คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์หลายคนออกมาเตือนว่า โลกอาจเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอาหารระลอกใหม่ในอีกไม่ช้าไม่นาน ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการที่ประเดประดังเข้ามาพร้อม ๆ กันในเวลานี้
เริ่มจากกระทรวงกิจการผู้บริโภคของอินเดีย ประกาศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ห้ามส่งออกข้าวขาวทุกชนิด ยกเว้นข้าวบาสมาติ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้ราคาภายในประเทศของข้าว ซึ่งเป็นธัญพืชอาหารพื้นฐานที่สำคัญของอินเดียลดต่ำลงและแก้ปัญหาขาดแคลนไปด้วยในตัว
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอินเดียดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ราคาข้าวในอินเดียสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 11.5% ในช่วงปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นอีก 3% ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ระดับราคาข้าวภายในประเทศในเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงระหว่างเดือนเมษายนจนถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ปริมาณการส่งออกข้าวของอินเดียเพิ่มขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกันปีต่อปี
“อินเดีย” เป็นชาติผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก รองลงมาคือ “ไทย” แล้วก็เป็น “เวียดนาม” ซึ่งขณะนี้ระดับราคาก็เพิ่มสูงขึ้นแล้วเช่นเดียวกัน ปริมาณการส่งออกของอินเดียคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของการส่งออกทั้งโลก ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์จึงเป็นกังวลว่า การห้ามการส่งออกครั้งนี้จะส่งผลต่อระดับราคาของธัญพืชอาหารโดยรวมในตลาดโลกให้สูงขึ้นจนน่าวิตก
“อโศก กุลาติ” ศาสตราจารย์จากสภาเพื่อการวิจัยเศรษฐสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งอินเดีย ตั้งข้อสังเกตไว้สองประการ ประการแรกก็คือ การห้ามการส่งออกข้าวของอินเดียในครั้งนี้ มีขึ้นทั้ง ๆ ที่รัฐบาลมีข้าวอยู่ในสต๊อกของทางการสูงกว่าระดับสต๊อกปกติถึง 3 เท่าตัว
ถัดมาก็คือ การห้ามการส่งออกครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน และแม้จะไม่ถึงกับส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูง แต่จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างแน่นอนกับหลายชาติในแอฟริกา ที่กำลังซื้อต่ำกว่า
ผู้สันทัดกรณีหลายคนเห็นตรงกันว่า ความเคลื่อนไหวของทางการอินเดียในครั้งนี้ เกิดจากความวิตกต่อผลกระทบจากสภาพอากาศแบบ “เอลนีโญ” ที่กำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก และคาดกันว่าจะเป็นเอลนีโญขนาดใหญ่ที่มีกำลังแรงและกินเวลายาวนานเป็นพิเศษอีกด้วย
ซานนา อเล็กซาห์ฮินา นักวิเคราะห์ด้านธัญพืชจากมินเทค กลุ่มบริษัทวิจัยตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ระบุว่า คาดการณ์กันว่า เมื่อถึงสิ้นปีนี้ สต๊อกข้าวของทั่วโลกจะลดลงถึงระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี มาอยู่ที่เพียงแค่ 170 ล้านตัน และมีแนวโน้มสูงว่าภาวะอากาศแบบสุดโต่งที่เกิดจากอิทธิพลของเอลนีโญ จะส่งผลกระทบ สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตรอย่างหนักสำหรับฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่จะมาถึงอีกด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ประกาศห้ามการส่งออกข้าวของอินเดียในครั้งนี้ มีขึ้นในช่วงสัปดาห์เดียวกันกับที่รัสเซียประกาศยกเลิกความตกลงว่าด้วยการค้าธัญพืชผ่านทะเลดำ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของสหประชาชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารของโลกขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา แถมยังเริ่มโจมตีท่าเรือและคลังสินค้าธัญพืชของยูเครนตามมาอีกต่างหาก
ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ความตกลงนี้เปิดทางให้ธัญพืช รวมถึงน้ำมันปรุงอาหารจากเมล็ดพืชที่เป็นผลผลิตของยูเครนมากกว่า 30 ล้านตัน สามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้
การล้มข้อตกลงดังกล่าวนี้จึงส่งผลต่อราคาธัญพืช อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด ในตลาดโลกในทันที ราคาข้าวสาลีถีบตัวขึ้นรวดเดียว 11% ภายในระยะเวลา 5 วัน ส่วนข้าวโพด ราคาสูงขึ้นเกือบ 9% ในระยะเวลาเดียวกัน
โคนา เฮค หัวหน้าทีมวิจัยของอีดีแอนด์เอฟ แมน กิจการค้าสินค้าเกษตรระดับแนวหน้าของโลก ระบุว่า ภาวะตึงตัวของตลาดข้าวสาลีและข้าว สามารถส่งผลกระทบซึ่งกันและกันได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ทั้งสองอย่างเป็นพืชอาหารสำคัญที่แทบจะทดแทนกันได้นั่นเอง
“อาริฟ ฮุสเซน” หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำโครงการอาหารโลก (ดับเบิลยูเอฟพี) ของสหประชาชาติ ระบุว่า ในเวลานี้หลายประเทศกำลังแบกภาระราคาสินค้าอาหารที่สูงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อจนหลังแอ่นอยู่แล้ว
ภาวะสินค้าอาหารพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องเช่นนี้ จึงส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะกับบรรดาประเทศยากจนทั้งหลาย ซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าอาหารจากประเทศอื่น แต่ในเวลาเดียวกันก็มีปัญหาภาระหนี้สิน บวกกับสถานการณ์ค่าเงินอ่อนค่าและอัตราดอกเบี้ยสูง จะประสบปัญหายุ่งยากมากเป็นพิเศษ จนอาจกลายเป็นภาวะขาดแคลนถึงขั้นวิกฤต ซึ่งจะกลายเป็นความเป็นความตายของคนเป็นเรือนล้าน โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา