เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไชน่า ช็อก 2.0 สะเทือนโลก
World ไชน่า ช็อก 2.0 สะเทือนโลก
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (22 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.7% อยู่ที่ 66,589 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (22 ก.ค. 69) ขยับขึ้น 1.7% อยู่ที่ 66,589 เหรียญสหรัฐ
‘ดารา’ หนีตายทีวีซบเซา เดบิวต์เป็นอินฟลู-ไลฟ์ขายของ รับเงินไว รายได้สูง
Business ‘ดารา’ หนีตายทีวีซบเซา เดบิวต์เป็นอินฟลู-ไลฟ์ขายของ รับเงินไว รายได้สูง
พยากรณ์อากาศ (22 ก.ค. 69) เตือนทั่วไทยฝนเพิ่ม เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
News พยากรณ์อากาศ (22 ก.ค. 69) เตือนทั่วไทยฝนเพิ่ม เหนือ-อีสาน-ตะวันออก ฝนตกหนักบางแห่ง
กทม. รื้อใหญ่อัตราภาษีที่ดิน ดัดหลังเศรษฐีปลูกกล้วย-มะนาว
Real Estate กทม. รื้อใหญ่อัตราภาษีที่ดิน ดัดหลังเศรษฐีปลูกกล้วย-มะนาว
Take Toys ปั้น IP สัญชาติไทย ส่งตุ๊ตาชิงตลาดแคแร็กเตอร์
Business Take Toys ปั้น IP สัญชาติไทย ส่งตุ๊ตาชิงตลาดแคแร็กเตอร์
MAZDA6e สวยสะดุด ขับดีเกินคาด
Automotive MAZDA6e สวยสะดุด ขับดีเกินคาด
DKSH ชูโลจิสติกส์สีเขียว ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชูโลจิสติกส์สีเขียว ยกระดับห่วงโซ่อุปทานสาธารณสุข
ตระกูลใหญ่แย่งซื้อ ‘รอยัลออคิดเชอราตัน’
Finance ตระกูลใหญ่แย่งซื้อ ‘รอยัลออคิดเชอราตัน’
วาระใหญ่รอประธานใหม่ กสทช. รื้อมติดีลยักษ์มือถือ ?
Politics วาระใหญ่รอประธานใหม่ กสทช. รื้อมติดีลยักษ์มือถือ ?
ดูทั้งหมด

รัฐบาลจีนเผชิญปัญหาท้าทาย “โรงงานซอมบี้” ในอุตฯรถยนต์

11 เม.ย. 2567 | 10:15น.
car
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

อุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนกำลังผงาดขึ้นเป็นอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของประเทศ และสร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า “รถอีวี” จากประเทศจีนกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุดที่คุกคามต่อส่วนแบ่งการตลาดของค่ายรถยักษ์ใหญ่แต่เดิมในแทบทุกตลาดรถยนต์สำคัญของโลก

เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ยอดส่งออกรถยนต์จากจีนพุ่งขึ้นกลายเป็นอันดับหนึ่งของโลก ในเวลาเดียวกับที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศจีนก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่งผลให้จีนกลายเป็นประเทศที่ผลิตรถยนต์ออกมามากที่สุดในโลกไปด้วยเช่นเดียวกัน

ดู ๆ แล้วอุตสาหกรรมรถยนต์จีนกำลังอยู่ในภาวะสดใส มีอนาคตไกลที่สุดมากกว่าอีกหลาย ๆ ภาคอุตสาหกรรม แต่ในความเป็นจริงกำลังซุกซ่อนปัญหาท้าทายที่แม้แต่ “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีนเองยังยอมรับว่า ต้องแก้ให้ตก หากต้องการให้เศรษฐกิจจีนพลิกฟื้นขึ้นมาอย่างเต็มตัวในอนาคต

ตามข้อมูลของออโตโมบิลิตี บริษัทที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ เมื่อปี 2023 จีนผลิตรถยนต์ได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 30.1 ล้านคัน ทำสถิติมากกว่าระดับที่เคยผลิตได้มากที่สุดซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2017 ซึ่งผลิตได้ 28.9 ล้านคัน ลงได้อย่างงดงาม

ปัญหาก็คือ ยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่งประเภทที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าหรือรถอีวีแทบทั้งสิ้น ภายใต้การสนับสนุนและส่งเสริมแบบครบวงจรจากภาครัฐ อุตสาหกรรมรถอีวีของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว บดบังปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนอยู่ในเวลานี้

เมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดของยอดรวมการผลิตรถยนต์ของจีนสำหรับตลาดภายในประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า จีนผลิตรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนสันดาปภายใน หรือรถที่ใช้น้ำมันแบบดั้งเดิม ออกมาเพียง 17.7 ล้านคัน ลดลงถึง 37% จากที่เคยผลิตได้มากถึง 28.3 ล้านคันในปี 2017

ข้อเท็จจริงก็คือ ยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันในจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับยอดขายรถอีวีที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จนเมื่อถึงปี 2023 ยอดขายรถอีวีในจีนก็กินส่วนแบ่งของตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในจีนไปมากกว่า 30%

ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในประเทศจีน แทบจะเรียกได้ว่าล่มสลายไปในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง

คำถามก็คือ แล้วจะทำอย่างไรกับโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีอยู่หลายร้อยโรงงานทั่วประเทศจีน ที่จู่ ๆ ก็ไม่อาจดำเนินการผลิตได้ เพราะผลิตไปก็ขายไม่ได้อีกต่อไป และจะทำอย่างไรกับแรงงานจำนวนมหาศาลที่คุ้นเคยอยู่กับระบบการผลิตแบบโลว์เอนด์ในโรงงานที่กลายเป็น “ส่วนเกิน” เหล่านี้

นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมไปถึงบรรดานักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ระบุตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ไม่เพียงสร้างปัญหาให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ ทั้งที่เป็นโรงงานต่างชาติในจีน และโรงงานของจีนที่ได้รับการหนุนหลังจากภาครัฐเท่านั้น

แต่ยังจะก่อปัญหาร้ายแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมสำหรับจีนในระยะยาวขึ้นมาอีกด้วย

สี จิ้นผิง กล่าวไว้ในที่ประชุมเพื่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ยอมรับว่า สิ่งที่น่ากังวลในเวลานี้ก็คือ “สภาวะที่บางอุตสาหกรรมมีกำลังการผลิตส่วนเกิน” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความยุ่งยากและท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข

บางโรงงานถูกปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปเป็นเพื่อการผลิตอีวี บางแห่งเปลี่ยนเป้าจากตลาดภายในประเทศเป็นการผลิตเพื่อส่งออก แต่กระนั้นก็ยังมีอีกหลายร้อยโรงงานที่กลายเป็นส่วนเกินแบบที่ถูกเรียกว่าเป็น “โรงงานซอมบี้” ไปในที่สุด

“จิน เค่อหยู” รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิคส์ ชี้ว่า ปัญหาร้ายแรงที่สุดก็คือ จีนจะทำอย่างไรกับแรงงานจำนวนมากในโรงงานซอมบี้เหล่านี้ ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า

แน่นอนการเพิ่มทักษะแรงงาน เพิ่มศักยภาพให้แรงงานเหล่านี้สามารถรองรับงานในโรงงานไฮเอนด์ได้ เป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่ใช้สำหรับแก้ปัญหานี้ไม่ได้ในจีน

อุปสรรคที่แท้จริงที่ทำให้แรงงานในโรงงานผลิตรถยนต์แบบเดิมไม่สามารถโยกย้ายไปทำงานกับโรงงานผลิตอีวีได้ ก็คือ ระบบการขึ้นทะเบียนครัวเรือน หรือระบบทะเบียนราษฎรของจีน ที่ไม่ยอมให้ครอบครัวของแรงงานได้สิทธิในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และบริการพื้นฐานของภาครัฐได้ในกรณีที่โยกย้ายประเมินกันว่า ระบบดังกล่าวนี้ปิดกั้นโอกาสการย้ายถิ่นของคนจีนไม่น้อยกว่า 400 ล้านคน

แล้วก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม แม้ว่าอุตสาหกรรมอีวีจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้กลับลดลง หลังจากทำสถิติไว้สูงสุด 5 ล้านคนเมื่อปี 2018 แล้วก็ลดลงอย่างต่อเนื่องปีละราว 500,000 คน

“ไชน่า เลเบอร์ บุลเลติน” องค์กรไม่แสวงกำไรเพื่อผู้ใช้แรงงานในฮ่องกง ระบุว่า ยิ่งมีโรงงานปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งมีการชุมนุมประท้วงเกิดถี่ยิบขึ้นตามมา ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บรรดาแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อเหตุหยุดงานประท้วงขึ้นมากกว่า 60 ครั้ง

เพื่อดึงดูดความสนใจจากรัฐบาลกลางของจีนที่ปักกิ่งให้เข้ามาแก้ปัญหาอย่างจริงจังนั่นเอง