5 ประเด็นน่ารู้ เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 14 กุมภาพันธ์ 2024 

เลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซีย 2024
อานีส บาสเวดัน, ปราโบโว ซูเบียนโต และกันจาร์ ปราโนโว (ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA/ AFP)

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2024 อินโดนีเซียจะเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ที่จะรับไม้ต่อบริหารประเทศ หลังสิ้นสุดทศวรรษของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด (Joko Widodo) ซึ่งสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและการพาอินโดนีเซียมีบทบาทในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีประเทศขนาดใหญ่ที่จะก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ 

ในโอกาสนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนอ่านประเด็นน่ารู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งอินโดนีเซียที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง

ประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 

อินโดนีเซียมีประชากรทั้งหมดประมาณ 277 ล้านคน เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 204.8 ล้านคน ซึ่งอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในอินโดนีเซียคือ 17 ปีขึ้นไป 

เกาะชวาเป็นเกาะใหญ่ที่มีประชากรมากที่สุด มากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ ในการเลือกตั้ง 2024 นี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงทะเบียนเลือกตั้งบนเกาะชวาจำนวน 115.4 ล้านคน 

ส่วนผู้ที่จะลงคะแนนเลือกตั้งที่ต่างประเทศมี 1.7 ล้านคน  

ผู้สมัครชิงตำแหน่ง “ประธานาธิบดี”

ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของอินโดนีเซียมี 3 คน เรียงตามหมายเลข ดังนี้ 

หมายเลข 1 อานีส บาสเวดัน (Anies Baswedan) อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา วัย 56 ปี เขาเป็นผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง แต่ได้รับการสนับสนุนจากแนวร่วม 3 พรรคการเมืองในชื่อ “Coalition of Change for Unity” เขาจบการศึกษาเศรษฐศาสตร์และธุรกิจในระดับปริญญาตรี จบนโยบายสาธารณะในระดับปริญญาโท และรัฐศาสตร์ในระดับปริญญาเอก 

อานีส บาสเวดัน
อานีส บาสเวดัน (ภาพโดย Yasuyoshi CHIBA/AFP)

หมายเลข 2 ปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) หัวหน้าพรรคเกอรินดรา (Gerindra) อดีตผู้บัญชาการกองกำลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพบก และเป็นบุตรเขยของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต (Suharto) ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลโจโก วิโดโด และเขาร่วมงานกับ กิบราน รากาบูมิง (Gibran Rakabuming) ลูกชายของโจโก วิโดโด ที่มาลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี เพื่อดึงคะแนนจากคนที่ชื่นชอบโจโกวีด้วย

หมายเลข 3 กันจาร์ ปราโนโว (Ganjar Pranowo) ผู้สมัครวัย 55 ปี จากพรรค Indonesian Democratic Party of Struggle (PDI-P) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลปัจจุบัน และเป็นพรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ก่อตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีเมกาวาตี ซูการ์โนปุตรี (Megawati Sukarnoputri) กันจาร์เป็นอดีตผู้ว่าการจังหวัดชวากลาง จบการศึกษาด้านกฎหมายในระดับปริญญาตรี และจบรัฐศาสตร์ในระดับปริญญาโท  

ตัวเต็งชนะเลือกตั้ง 14 กุมภาฯ

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอินโดนีเซียมีแนวโน้มที่จะเป็นการแข่งขันระหว่างตัวบุคคลมากกว่าการแข่งขันที่นโยบาย เพราะผู้สมัครทั้งสามคนหาเสียงด้วยการให้คำมั่นสัญญาที่คล้ายกันในเรื่องการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและการจัดสรรสวัสดิการที่ครอบคลุมทั้งประเทศ 

ผลการสำรวจที่จัดทำมาเป็นระยะ ๆ โดยหลาย ๆ องค์กรแสดงให้เห็นอย่างต่อเนื่องว่า ปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นครั้งที่ 3 จะประสบความสำเร็จ-ได้เป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยคะแนนนิยมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 51% 

ขณะที่ กันจาร์ ปราโนโว กับ อานีส บาสเวดัน คะแนนนิยมสูสีกันอย่างมากมาตลอด แต่ผลการสำรวจล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าอานีสมีคะแนนนำปราโนโวเล็กน้อย 

และผลสำรวจพบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 5.8% ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร 

ปราโบโว ซูเบียนโต
ปราโบโว ซูเบียนโต (ภาพโดย JUNI KRISWANTO/AFP)

กฎการเลือกตั้งที่ท้าทาย ชัยชนะครั้งนี้อาจยังไม่ใช่บทสรุป 

ถึงแม้ว่าโพลค่อนข้างบ่งชี้ชัดว่า ปราโบโว ซูเบียนโต จะเป็นผู้ชนะเลือกตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แต่ชัยชนะนี้ก็อาจจะยังไม่ทำให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีอินโดนีเซียคนใหม่ เพราะมีความท้าทายอย่างยิ่งจากกฎการเลือกตั้งของอินโดนีเซียที่กำหนดไว้ว่า ผู้สมัครต้องได้คะแนนมากกว่า 50% ของคะแนนเสียงทั้งหมด และต้องได้คะแนนอย่างน้อย 20% ในมณฑล (province) ต่าง ๆ มากกว่าครึ่งของจำนวนมณฑลทั้งประเทศ ซึ่งปัจจุบันอินโดนีเซียมีมณฑลทั้งหมด 38 มณฑล ดังนั้น ผู้สมัครที่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีต้องได้คะแนนอย่างน้อย 20% ใน 20 มณฑลเป็นอย่างน้อย

หากในการเลือกตั้งวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ ไม่มีผู้สมัครคนใดทำคะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะต้องเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 26 มิถุนายน 2024 ซึ่งในรอบสองเป็นการเลือกตั้งที่มีผู้ชิงชัยเพียง 2 คนคือ คนที่ได้คะแนนอันดับ 1 และ 2 จากการเลือกตั้งรอบแรกนี้ 

นั่นหมายความว่า การเลือกตั้งรอบสองจะเป็น “งานยาก” มากขึ้นสำหรับ ปราโบโว ซูเบียนโต เพราะในการเลือกตั้งรอบสองคาดว่าเสียงของคนที่ “ไม่เอา” ปราโบโวจะไหลมารวมกัน โดยมีความเป็นไปได้มากว่าคะแนนเสียงจากคนที่เลือกผู้สมัครที่ได้อันดับ 3 ในรอบแรกจะเทให้คู่แข่งของปราโบโวเพื่อขัดขวางไม่ให้ปราโบโวคว้าชัยชนะ 

แต่น้ำหนักการเทคะแนนจะขึ้นอยู่กับว่าใครได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้งรอบแรก หากอานีสได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ก็มีแนวโน้มที่ผู้สนับสนุนกันจาร์จะเปลี่ยนไปเทคะแนนให้อานีส แต่หากกันจาร์ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ก็ไม่ชัดเจนว่าผู้สนับสนุนเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนไปสนับสนุนอานีสหรือไม่ 

นักวิชาการและนักวิเคราะห์หลายคนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การสำรวจความเห็นกลุ่มเล็ก ๆ ในบางพื้นที่ไม่สามารถให้ผลที่แม่นยำสำหรับการเลือกตั้งทั่วประเทศอินโดนีเซียที่มีความแตกต่างหลากหลายได้ และมองว่ามีความเป็นไปได้มากที่ผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์จะนำไปสู่การเลือกตั้งรอบสอง 

กันจาร์ ปราโนโว
กันจาร์ ปราโนโว (ภาพโดย ADEK BERRY/AFP)

พื้นที่และปัจจัยตัดสิน 

ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรอินโดนีเซียอาศัยอยู่บนเกาะชวา ดังนั้น มณฑลต่าง ๆ บนเกาะชวาจึงถูกจับตามองอย่างมากในฐานะสนามเลือกตั้งที่สำคัญที่สุด 

นักวิเคราะห์คาดว่าการเลือกตั้งของอินโดนีเซียจะถูกตัดสินด้วยความนิยมบนโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้ใช้แอปพลิเคชั่นติ๊กต๊อก (TikTok) มากอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งปราโบโวได้ยึดครองพื้นที่ในติ๊กต๊อกด้วยท่าเต้นแปลก ๆ ที่เป็นไวรัลไปทั่วและเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งของอินโดนีเซียมากกว่าครึ่งหนึ่งมีอายุต่ำกว่า 40 ปี และไม่ค่อยสนใจเรื่องเล่าเกี่ยวกับอดีตของปราโบโวที่ว่าเขาเป็นผู้วางแผนลักพาตัวนักเคลื่อนไหว และได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้งในขณะที่เขาเป็นผู้บัญชาการทหาร ภายใต้การนำของผู้นำเผด็จการ “ซูฮาร์โต” (Suharto) ที่เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและ “พ่อตา” ของเขา

หากปราโบโวสามารถเปลี่ยนความนิยมในหมู่คนหนุ่มสาวให้เป็นคะแนนในการเลือกตั้งได้ โดยเฉพาะกับคน Gen Z ที่ไม่ค่อยสนใจอดีตของเขา นี่ก็จะเป็นหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนชัยชนะของเขา 

และอีกกลุ่มประชากรที่สำคัญที่จะกำหนดผลการเลือกตั้งคือ องค์กรอิสลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 2 องค์กรของอินโดนีเซีย ได้แก่ นาห์ดลาตุล อูลามา (Nahdlatul Ulama : NU) และมูฮัมมาดียะฮ์ (Muhammadiyah) สององค์กรนี้สมาชิกรวมกันมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งจนถึงตอนนี้พรรคที่อยู่ในสังกัด NU ได้ให้การสนับสนุนอานีส บาสเวดัน 

อ้างอิง : 


อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง