บทบรรณาธิการ : จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงผลการเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ปรากฏ มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 39,293,867 คน หรือคิดเป็น 75.22% จากผู้มีสิทธิ 52,238,594 คน ถือเป็นตัวเลขผู้ใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปี 2562 มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเฉลี่ย 74.87% สะท้อนให้เห็นถึงการแสดงเจตนารมณ์ที่จะกำหนดทิศทางการก้าวหน้าไปของประเทศในห้วงเวลา 4 ปีข้างหน้า
โดยผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งจำนวน 95,137 หน่วย อย่างไม่เป็นทางการ ในส่วนของ ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ปรากฏ พรรคก้าวไกลได้ ส.ส. 152 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 70 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 40 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 25 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 6 ที่นั่ง และพรรคชาติพัฒนากล้า 2 ที่นั่ง
พรรคที่ได้รับคะแนนมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พรรคก้าวไกล 152 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 141 ที่นั่ง พรรคภูมิใจไทย 70 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 40 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือเป็นพรรคต่ำ 30 ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ 25 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง พรรคประชาชาติ 9 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 6 ที่นั่ง และพรรคชาติพัฒนากล้า 2 ที่นั่ง เฉพาะพรรคก้าวไกล กับ พรรคเพื่อไทย รวมกันจะได้จำนวนที่นั่ง 293 ที่นั่ง หรือยังไม่ถึง 300 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งที่ออกมา ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวได้ จากข้อเท็จจริงที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคขั้วอนุรักษนิยม หรือพรรครัฐบาลเดิม กับพรรคขั้วเสรีนิยม หรือพรรคฝ่ายค้าน ที่ไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ทว่าผลคะแนนเสียงข้างมากได้เทไปยังพรรคก้าวไกล นำหน้าพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ในขั้วของฝ่ายประชาธิปไตยและเสรีนิยม จนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยชุดนโยบายรัฐสวัสดิการที่แตกต่างไปจากนโยบายประชานิยมที่นำเสนอโดยพรรคส่วนใหญ่
ไม่ว่าผู้ลงคะแนนเสียงให้พรรคก้าวไกลจะเป็นใคร ระหว่างผู้ที่มีอายุครบ 18-22 ปี หรือ First Voter คนใน Gen Z-Y ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มคนในช่วงอายุอื่น ๆ ก็ตาม โดยผลคะแนนที่ออกมาได้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ-สังคม และการเมืองของประเทศ จะต้องไม่หวนกลับไปสู่ยุคเก่า ๆ ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา
กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ที่แต่ละพรรคการเมืองในขั้วฝ่ายประชาธิปไตย/เสรีนิยม จะต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลให้ตรงกับเจตนารมณ์ข้างมากของผู้ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้