เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

จดหมายแห่งอนาคต (22) หรือรัฐจะคุม Data เสียเอง

23 พ.ย. 2560 | 17:51น.

ถึงลูกพ่อ

ในตอนที่แล้วพ่อเล่าให้ฟังว่า ในยุคของพ่อ รัฐบาลต่าง ๆ กำลังเริ่มเกรงกลัวบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ผงาดขึ้นมามีอำนาจในทางเศรษฐกิจ และทำการรับมือกับบริษัทเหล่านี้ด้วยวิธีการสามรูปแบบ คือ ล่า (ให้จ่ายภาษี) กำกับ และเข้าแทรกแซง

กำกับการใช้ data

ในฉบับที่แล้ว เราคุยกันถึงเรื่องการล่าภาษี แต่นั่นเป็นเพียงมิติเดียว ทุกวันนี้ความเรืองอำนาจของบริษัทดิจิทัลทำให้รัฐบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุโรป เริ่มคิดหาวิธีกำกับดูแลยักษ์ดิจิทัลเหล่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการนำ data ของคนไปใช้ ที่ส่วนใหญ่เรียกว่าสามารถเอาไปใช้ได้อย่าง “ฟรี” โดยพวกเราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเปิดข้อมูลอะไรไปบ้าง แล้วถูกนำไปใช้อะไรบ้าง

เพื่อเป็นการตอบโต้เทรนด์นี้ ทางกลุ่มรัฐบาลยุโรปจึงออกกฎหมายที่ชื่อ GDPR (General Data Protection Regulation) ขึ้นมาเพื่อคุ้มครอง “เจ้าของ data” อย่างพวกเราทุก ๆ คนมากขึ้น โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีที่เอาข้อมูลดิจิทัลของเราไปใช้ ต้องเปิดให้เราเข้าไปดูได้ว่า data อะไรของเราที่ถูกนำไปใช้บ้าง ใช้เพื่ออะไร และเราต้องสามารถขอถอนคำยินยอมให้ใช้ data ได้อย่างง่ายดายด้วย

แต่พอเห็นเช่นนี้ ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอแนะให้เพิ่มไปอีกขั้น ว่าทำไมเราไม่ลองเปลี่ยนความคิดใหม่ มองคนทุกคนว่าเป็นเสมือน “ร้านค้า data ของตัวเอง” คือ มีสิทธิ์เลือกเองว่าจะ “ขาย” ข้อมูลของตนให้กับบริษัทดิจิทัลหรือไม่ หรือจะเปิดข้อมูลของตัวเองให้แค่ไหน ในราคาใด โดยทุกคนอาจมี “บัญชีข้อมูลส่วนบุคคล” (personal data account) ที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ของตนไว้แยกเป็นกลุ่ม ๆ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ อายุ เพศ ไปจนข้อมูลทางพฤติกรรมเชิงลึกที่ได้จาก social media โดยกูรูอย่าง Don Tapscott เคยเสนอว่า ข้อมูลอาจถูกเก็บด้วยระบบ blockchain และแต่ละคนจะต้องมี private key ของตนเองถึงจะเปิดข้อมูลบางส่วนได้ เพราะจะปลอดภัยกว่าระบบฐานข้อมูลกลางที่หากถูกแฮกแล้วจะเห็นและดูดข้อมูลไปได้ทั้งหมด

รัฐยึด data เท่ากับรัฐยึดอำนาจ?

แต่พ่อว่านอกจากการกำกับดูแลแล้ว บางรัฐบาลอาจมองว่าจะลดอำนาจของบริษัทดิจิทัลพวกนี้ไปทำไม สู้ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่มี โดยนำมาเพิ่มอำนาจให้กับรัฐไม่ดีกว่าหรือ เหมือนที่สุภาษิตฝรั่งเรียกว่า If you can’t beat them, join them. (หากปราบหรือเอาชนะเขาไม่ได้ ก็ร่วมกับเขาเลยดีกว่า)

หากมองในแง่ดี การที่รัฐบาลร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีก็อาจจะมีประโยชน์มหาศาล เพราะหากสิ่งนี้นำมาสู่การพัฒนาประสิทธิภาพและประสิทธิผลของนโยบาย ข้อมูลจาก social media อาจช่วยทำให้ตรวจพบการก่อการร้ายได้เร็วขึ้น ข้อมูลเรื่องการเจ็บป่วยของคนอาจทำให้เจอต้นตอของโรคระบาดได้ก่อนจะแพร่กระจาย จนไปถึงข้อมูลการใช้จ่ายที่อาจช่วยให้การติดตามประเมินผลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น ช็อปช่วยชาติ บัตรสวัสดิการภาครัฐ ว่าได้ผลจริงหรือไม่อย่างไร

แต่ในช่วงที่พ่อเขียนจดหมายนี้อยู่ เริ่มมีหลายคนกลัว “ด้านมืด” ของ data ว่า รัฐบาลบางประเทศอาจเข้าไปแทรกแซง หรือจับมือบริษัทยักษ์ใหญ่ดิจิทัล เพื่อใช้ในการแทรกแซงและควบคุมประชาชนในแบบหนัง sci fi หลายเรื่อง อย่างเช่น ซีรีส์ Black Mirror หรือ The Circle ที่เพิ่งออกฉายมาในปีที่พ่อเขียนจดหมายนี้พอดี

ตัวอย่างหนึ่ง คือ ในกรณีประเทศจีน มีข่าวว่ารัฐบาลพยายามเข้าไปซื้อหุ้นในยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของจีน ในช่วงเดียวกันนั้นก็มีข่าวออกมาว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของแอปยอดฮิตของจีนอาจถูกแชร์ให้กับทางรัฐบาลจีน จึงไม่แปลกเลยที่คนเริ่มกลัวแผนของรัฐบาลจีนที่จะพัฒนาระบบการให้คะแนนประชากรแต่ละคน หรือ social credit scoring (SCS) โดยใช้เทคโนโลยี big data จากข้อมูลพฤติกรรมของแต่ละคน โดยแผนนี้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 และในปี 2015 ธนาคารกลางของจีนได้มีการมอบหมายให้บริษัทเอกชน 8 ราย ทำการทดลองพัฒนาระบบ SCS นี้

สิ่งที่คนเป็นห่วงที่สุด นอกจากเรื่องความเป็นส่วนตัวที่จะละลายหายไปแล้ว ก็คือการที่ตัวแปรที่ใช้กำหนด SCS บางตัวอาจถูกนำมาใช้เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลได้ เช่น หากเราเคยเขียนบ่นรัฐบาลใน social media หรืออ่านไลก์บทความที่เขียนวิจารณ์รัฐบาลทางลบบ่อย ๆ แล้ว จะมีผลทำให้ SCS ของเราต่ำลงไหม ? หากเราเล่นเกมหรือช็อปปิ้งออนไลน์นานไปจะถูกมองว่าเราไม่ขยันหรือไม่ ? หรือแม้แต่เกิดมาในลักษณะครอบครัวบางรูปแบบอาจทำให้คะแนนเราต่ำตั้งแต่เกิดไหม ?

และที่คนกลัวก็คือ หากคะแนน SCS เราต่ำทั้งหมด อาจมีผลต่อทุก ๆ ด้านในชีวิตเราไม่ใช่แต่เรื่องการขอสินเชื่อ แต่อาจมีผลแม้แต่การขอทุนการศึกษา การทำพาสปอร์ต หรือแม้แต่การหาคู่ จนทำให้เกิดสังคมที่คนยึดอยู่กับตัวเลข (ยิ่งกว่าเก่า) ซึ่งจะทำให้การยึดอำนาจทางการเมืองและลิดรอนสิทธิเสรีของประชาชนเกิดได้โดยง่าย

คานอำนาจด้วยข้อมูล

หากภาครัฐหันมาจับมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่าง ๆ จริง ก็อาจมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยงด้วยเช่นกัน พ่อจึงคิดว่าหากรัฐมีอำนาจมากขึ้นจากการเข้าถึง data ของประชาชน เราก็ยิ่งควรผลักดันให้รัฐ “เปิด” ข้อมูลของตนให้กับประชาชนมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยไม่ใช่แค่เปิดเพียงการโยนข้อมูลต่าง ๆ ขึ้นไปกอง ๆ กันในเว็บ แล้วให้คนเข้าไปหาเอาเอง แต่ต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลและเอกสารต่าง ๆ (ที่ไม่ใช่เรื่องลับหรือเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติจริง ๆ) เพื่อให้การตรวจสอบประเมินผลภาครัฐโดยภาคประชาชนนั้นง่ายขึ้นเป็นพื้นฐานนำไปสู่การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยิ่งสำคัญขึ้นในยุคของ data

พูดอีกอย่างก็คือ หาก data คืออำนาจในยุคใหม่จริง การถ่วงดุลอำนาจก็อาจต้องทำด้วย data เช่นกัน หากรัฐใดคิดเอาแต่ข้อมูลประชาชนโดยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลของตนเองกลับคืน ย่อมเป็นตัวแปรสำคัญที่บ่งบอกเราว่ารัฐบาลนั้นคิดว่าอำนาจควรอยู่ที่ใคร

พ่อหวังว่าวันที่ลูกอ่านจดหมายนี้ รัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกจะเลือกใช้ data เพื่อเพิ่มพลังให้กับประชาชนมากกว่าตนเอง บริษัทยักษ์ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจเท่านั้น

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (1) ตอน : ลงทุนกับลูกให้ทันโลก 4.0

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (2) ตอน : การศึกษากับโลกเทคโนโลยี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (3) ตอน : มหาวิทยาลัยจะอยู่หรือไป

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (4) ฤๅโลกมหาวิทยาลัยจะเดินตามโลกดนตรี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (5) “รถไฟ” แห่งเทคโนโลยีกับผู้ถูกทิ้งไว้ที่ “ชานชาลา”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (6) MOOC เป็นตั๋วให้ผู้ตกขบวนรถไฟได้หรือไม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (7) พิษร้ายความไม่เท่าเทียมกับการต่อต้านโลกาภิวัตน์

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (8) เคล็ดการเรียนรู้ตลอดชีพ

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (9) การเสื่อมอำนาจของอเมริกาและอนาคตการค้าโลก

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (10) กับดัก Kindleberger “จีน” เป็นผู้นำใหม่แทน “อเมริกา” ได้ไหม ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (11) ภาพร่างโลกาภิวัตน์ลายมังกร

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (12) ทำไมโครงการรถไฟ “ไฮสปีด” อาจเดินหน้าแบบ “สโลโมชั่น”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (13) อุปสรรคสู่ทางสายไหมของจีน

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (14) ยุคของอเมริกาเสื่อมลงแล้ว ดอลลาร์จะเสื่อมลงหรือยัง ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (15) “หยวน” ขึ้นบัลลังก์แทน “ดอลลาร์” ได้หรือไม่ ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (16) แบงก์ชาติยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุคเงินดิจิทัล

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (17) ธนาคารพาณิชย์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในยุคเงิน Cryptocurrency

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (18) ยุคแห่ง Data กับโลกาภิวัตน์โฉมใหม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (19) เปิดประตูยุคแห่งการล่า Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (20) เปลี่ยนขั้วอำนาจในยุค Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (21) เมื่อรัฐเริ่มล่ายักษ์…(แห่งเทคโนโลยี)