทิตยา เกษมลาวัณย์” หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอดาต้าเบสจากฐานข้อมูลของซีบี ระหว่างปี 2005-2022 ดังนี้

ปัจจัยภายใน 8 ข้อมัดใจต่างชาติอยู่หมัด

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อมุมมองและการตัดสินใจของลูกค้าต่างชาติว่า ทำไมเขาถึงเลือกประเทศไทย เพราะว่าจริง ๆ แล้วในโลกนี้มีหลายประเทศที่นักลงทุนต่างชาติหรือคนที่จะออกมาหาซื้ออสังหาริมทรัพย์พิจารณาเป็นตัวเลือก มีปัจจัยหลัก ๆ ทั้ง Internal และ External

กับหัวข้อที่ 2 เทรนด์ลูกค้าต่างชาติมีชาติไหนบ้าง โดยดึงข้อมูลตั้งแต่ปี 2005-2022 เพื่อจะได้วาดภาพให้เห็นว่าในอดีตต่างชาติเริ่มเข้ามาในเมืองไทย ตอนนั้นตลาดเป็นยังไง ลูกค้าสัญชาติไหน หลังยุคโควิดเป็นลูกค้าสัญชาติไหน เทรนด์ในอนาคตเริ่มเห็นการกลับมาแล้วของฐานลูกค้าเดิม และกลุ่มสัญชาติใหม่จากไหนบ้าง

เรื่องแรก ปัจจัยที่มีผลกระทบกับการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ Internal เป็นเรื่องหลัก และ External ที่ถือว่าเป็นปัจจัยเสริม

ในเรื่องของ Internal แน่นอนว่าเมืองไทยมีหลายปัจจัยมากที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีประเด็นหลัก ๆ ประกอบด้วย

1.Cost of living บ้านเรา cost of living ถูกมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่เป็นประเทศชั้นนำเช่นกัน สมมุติว่ามีคนตั้งใจเกษียณอายุแล้วจะมาเกษียณที่เมืองไทย ด้วยเงินเก็บก้อนเดียวกันที่ตัวเองเก็บมาทั้งชีวิตในการทำงาน ถ้าไปอยู่ในประเทศอื่นที่ cost of living สูงกว่าเมืองไทย เงินก้อนนั้นก็จะหมดในระยะเวลาที่เร็วกว่า มีปีที่สั้นกว่า แต่ถ้ามาอยู่ที่เมืองไทย ต้นทุนการใช้ชีวิตของเขาก็จะดีด้วย จำนวนเงินที่เก็บมาก็จะสามารถใช้ได้ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า

2.Government policy ประเทศไทยมีนโยบายที่ดีที่เป็นสแตนดาร์ดจนบางทีเราอาจจะมองข้ามไป ก็คือเปิดให้คนต่างชาติถือคอนโดมิเนียมได้ถึง 49% แบบฟรีโฮลด์ (ถือกรรมสิทธิ์) เทียบหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ลูกค้าต่างชาติไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์คอนโดฯ ได้

3.Service and Hospitality ข้อนี้จริง ๆ แทบจะไม่ต้องพูดถึงมากเลย เพราะประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งในด้านบริการอยู่แล้ว ต่างชาติที่เข้ามาเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือผู้ซื้อเพื่อลงทุนอสังหาฯ เขาก็มองถึงเรื่องนี้เป็นหลัก

4.Infrastructure and Facilities รวมถึง International School ด้วย Education Hub Infrastructure เวลานักลงทุนหรือคนที่ซื้อเพื่ออยู่เองเขามองหาอสังหาริมทรัพย์ เขาจะมองด้วยว่าการที่เข้าไปอยู่ในประเทศนั้นมันสะดวกสบายหรือเปล่า บางประเทศที่การเดินทางไม่สะดวกสบายเขาก็จะคิดว่าไปอยู่แล้วอาจจะลำบาก

แต่ประเทศไทยเรามองภาพกว้าง เรามีสนามบินนานาชาติถึง 6 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในส่วนของรถไฟฟ้า รถสาธารณะ สมัยก่อนแล้วกระจุกแต่อยู่ในตัวเมืองกรุงเทพฯ ตอนนี้รถไฟฟ้าทั้งบนดิน-ใต้ดินกระจายออกไปรอบนอก แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมต่อของกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จุดนี้ถ้าเรามองลึก ๆ ลงไปอีก ข้อดีคืออะไร สมัยก่อนถ้ารถไฟฟ้าอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แน่นอนราคาที่ดินสูงสั ดส่วนของราคาคอนโดมิเนียมก็จะสูงด้วย แต่ถ้ามีการกระจายการเดินทางออกไปรอบนอกเมือง ที่ดินถูกกว่า ราคาคอนโดถูกกว่า เราสามารถที่จะดึงดูดผู้ซื้อต่างชาติที่มีบัดเจ็ทที่หลากหลายเข้ามาในประเทศของเราได้มากขึ้นเช่นกัน

5.Food and Culture ต้องบอกเลยว่าเรามีวัฒนธรรมที่หลากหลายและก็ open culture อันนี้สำคัญมาก open culture จะทำให้เราสามารถดึงดูดผู้ซื้อที่หลากหลายสัญชาติเข้ามา ไม่ได้จำกัดอยู่ที่กลุ่มเล็ก ๆ จะทำให้มีผู้คนในหลากหลายรูปแบบอยากที่จะเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากขึ้น

6.Tourist Destinations มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจในการเลือกซื้อยังไง ต้องบอกก่อนเลยว่า ก่อนที่คนต่างชาติจะตัดสินใจเข้ามาซื้อในเมืองไทย อย่างแรกคือการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ หลังจากที่เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยแล้วรู้สึกชอบประเทศนี้ เขาจะรู้สึกอยากกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 2-3 พอกลับมามากขึ้นจะเกิดความผูกพัน เกิดความรู้สึกว่าอยากซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศนี้ ก็จะมีการเสิร์ชหาข้อมูลและในที่สุดก็จะเทิร์นให้เขาเป็น buyer

7.Health and Wellness ประเทศเรามีโรงพยาบาลชั้นนำ ทั้ง รพ.บำรุงราษฎร์ รพ.กรุงเทพ รพ.ปิยะเวท ยุคก่อนโควิด เรามีลูกค้าต่างชาติเยอะมาก เวลาที่เขามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมันเหมือนมาท่องเที่ยวด้วยแล้วก็มาในเรื่อง Health and wellness ด้วยซึ่งไม่ได้มาแค่ท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่มาตรวจสุขภาพ รักษาพยาบาลในบ้านเรา รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรมแล้วยังถูกกว่าที่จะรักษาพยาบาลอยู่ในบ้านเขาด้วยซ้ำ ตัวนี้จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลดึงดูดอย่างมากเลย

8.Competitive Property Price and Transaction Cost ไทยมีปัจจัย cost และ price ที่น่าสนใจกว่าเพื่อนบ้านของเรา

ออปชันเสริมจากปัจจัยภายนอก 5 ข้อ

ในฝั่งของ External มีดังนี้

1.Financial crisis ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตด้านการเงินจะเกิดการชะลอตัวในการซื้อของคนทั่วโลก แต่ตัวนี้มันก็ขึ้นอยู่กับว่า Financial crisis เกิดขึ้นที่ประเทศในภูมิภาคไหน มันก็จะชะลอตัวผู้ซื้อในภูมิภาคของประเทศนั้น ๆ

2.Political conflicts ถ้าเราสังเกตช่วงไหนที่ประเทศไหนก็ตามที่อาจจะมี conflicts ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสงครามกลางเมือง หรือความขัดแย้งไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม คนจากประเทศนั้นจะเริ่มเป็นผู้ซื้อที่เริ่มมองหาพร็อพเพอร์ตี้ข้างนอกประเทศของตัวเอง เพราะต้องการหาเซฟเฮ้าส์ที่เขาและครอบครัวสามารถไปอยู่ได้ ที่ไม่ใช่ประเทศของตัวเอง เรื่องนี้เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

3.Global pandemic ตัวนี้ใกล้ตัวมาก แล้วก็เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นและก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ก็คือสถานการณ์โควิด-19 จริง ๆ โควิดมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราเอามาลิงก์กับเรื่องอสังหาริมทรัพย์

ปีแรกที่เกิดโควิดจำนวนนักลงทุนต่างชาติหายไปเลย ปีที่ 2 เพิ่งเริ่มกลับเข้ามา เพราะมีเรื่องทราเวลดีเปรสชั่น พอเดินทางเข้ามาดูไม่ได้ คนที่จะเดินทางเข้ามาซื้อของก็ลดน้อยลง แต่ปัจจัยบวกที่เริ่มเห็นในปี 2565 นี้ การเดินทางเริ่มเปิดทั้งจากฝั่งประเทศเขาเองและฝั่งเราเอง

ลูกค้าต่างชาติเริ่มเดินทางออกมาได้ปั๊บ สิ่งที่อยู่ในหัวมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมาคือเขาเดินทางออกนอกประเทศไม่ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขามีโอกาสเขาจะทำอะไร ตอนนั้นเขาจะเริ่มเสิร์ชหาข้อมูล พอประเทศเปิดเขาก็จะเดินทาง

ปี 2565 เป็นปีที่เราเริ่มเก็บ enquiry ของลูกค้าต่างชาติ ในหลาย ๆ ชาติเลย ไม่ใช่ชาติเดิม ๆ ที่เราเคยเห็นในช่วงก่อนโควิด ต่างชาติที่เพิ่งกลับเข้ามาดูอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย เพราะเขาต้องการหาเซฟโฮม second home สิ่งที่เขาตัดสินใจคืออะไร ก็คือปัจจัยภายในประเทศไทยที่เขาพิจารณาในช่วงที่ผ่านมา ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศเรา

4.Regulations and policies in each country อันนี้แน่นอนว่ามีการส่งเสริมการซื้ออสังหาริมทรัพย์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งประเทศไทยถือว่าเราทำได้ดี

5.Exchange rate ข้อนี้คนที่ไม่ได้มองจะหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอยู่แล้วก็อาจไม่มีผลกระทบอะไร แต่คนที่เขามองหาซื้ออยู่หรือกำลังตัดสินใจ ถ้าเงินของเขาดีเมื่อไหร่เขาตัดสินใจทันที โอนเงินทันที เพราะเหมือนซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ในราคาที่ถูกลง

เปรียบเทียบราคา ลักเซอรี่ไทยยังถูกกว่า 2-5 เท่า

เรื่องของ Competitive property price เราดึง 5 ประเทศหลัก ๆ ของเอเชีย ไม่ได้ดึงไปถึงยุโรปหรือฝั่งอเมริกา โดยเปรียบเทียบกับ 3 ประเทศหลัก ๆ คือ “ฮ่องกง สิงคโปร์ เซี่ยงไฮ้” สมมติเงิน 1 ล้านเหรียญหรือ 35 ล้านบาท คนที่มีเงินแบบนี้เขาซื้ออะไรได้บ้าง

ถ้าในเมืองไทยเราพูดถึง upper prices เงิน 35 ล้านเขาจะซื้อห้องชุดได้ 100 ตารางเมตร ฟังก์ชั่น 2-3 ห้องนอน วันนี้เรากำลังพูดถึงลักเซอรี่มาร์เก็ตอยู่ แต่เงินจำนวนเดียวกันถ้าซื้อที่ฮ่องกงจะต้องซื้อแพงกว่าบ้านเราถึง 5 เท่า หมายความว่าเงินจำนวนเดียวกันซื้อที่ฮ่องกงได้แค่ 20 ตารางเมตร ห้องชุดสตูดิโอ และนั่นหมายความว่านักศึกษาจบใหม่ ผู้คนที่จบใหม่ วัยเริ่มทำงานหรือคนที่ไม่มีเงินเก็บ เขาจะไม่สามารถซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศเขาได้เลย

ข้อดีคืออะไร เขาซื้อในประเทศเขาไม่ได้แต่เขาสามารถซื้อในประเทศเราได้ เขาสามารถที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองได้ ดังนั้นคนฮ่องกงที่อายุยังน้อยหรือเริ่มทำงาน เขาจะเริ่มมองหาอสังหาริมทรัพย์นอกประเทศ

ถัดมา ประเทศสิงคโปร์ จะแพงกว่าเรา 3 เท่า ซื้อห้องชุดในเมืองไทยได้ห้อง 100 ตารางเมตร ในสิงคโปร์ได้ 35 ตารางเมตร คนสิงคโปร์ก็จะเหมือนคนฮ่องกง เริ่มมองหาประเทศใกล้เคียง บินไปมาสะดวกแค่ 1-2 ชั่วโมง และมีอสังหาริมทรัพย์ที่ดี

สำหรับเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งประเทศจีนถึงแม้จะเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ มีที่ดินเยอะ แต่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศเขาบอกเลยว่าแพงมาก โดยเฉพาะที่เซี่ยงไฮ้ ในหลาย ๆ ทำเลแพงกว่าบ้านเรา 2.5 เท่า เงิน 1 ล้านเหรียญซื้อที่เซี่ยงไฮ้อาจจะได้ 40 ตารางเมตร 1 ห้องนอน

นอกจากนี้ บางประเทศไม่ให้ต่างชาติซื้อฟรีโฮลด์ (ถือกรรมสิทธิ์) เช่น เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง แทบจะไม่มีฟรีโฮลด์เลย สิงคโปร์มีฟรีโฮลด์บ้าง แต่เซี่ยงไฮ้เกือบทั้งหมดจะเป็นลีสโอลด์หรือสิทธิการเช่า 99 ปี เทียบกับเมืองไทยมีโควตาต่างชาติซื้อคอนโดได้ 49% เรามีมานานจนบางทีมองว่ามันเป็นสแตนดาร์ดโพลิซี ข้อนี้ถือว่าเป็นเบเนฟิตสำหรับต่างชาติ

เปิดตำนานคอนโดต่างชาติ จากพัทยาสู่กรุงเทพฯ

วันนี้ที่จะนำข้อมูลธุรกรรม (transaction) ที่เกิดขึ้นของ CBRE ซึ่งเซ็กเมนต์ที่เราทำมาส่วนมากตลาดกรุงเทพฯ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต จะอยู่ในลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่เซ็กเมนต์

ภาพสรุป Tourist visits จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในแต่ละปี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ทุกคนทราบว่าเป็นชาติที่เริ่มมีการเข้ามาซื้อในประเทศไทยเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2016 นักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 87 ล้านคน เพิ่มขึ้นในปี 2017-2018-2019 ยุคก่อนโควิดขึ้นไปถึงเกือบ 11 ล้านคน ปีที่เกิดโควิด นักท่องเที่ยวจีนเหลือแค่ 1.2 ล้านคน ปี 2021 ที่มีการปิดประเทศนักท่องเที่ยวจีนน้อยมาก

โดยปี 2019 ยุคก่อนโควิด เราได้นักท่องเที่ยวจีนสัดส่วนถึง 41% ของผู้ที่เดินทางเข้ามาในเมืองไทยทั้งหมด แต่ในปี 2022 ยุคหลังโควิด นักท่องเที่ยวจีนอยู่ที่ 3% เท่านั้นเองเพราะมีการปิดประเทศ นโยบายซีโร่โควิด เมืองจีนเป็นเมืองที่ค่อนข้างเข้มงวดมากกว่าชาติอื่นในโลกเพราะเขาต้องการซีโร่โควิด

จริง ๆ แล้วปี 2016 ไม่ใช่ปีแรกที่จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาในประเทศไทย นักท่องเที่ยวจีนเริ่มเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2012-2013 หลังจากนั้นก็เพิ่มเข้ามาเรื่อยจนดีเวลอปเปอร์หลายรายในเมืองไทยก็เริ่มเห็น opportunities ของคนที่ซื้อทั้งคนจีนและฮ่องกง เริ่มมีการนำพร็อพเพอร์ตี้ในเมืองไทยไปออกโรดโชว์ที่ฮ่องกง ที่เมืองจีน

จริง ๆ แล้วเมืองจีนไม่ใช่เมืองง่ายที่จะไปออกโรดโชว์ ปราบเซียนมาก หลายเจ้าไปมาแล้ว ซีบีฯ ก็มีการพูดคุยกับดีเวลอปเปอร์หลายราย แต่ส่วนมากจะไปที่ฮ่องกง บางทีผู้ซื้อที่เป็นคนจีนที่เราเห็นคือคนจีนที่อาศัยอยู่ในฮ่องกง ยอดขายส่วนมากก็เกิดขึ้นที่ฮ่องกง

เช็กโควตาต่างชาติ 49% ไม่เคยเต็มสักปี

ในสัดส่วนของผู้ซื้อชาวไทยและชาวต่างชาติ รวบรวมมาตั้งแต่ปี 2005-2022 สัดส่วนผู้ซื้อส่วนมากตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันยังเป็นคนไทยส่วนมาก ตลาดไทยต้องถือว่าเป็นข้อดี ตรงที่ดีมานด์ที่ไดรฟ์ตลาดเราเป็นคนไทย เป็นเอนด์ยูสเซอร์ ดังนั้นเวลาที่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ของเราไม่ได้ร่วงดิ่งเหมือนบางประเทศ เหมือนฮ่องกงที่มีนักลงทุนเก็งกำไรจำนวนมาก เวลาเกิดสภาวะเศรษฐกิจไม่ดีปั๊บ อสังหาฯ ราคาร่วงคนเทขายของ แต่บ้านเราในอดีตผู้ซื้อคือเอนด์ยูสเซอร์ ดังนั้นต่อให้มีวิกฤตเศรษฐกิจ เราไม่ได้โดนผลกระทบเยอะอยู่แล้ว

ข้อมูลอีกด้านคือโควตาผู้ซื้อต่างชาติ ดูย้อนหลังจากทุก ๆ ปีจะเห็นว่าโควตาลูกค้าต่างชาติยังไม่เคยเต็ม 49% แต่อันนี้เบสจากธุรกรรมของซีบีฯ การซื้อของผู้ซื้อต่างชาติดูง่าย ๆ ในปี 2008 เกิด U.S. Financial crisis หรือ Hamburger crisis ผู้ซื้อต่างชาติอยู่ที่ 26%

ปีถัดมา 2009 ลดระดับลง 10% เหลือแค่ 16% ปี 2010 ถึงแม้ตัวเลขการขายจะดี แต่ลูกค้าต่างชาติก็ยังดร็อปลงเหลือ 13% ดังนั้นไม่ว่ามันจะเกิด crisis อะไรขึ้น ตัวเลขปริมาณที่ลดลงจะไปโชว์ใน 1-2 ปีถัดไป หรือในปี 2011-2014 เราจะเห็นยอดผู้ซื้อต่างชาติดีมากเลย กระโดโดดขึ้นมาอยู่ที่ 35-40%

มี 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนั้นเกี่ยวกับ political crisis ในเมืองไทยของเราเอง ผู้ซื้อต่างชาติเวลาซื้อจะมองถึงความสงบและความมั่นคงของประเทศนั้นด้วย ข้อนี้ก็มีผลกระทบ กับเรื่องภาวะเศรษฐกิจของรัสเซีย ช่วงปี 2011-2014 ผู้ซื้อต่างชาติมาจากพัทยาเกือบทั้งหมด เพราะจำได้ว่า 4 ปีนั้นในกรุงเทพฯ แทบจะไม่มีคอนโดมิเนียมใหม่เกิดขึ้นเลย แต่พัทยาแอคทีฟมาก

ตอนนั้นจำได้เลยว่าซีบีอาร์อีมีแทบจะทุกหาด ไล่ตั้งแต่ต้นหาดไปยังท้ายหาด ดีเวลอปเปอร์ตบเท้ากันเปิดโครงการเยอะมาก เรามีลูกค้าเยอรมนี รัสเซีย เข้ามาเป็น buyer ที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้น พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรัสเซีย กลุ่มผู้ซื้อรัสเซียที่มีมากในช่วงปี 2011-2014 ที่มีถึง 30-40% ก็ดร็อปหายไป

เราจะเห็นจากตัวเลขในปี 2015-2016 ลดลงมาเป็น 28%, 19% ตามลำดับ แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็จะมีการเพิ่มขึ้นในช่วงปีถัด ๆ มา คล้ายกับปีที่เกิดขึ้นใน 2008 เราย้อนกลับไปดูว่าในปี 2005-2006 ผู้ซื้ออยู่ในตลาดกรุงเทพฯ มีตัวเลขค่อนข้างใกล้เคียงกับปี 2011-2014 ที่เปลี่ยนตลาดไปที่พัทยา เป็นช่วงปีที่น่าสนใจสำหรับตลาดไทยมาก ปีนั้นเป็นปีที่มีการร่วมทุนมีเจวีจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะสิงคโปร์เข้ามาเยอะมาก

เราจึงมีการลอนซ์โครงการเดอะเม็ท, แอทธินี เรสซิเดนซ์, มิลเลนเนียม เรสซิเดนซ์ ซึ่งทั้ง 3 โครงการเป็นดีเวลอปเปอร์สิงคโปร์ แน่นอนดีเวลอปเปอร์มาจากประเทศไหน เขาจะเอาโครงการไปประมูลในประเทศนั้น ก็เลยทำให้เราได้นักลงทุนชาวสิงคโปร์มามากในช่วงปี 2005-2006

กลับมาดูสถิติลูกค้าต่างชาติช่วงปี 2005-2022 ถามว่ามาจากชาติไหนบ้าง มากสุดคือ จีน เยอรมนี สิงคโปร์ รัสเซีย ฮ่องกง อสังหาฯ เจ้าแรก ๆ ที่ไปเจาะตลาดจีนต้องยกให้แสนสิริ ตอนที่เอาคอนโดฯ เดอะไลน์ ไปขายในช่วงปี 2015-2016 แสนสิริทำตลาดไว้ดีมาก แต่ว่าไชนีสบายเออร์ในช่วงนั้นเกิดจากการขายที่ฮ่องกง

ตลาดอสังหาฯ ในฮ่องกงดูสถิติมีอสังหาริมทรัพย์ไทยไปเปิดตัวหลายร้อยโครงการมากเ พราะว่าเราให้ซีบีอาร์อีที่ฮ่องกงเก็บสถิติเอาไว้ จะเห็นว่าไชนิสบายเออร์มีค่อนข้างเยอะ เป็นนิชมาร์เก็ตเป็นนิชเซ็กเมนต์

หลังยุคโควิด เศรษฐีจีนช็อปราคาร้อยล้าน

ในช่วงหลังโควิดเราเริ่มเห็นซื้อพร็อพเพอร์ตี้ในส่วนของลักเซอรี่กับซูเปอร์ลักเซอรี่จากคนจีนมากขึ้น นัยสำคัญก็คือคนจีน ไม่ได้มีผู้ซื้อแค่กลุ่มเดียวในกลุ่มราคา 5-7 ล้าน แต่คนจีนมีหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไปเจาะได้กลุ่มไหน เขามีกำลังซื้อมากแค่ไหน แม้กระทั่งโครงการแบรนเด็ด เรสซิเดนซ์ที่เราขายอยู่ระดับลักเซอรี่หลาย ๆ โครงการ ก็มีคนจีนเข้ามาบ้าน ซื้อคอนโดในระดับร้อยล้านบาท

ส่วนลูกค้าเยอรมนีตลาดหลักเกิดขึ้นตอนที่เราทำที่พัทยา ซึ่งโครงการวงศ์อมาตย์ ซีตัส พัทยา บางทีโครงการเดียวซื้อ 100 กว่ายูนิต

ลูกค้าสิงคโปร์เกิดขึ้นในปี 2005-2006 เป็นหลัก ในช่วงนี้มีบ้างแต่ตลาดสิงคโปร์หายไปจากตลาดไทยค่อนข้างนานแล้ว

ลูกค้ารัสเซีย แน่นอนว่าเกิดขึ้นที่พัทยาเป็นหลัก แต่ในปี 2565 นี้ตลาดรัสเซียกลับมาที่ภูเก็ตค่อนข้างเยอะ มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ลูกค้าฮ่องกง เป็นตลาดที่เราเริ่มเจาะ คนฮ่องกงจะซื้อของในระดับลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่เยอะเช่นเดียวกัน ราคาต่อหน่วยจะสูงกว่าคนจีน โครงการ Branded Residences จะขายคนฮ่องกงได้เยอะมาก ทุกโครงการที่เอาไปขายจะขายดีหมดเลย

ในส่วน top 5 อันดับลูกค้า จะเห็นว่าคนไทยเป็น buyer หลัก 79% สัดส่วนอีก 21% เป็นชาวต่างชาติ คนจีนอยู่ที่ 15% รองลงมา เยอรมัน 9% สิงคโปร์ 9% รัสเซีย 8% ฮ่องกง 7% อังกฤษ 7% อังกฤษนี้ต้องบอกเลยว่าเขาซื้อเยอะมาตั้งแต่ปี 2005 ย้อนกลับไปดูโครงการวอเตอร์มาร์ค เจริญนคร คนอังกฤษก็ซื้อ เราขายเดอะเม็ทคนอังกฤษก็ซื้อ สุโขทัยเรสซิเดนซ์ก็ซื้อ แทบจะไม่เห็นเลยว่าโครงการไหนไม่มีคนอังกฤษ แล้วก็อยู่ใน top 5 ตลอด

”ลูกค้าไต้หวัน” ขอแจมคอนโดลักเซอรี่เมืองไทย

ในส่วนคนไต้หวัน 7% เป็นชาติที่น่าสนใจ ชาติอื่นเป็นคนที่อยู่ต่างประเทศแล้วมาซื้อ แต่ไต้หวันเป็นคนไต้หวันที่ทำธุรกิจอยู่ในเมืองไทย เรามีเจ้าของธุรกิจที่เป็นคนไต้หวันเยอะมาก คนไต้หวันซื้อของระดับลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่เยอะมากเช่นเดียวกัน ส่วนมากจะเป็นคนที่ได้เป็นเรสซิเดนซ์ที่นี่แล้วมีธุรกิจที่นี่แล้ว มีเครือข่ายชวนกันมาซื้อ เป็นอีกหนึ่งตลาดที่นับว่าน่าสนใจมาก แต่ถ้าพูดถึงการไปทำตลาดที่ไต้หวันยังยากพอ ๆ กับจีนไม่ง่ายเลย

ในส่วน top 5 ในด้านทำเล มีกรุงเทพฯ หัวหิน พัทยา ซึ่งกรุงเทพ buyer หลักคือคนไทย 74% ต่างชาติมีจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน อังกฤษ

ถ้าเรามองตลาดคอนโดฯ กรุงเทพฯ ยังเป็นของคนไทยเป็นหลัก ตลาดพัทยาลูกค้าคนไทยเหลือ 53% ครึ่งหนึ่งเทียบกับคนต่างชาติ เยอรมันกับรัสเซียจะซื้อใกล้ๆกัน มีคนจีนซื้อบ้าง อังกฤษ สิงคโปร์

ตลาดหัวหิน เป็นตลาดคนไทยใหญ่กว่ากรุงเทพฯ อีก สัดส่วน 92% มีแค่ 8% ที่เป็นคนต่างชาติ คือ อังกฤษ รัสเซีย ดัตช์ ฝรั่งเศส สวีดิช ล่าสุดที่เราได้คุยกับผู้พัฒนาโครงการที่หัวหิน ได้ยินว่ามีตลาดรัสเซียเข้ามาที่หัวหินมากขึ้น ซื้อแบบนิชมาร์เก็ต ราคาประมาณ 10 ล้าน

“เศรษฐีพม่า” หนีการเมืองภายในซื้อหลังที่ 2

เทรนด์ในตลาดลักเซอรี่และซูเปอร์ลักเซอรี่ อเมริกายังเป็นหลัก ส่วนมากเป็นคนอเมริกันที่อยู่และทำธุรกิจในเอเชีย ยุคหลังโควิดคนอเมริกันที่มาซื้อคือคนอเมริกันที่อยู่อเมริกา เห็นขึ้นได้ชัดเลยในปีนี้ จากการคุยกับลูกค้าเราจะถามว่าทำไมถึงเลือกเมืองไทย

คนอเมริกันส่วนมากเป็นคนที่เคย visits เมืองไทยมาก่อน คุ้นเคย รู้จักทำเล พอเกิดวิกฤตเขาเริ่มหา second home ทำการบ้านอย่างดี พอประเทศเปิดเขาก็บินเข้ามามาจองเลย ระดับการซื้ออยู่ที่ 100 ล้าน

ส่วนคนพม่า จุดที่ตัดสินใจคือปัญหาการเมืองภายในประเทศ ซึ่งซีบีอาร์อีไม่เคยมีลูกค้าคนพม่ามาก่อน แต่ว่าในช่วง Q3/65 เราเริ่มเห็นดีมานด์ของคนพม่าเยอะขึ้น ซื้อระดับ 50 ล้านบาทขึ้นไป

สำหรับแคนนาเดียนจะไปเยอะที่ตลาดภูเก็ต ปีนี้ภูเก็ตของซีบีอาร์อีเป็นเบอร์ 1 ลูกค้าต่างชาติซื้อทั้งคอนโดและวิลล่า ล้อกับอเมริกัน ซึ่งแคนาเดียนเริ่มที่จะมาซื้อ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยเห็น

ส่องโอกาสเจาะเศรษฐีน้ำมัน “ซาอุดีอาระเบีย”

แล้วก็มีซาอุดีอาระเบียน ยังไม่ใช่เมน buyer ของเราตอนนี้ แต่ที่เราพูดเพราะว่าตั้งแต่มีการเปิดสัมพันธภาพระหว่างประเทศเราเริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวซาอุฯ เข้ามาในเมืองไทยเยอะมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว ในกรุงเทพฯ เรามีผู้ซื้อที่เป็นซาอุฯ ในตลาดลักเซอรี่เซ็กเมนต์เช่นเดียวกัน แต่จะเป็นคนซาอุฯ ที่มีอสังหาฯ ในเมืองไทยอยู่แล้ว คุ้นเคยอยู่แล้ว แค่อยากเปลี่ยนที่ที่ดีขึ้น หรือเปลี่ยนทำเล

จากการคุยกับทีมภูเก็ต ตลาดรัสเซียกลับมาปีนี้เยอะมาก แต่เราไม่ได้ใส่ในกลุ่มลูกค้าใหม่เพราะว่าเป็นลูกค้ารีเทิร์น เขาจะมาซื้อวิลล่ามากกว่าคอนโดเพราะมาเป็นครอบครัว ประเทศเขาเกิดปัญา ต้องการย้ายครอบครัวของเขามาที่เมืองไทย วิลล่าขายดีมาก โดยเฉพาะวิลล่าที่มีสระว่ายน้ำ ฟังก์ชั่น 2-4 ห้องนอน ถ้ามีราคาที่ดีและรับได้ เขาก็จะมูฟครอบครัวเขามา รัสเซียจึงเป็นตลาดรีเทิร์นมาร์เก็ตที่น่าสนใจ

ยุคหลังโควิด คอนโดไทยเด่นในเรื่อง second home

ฝาก key takeaways เรื่องแรก เรามองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเป็นอย่างมาก เพราะว่าเรามีความหลากหลายและมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่จะดึงดูดผู้ซื้อ

ข้อ 2 ลูกค้าจีนยังคงเป็นนัมเบอร์วันทั้งตลาดปัจจุบันและอนาคต เขาอาจจะยังกลับมาไม่ได้ แต่ตลาดเปิดเมื่อไหร่เราเชื่อว่าเขากลับมาแน่นอน

ข้อ 3 เป็นการกลับมาของตลาดยุโรป คนอังกฤษ คนสแกนดิเนเวีย คนรัสเซีย คนเยอรมัน ช่วงนี้หลังจากเกิดโควิดเราคิดว่าเขาจะรีเทิร์นกลับมาแน่นอน

ข้อ 4 ในส่วนของโพสต์โควิดมองว่าจะเป็นชาติอเมริกัน พม่า ซาอุฯ แคนาดา สิงคโปร์ด้วย

ข้อ 5 เรื่องความไม่แน่นอน ทำให้มีดีมานด์ของ second home จากต่างชาติเยอะขึ้น

ข้อ 6 ความที่เราอำนวยความสะดวกในเรื่องของการแข่งขันที่เราให้กับต่างชาติ มีความดึงดูดเขามากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราก็เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

สำหรับซีบีอาร์อีเรามองว่าปี 2566 ปัจจัยต่าง ๆ ที่เรามี ตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยยังคงมีอนาคตที่สดใสกับลูกค้าต่างชาติ