เบทาโกร นำ ESG ยกระดับองค์กร หาเทคโนโลยีใหม่สร้างความมั่นคงธุรกิจ

เบทาโกร คาดปี 2050 ประชากรโลกพุ่งหมื่นล้านคน ทำดีมานด์ความต้องการอาหารสูง มุ่งนำ ESG ยกระดับองค์กร พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สร้างความมั่นคงอุตสาหกรรมอาหาร

วันที่ 21 กันยายน 2565 นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนา “ESG Forum” ภายใต้หัวข้อ “จุดเปลี่ยน…ศักยภาพใหม่เศรษฐกิจไทย” ว่า

ในธุรกิจอาหาร เรื่อง Food security หรือความมั่นคงทางอาหารมีบทบาทสำคัญอย่างมากในสภาวะที่โลกกำลังผันแปร ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันเชิงการค้าในหลาย ๆ ประเทศ

อีกทั้งจำนวนประชากรของโลกที่เพิ่มมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงปี ค.ศ. 2050 ประชากรของโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 7.5 พันล้านคน เป็นเกือบหมื่นล้านคน ดังนั้นแน่นอนว่าดีมานด์ความต้องการปริมาณอาหารก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารก็ต้องมีหน้าที่ ทำให้ปริมาณอาหารมีความเพียงพอกับคนทั่วโลก

เบทาโกรเป็นส่วนหนึ่งในวงจรอาหารของประเทศไทย ตลอด 55 ปีที่เราอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ปัจจุบันเรามีสัดส่วนซัพพลายในระบบการบริโภคอาหารของประเทศ อยู่ที่ประมาณ 15% เป้าหมายองค์กร เราต้องการทำให้ประชาชนประสบความสำเร็จในแง่ของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพดี และปลอดภัย และเรามีความเชื่อว่าคนทุกคนต้องมีโอกาส และมีทางเลือกในการเข้าถึงอาหารที่ดีเพราะนี่คือบริบทสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ฉะนั้นจากความเชื่อนี้ ทำให้เราต้องทำงานอย่างหนักเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดี เราต้องสร้างอีโคซิสเต็มในอุตสาหกรรมของเราให้มีคุณภาพ และเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยเฉพาะเกษตรกรเครือข่าย ซึ่งเบทาโกรทำงานกับเกษตรกรทั่วประเทศ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

กลุ่มเกษตรกรของเรามีส่วนสำคัญต่อระบบผลิตอาหารอย่างมาก เราก็ต้องซัพพอร์ตเขาทั้งความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงมีระบบบริหารความเสี่ยง เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้นอกจากโรคระบาดในคนแล้ว ยังมีโรคระบาดในสัตว์ที่เข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ASF ที่ระบาดในสุกร เรามีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อป้องกันอยู่ตลอดทุก ๆ ปี เพื่อให้เกษตรกร และระบบซัพพลายเชนของเราเกิดความสูญเสียน้อยที่สุดจากโรคระบาด เพราะเรามีอัตราการเพิ่มของสุกรมากขึ้นทุกปี เราก็จะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ต่อไป”

Advertisement

นายวสิษฐกล่าวต่อว่า ในบริบทวันนี้ เรื่องของ ESG (Environment, Social and Governance) ค่อนข้างสำคัญ ในทั้ง 3 ด้าน เรามุ่งเรื่องของ Environment หรือสิ่งแวดล้อม เป็นอันดับต้น ๆ เพราะเรามีโรงงานที่เป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ของประเทศ

ฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียในระบบห่วงโซ่การผลิต มีการทำงานร่วมกับหลาย ๆ ภาคส่วนเพื่อจัดการของเสียในโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเราต้องตระหนักว่าในการผลิตของเราทำอย่างไรจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด มีการหาแพ็กเกจจิ้งใหม่ ๆ การจัดการน้ำเพราะเรามีการใช้ปริมาณน้ำจำนวนมากในการผลิต ตั้งแต่การเลี้ยงปศุสัตว์ การปลูกพืช ไปจนถึงการแปรรูป

นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการในเรื่องการจัดการคาร์บอนฟุตพรินต์เรามีการทำโรดแมปไปสู่ Carbon neutrality และ Net zero ในอนาคต ส่วนด้าน social หรือสังคม เราให้ความสำคัญกับ stakeholder engagement อย่างมาก เราทำงานร่วมกับอีโคซิสเต็มเพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในสังคม

ส่วน Governance นอกจากธรรมาภิบาลแล้ว เราก็ต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการเทคโนโลยี หานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราให้ได้คุณภาพ นอกจากนี้เราก็ต้องมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหาร และโปรตีนด้วย

“อย่างไรก็ตาม ผมมองว่า ในบริบทของเบทาโกรวันนี้ การนำเอาเรื่อง ESG มาปฏิบัติ ต้องเป็นวิธีการที่ทำให้องค์กรของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการเติบโตมากขึ้น และมีความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย”