“อียู” เตรียมใช้กฎจำกัดจำนวนการจ่ายเงินสด ป้องกันการฟอกเงิน  

เงินยูโร

สหภาพยุโรป (อียู) เตรียมบังคับใช้กฎจำกัดจำนวนการจ่ายค่าสินค้าและบริการด้วยเงินสดไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 10,000 ยูโร หรือประมาณ 386,700 บาท เพื่อป้องกันการฟอกเงิน  

วันที่ 18 มกราคม 2024 ตามเวลายุโรป ซึ่งตรงกับวันที่ 19 มกราคม ตามเวลาไทย สำนักข่าวด็อยท์เชอเว็ลเลอ (Deutsche Welle) ในเยอรมนีรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังวางแผนที่จะใช้มาตรการจำกัดการชำระเงินสดไว้ที่ครั้งละไม่เกิน 10,000 ยูโร (ประมาณ 386,700 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนวันที่ 19 มกราคม 2024) และมาตรการอื่น ๆ เพื่อต่อสู้กับการฟอกเงิน 

โดยเมื่อวันที่ 18 มกราคม คณะผู้เจรจาของสหภาพยุโรปได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับแผนบทบัญญัติที่เข้มงวดมากขึ้นในการจัดการกับการฟอกเงิน แต่แผนดังกล่าวนี้จะต้องได้รับการอนุมัติจากชาติสมาชิกทุกชาติในสหภาพยุโรป จึงจะนำไปสู่การบัญญัติกฎหมายและบังคับใช้

“ข้อตกลงในสัปดาห์นี้เป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับเงินสกปรกในสหภาพยุโรป” ไมรีด แม็กกินเนส (Mairead McGuiness) กรรมาธิการด้านการบริการทางการเงินของสหภาพยุโรป กล่าวในแถลงการณ์หลังบรรลุข้อตกลงในการหารือที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส 

แม็กกินเนสยกย่องข้อตกลงนี้ ว่าเป็นกฎเกณฑ์อันแข็งแกร่งที่สหภาพยุโรปจะใช้เพื่อต่อสู้กับเงินสกปรก และเขาเรียกกฎนี้ว่าเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” 

แผนดังกล่าวจะให้อำนาจแก่ผู้ตรวจสอบทางการเงินมากขึ้น ในการตรวจสอบคดีฟอกเงินและการเงินของผู้ก่อการร้ายที่น่าสงสัย รวมถึงให้อำนาจที่กว้างขึ้นในการระงับธุรกรรมและบัญชีที่น่าสงสัยด้วย 

แต่แผนนี้จะต้องผ่านการอนุมัติ ทั้งจากรัฐสภายุโรป และต้องได้รับการอนุมัติจากผู้นำของประเทศสมาชิกในสภายุโรปก่อนจึงจะมีผลใช้บังคับ

กฎเพื่อต่อสู้กับการฟอกเงินนี้ จะครอบคลุมถึงการตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี การใช้เงินสดซื้อสินค้าหรู และใช้จ่ายเงินในอุตสาหกรรมฟุตบอล ซึ่งการใช้จ่ายของสโมสรฟุตบอลถูกใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการฟอกเงิน 


ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจสากลแห่งสหภาพยุโรป (Europol) ประเมินว่า ประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหภาพยุโรปถูกตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย