เดลต้าฯกำไรปี 2566 เฉียด 19,000 ล้านบาท ตลาด EV ทำยอดขายพุ่ง

เดลต้า

เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) รายงานผลประกอบการปี 2566 ยอดขาย 146,371 ล้านบาท กวาดกำไร 18,423 ล้านบาท กลุ่มเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ โซลูชั่นสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า EV พระเอกหลัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2566 บริษัทมียอดขายอยู่ที่ 146,371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.5% มีกำไรสุทธิ 18,422.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.06% มีอัตรากำไรสุทธิ 12.48%

ปัจจัยหลักมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์รักษาระดับการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ขับเคลื่อนโดยกลุ่มโซลูชั่น สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Solutions) ที่เติบโตสูงถึงเท่าตัวจากปีก่อนหน้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ดีซี พาวเวอร์ (DC Power)

ซึ่งมีการขยายตัวจากความต้องการระบบไฟฟ้ากำลังเพื่อรองรับการประมวลผลความเร็วสูง ภายใต้แนวโน้มการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence Application) ไปประยุกต์ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์และโซลูชั่น การคำนวณสมรรถนะสูงเพื่อสนับสนุนการทำงานของแอปพลิเคชั่นสมัยใหม่ในภาคธุรกิจ และบริการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

รายได้อื่น ๆ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 225 ล้านบาทจากปี 2565 เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์ ที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักต่าง ๆ หลังจากที่ FED ได้คงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงตลอดปี 2566 ทำให้ต้นทุนในการประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงปฏิบัติตามนโยบายที่รอบคอบในการป้องกันสถานะสุทธิของแต่ละสกุลเงิน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

พร้อมทั้งมีมติประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2566 จากกำไรสุทธิของบริษัท ตามงบแสดงฐานะทางการเงิน และงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ในอัตรา 0.45 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 8 มีนาคม 2567 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 เมษายน 2567

สำหรับบริษัทเดลต้าฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power Management Solutions) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์ (DC Fan) อีเอ็มไอ ฟิลเตอร์ (EMI) และโซลินอยด์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้