เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ดูทั้งหมด

จดหมายแห่งอนาคต (23) คุมหรือปล่อย ถอดรหัสการกำกับฟินเทคของสิงคโปร์

07 ธ.ค. 2560 | 18:48น.

โดย สันติธาร เสถียรไทย [email protected]

ถึงลูกพ่อ

พ่อเพิ่งไปงานฟินเทคเฟสติวัล (Fintech Festival) ของสิงคโปร์มา ซึ่งว่ากันว่าเป็นงานฟินเทคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว มีคนเข้าร่วมงานถึง 250,000 คน จาก 100 กว่าประเทศ ทั้งนักลงทุน กองทุน VC ฟินเทคขนาดเล็กใหญ่ และผู้วางนโยบาย

สิ่งหนึ่งที่พ่อสนใจนอกจากการไปรับรู้และศึกษาเทรนด์ทางการเงินใหม่ ๆ แล้วก็คือ การได้ไปเรียนรู้ว่าทางธนาคารกลางของสิงคโปร์ หรือ MAS นั้น มีแนวทางในการกำกับฟินเทคที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเปลี่ยนแปลงพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลาราวกับ “น้ำ” ที่จับต้องได้ยาก อย่างไรบ้าง

กรณีของสิงคโปร์นั้น มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะสิงคโปร์ต้องการจะรักษาไว้ซึ่งความเป็นศูนย์กลางทางการเงินในยุคปัจจุบันของภูมิภาค ที่ต้องคุมความเสี่ยงต่าง ๆ ให้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันสิงคโปร์ก็ต้องการก้าวไปสู่การเป็น ศูนย์กลางทางการเงินแห่งวันพรุ่งนี้ ด้วยการสนับสนุนฟินเทคซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการก้าวไปสู่การเป็น smart nation และเป็น “future-ready society” หรือสังคมที่พร้อมกับอนาคตดังที่ผู้นำได้วาดภาพไว้ ดังนั้น การหาจุดสมดุลจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

Unbundling approach

จากกำกับองค์กรมากำกับกิจกรรม

ส่วนหนึ่งที่พ่อว่าน่าสนใจที่สุด ที่ผู้ว่าการ MAS ได้กล่าวไว้ในงานฟินเทคคือ การยอมรับว่าฟินเทคได้ทำให้เกิดการ unbundling เกิดขึ้น คือ องค์กรที่ให้บริการทางการเงินอาจไม่ใช่สถาบันการเงินอีกต่อไป และโฉมหน้าของสถาบันการเงินเองอาจเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถตัดแบ่งเป็นธนาคาร ตลาดทุน หรือธุรกิจประกัน ได้อย่างชัดเจน

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท e-Wallet/ e-Money อาจกลายเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเงินและชำระเงิน และบางครั้งอาจมีเงินในบัญชีมากไม่แพ้เงินฝากของแบงก์ นอกจากนี้ Yu E Bao ของ Alibaba / Ant Financials ยังนำเทรนด์ด้วยการนำเงินสะสมเหล่านี้ไปลงทุนในตราสารการเงินระยะสั้น เพื่อให้ “ผู้ฝาก” ได้ดอกเบี้ย ทำให้ Yu E Bao กลายเป็นกองทุน money market ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยที่ไม่ได้เป็นธนาคารด้วยซ้ำ นี่ยังไม่รวมถึงการที่บริษัท e-Commerce สามารถพัฒนาทำ credit scoring จากข้อมูลทางพฤติกรรมของบริษัทที่ขายของบนแพลตฟอร์มของตน แล้วปล่อยสินเชื่อให้ SMEs ได้อีก เหมือนเช่นที่ Ant Financials ได้ทำนำร่องไว้แล้ว

การควบคุมและดูแลจึงไม่สามารถทำได้จากการดูว่าคนทำนั้นเป็นใคร แต่ต้องดูว่ากิจกรรมทางการเงินที่ทำอยู่คืออะไร และมีความเสี่ยงอะไรที่ตามมาบ้าง ดังนั้น รูปแบบการกำกับดูแลกิจกรรมการเงินแบบเก่าที่แบ่งตามประเภทสถาบันการเงินอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป แต่อาจต้องปรับด้วยการ unbundling และตีกรอบใหม่เช่นกัน

เปิดหมดถ้าไม่ได้บอกว่าปิด (negative list approach)

แม้ว่าทางธนาคารกลางสิงคโปร์จะไม่ได้ใช้คำนี้ชัดเจน แต่เท่าที่พ่อเข้าใจ วิธีการกำกับฟินเทคของรัฐบาลสิงคโปร์นั้นเป็นแบบ negative list คือ ตั้งค่าศูนย์ (default) ไว้ที่การเปิดให้ทำกิจกรรมทางการเงินได้หมด ยกเว้นกิจกรรมที่รัฐบาลกำหนดเป็นลิสต์ไว้ว่าห้ามทำ (หรือต้องทำในกรอบที่วางไว้) แทนที่จะเป็น positive list คือ ห้ามทำทุกกิจกรรม ยกเว้นกิจกรรมที่รัฐบาลกำหนดเป็นลิสต์ไว้ว่าอนุญาตให้ทำได้ ซึ่งรูปแบบของการจัดทำลิสต์รายการเช่นนี้ดูเหมือนเป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่มีความสำคัญอย่างมาก

เพราะแนวทางการกำกับเช่นนี้เหมาะกับธุรกิจที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นการเปิดให้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาได้ เพราะรัฐบาลรู้ตัวว่าไม่มีทางจะรู้ไปก่อนภาคเอกชนได้ว่าจะมีธุรกรรมฟินเทคใหม่อะไรเกิดขึ้นมาบ้าง จึงต้องเปิดกว้างให้ทำได้ไว้ก่อน แล้วหากกิจกรรมใดส่งผลกระทบ จึงค่อยออกข้อกำหนดเป็นรายการกิจกรรมที่ห้ามทำหรือทำได้ภายใต้เงื่อนไขตามมาภายหลัง

ยกตัวอย่างในเรื่องของการระดมทุนแบบ Initial Coin Offering (ICO) ที่กำลังฮอตอยู่ในปัจจุบัน ที่ไม่ต้องให้หุ้นหรือออกตราสารหนี้ แต่ออกเป็น “token” ที่ใช้ใน ecosystem นั้น ๆ เปรียบเสมือนการออก “คูปอง” ที่ใช้ในสวนอาหารก่อนที่ “สวนอาหาร” จะสร้าง หากนักลงทุนเชื่อว่าสวนอาหารนี้จะทำมาค้าขึ้นมาก ๆ จนคนแย่งกันซื้อคูปองที่มีจำกัด มีตลาดรองช่วยดันราคาให้สูงขึ้นไป นักลงทุนก็ย่อมอยากจะซื้อคูปองเหล่านั้นไว้ล่วงหน้า เจ้าของสวนอาหารก็จะได้เงินทุนมาใช้ในการก่อสร้างสวนอาหารต่อไป ซึ่งถือเป็นช่องทางใหม่ในการระดมทุนจากมวลชนที่ใช้ “สัญญาอัจฉริยะ (smart contract)” ในการบังคับใช้สัญญาต่าง ๆ อย่างอัตโนมัติไม่ต้องมีตัวกลางทุกขั้นตอน

ธนาคารกลางบางแห่งใช้วิธี “ปิดไว้ก่อน (positive list)” เช่น ในประเทศจีน รัฐบาลได้ออกมาห้ามทำ ICO แต่ในบางประเทศ เช่น สิงคโปร์เปิดช่องให้ทำได้ แต่ต้องให้การศึกษาและให้ความรู้แก่นักลงทุน ส่วนทางธนาคารกลางญี่ปุ่นนั้นถึงขนาดช่วยส่งเสริม โดยการอนุมัติให้มีตลาด exchange ของ cryptocurrency ได้หลายแห่งและยังใช้ bitcoin ได้ตามกฎหมาย ประเทศไทยเองก็ดูเหมือนว่า ก.ล.ต.จะเลือกใช้แนวทางคล้ายกับสิงคโปร์ในเรื่องเช่นเดียวกันนี้

ทดลอง ศึกษาความเสี่ยง เปิดเผยแลกเปลี่ยน

แน่นอนว่าหากมีการเปิดให้ทำกิจกรรมทางการเงินที่รัฐบาลไม่คุ้น สิ่งที่ต้องเกิดตามมาก็คือการ ทดลอง ศึกษา ให้รู้จักกิจกรรมการเงินใหม่ ๆ และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ตีกรอบปิดความเสี่ยงได้ทันท่วงที หัวข้อที่ 3 นี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน

ในตัวอย่างของ blockchain และ cryptocurrency ทางธนาคารกลางของสิงคโปร์ได้มีการศึกษาและทดลองใช้เทคโนโลยี blockchain ในการชำระและยืมเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์ ในชื่อโครงการ Project Ubin ที่ทำไปแล้วสองเฟส ซึ่งเราเคยคุยกันไปแล้วในฉบับก่อน ๆ แต่ที่พ่อเพิ่งรู้ก็คือ ทางรัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะเปิด source code ของโครงการนี้ เพื่อให้คนสามารถนำไปศึกษา ลองทำ และพัฒนาต่อไปได้ โดยทางตัวผู้ว่าการได้พูดไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ว่าโครงการทดลองจะประสบผลสำเร็จพอสมควร แต่เขายังเชื่อว่าอาจมีคนช่วยคิดต่อให้สามารถพัฒนาไปได้มากกว่านี้ จึงเปิดกว้างให้คนอื่นเข้ามาช่วยศึกษา พัฒนา ต่อยอด ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนบทเรียนกับธนาคารกลางอื่น ๆ ที่มีการศึกษาในเรื่องคล้ายกัน เช่น ธนาคารกลางของแคนาดา ด้วย

เมื่อทางคนกำกับเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมการเงินนั้น ๆ ดีแล้ว จึงเริ่มปิดช่องทางความเสี่ยงเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ใช้วิธีการ “บีบ” จนกิจกรรมการเงินนั้น “ขาดอากาศตาย” ไป เช่น ในตัวอย่างของ ICO แม้จะเปิดให้ทำได้ แต่ทางการสิงคโปร์ก็คุมเข้มในเรื่องความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยกำหนดให้ตลาด crypto exchanges ต่าง ๆ ต้องทำ KYC (know your customer) อย่างละเอียดและติดตามได้

นอกจากนี้ ยังต้องมีการคอยให้การศึกษากับนักลงทุนรายย่อยต่าง ๆ ที่อาจขาดความเข้าใจเรื่องความเสี่ยงในการลงทุนใน ICO ในปัจจุบัน ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้แปลว่าสิงคโปร์ทำถูกทั้งหมด แต่พ่อคิดว่าปรัชญาในการกำกับฟินเทคของสิงคโปร์ที่พยายามรักษาสมดุลระหว่างการสร้างนวัตกรรมและลดความเสี่ยง เพื่อความเป็นผู้นำศูนย์กลางทางการเงินในยุคใหม่นั้นน่าสนใจ และอาจเป็นบทเรียนเพื่อช่วยพัฒนาฟินเทคในบ้านเราให้ไปได้ไกลยิ่งขึ้นอย่างไม่ตกขบวนรถ

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (1) ตอน : ลงทุนกับลูกให้ทันโลก 4.0

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (2) ตอน : การศึกษากับโลกเทคโนโลยี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (3) ตอน : มหาวิทยาลัยจะอยู่หรือไป

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (4) ฤๅโลกมหาวิทยาลัยจะเดินตามโลกดนตรี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (5) “รถไฟ” แห่งเทคโนโลยีกับผู้ถูกทิ้งไว้ที่ “ชานชาลา”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (6) MOOC เป็นตั๋วให้ผู้ตกขบวนรถไฟได้หรือไม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (7) พิษร้ายความไม่เท่าเทียมกับการต่อต้านโลกาภิวัตน์

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (8) เคล็ดการเรียนรู้ตลอดชีพ

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (9) การเสื่อมอำนาจของอเมริกาและอนาคตการค้าโลก

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (10) กับดัก Kindleberger “จีน” เป็นผู้นำใหม่แทน “อเมริกา” ได้ไหม ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (11) ภาพร่างโลกาภิวัตน์ลายมังกร

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (12) ทำไมโครงการรถไฟ “ไฮสปีด” อาจเดินหน้าแบบ “สโลโมชั่น”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (13) อุปสรรคสู่ทางสายไหมของจีน

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (14) ยุคของอเมริกาเสื่อมลงแล้ว ดอลลาร์จะเสื่อมลงหรือยัง ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (15) “หยวน” ขึ้นบัลลังก์แทน “ดอลลาร์” ได้หรือไม่ ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (16) แบงก์ชาติยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุคเงินดิจิทัล

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (17) ธนาคารพาณิชย์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในยุคเงิน Cryptocurrency

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (18) ยุคแห่ง Data กับโลกาภิวัตน์โฉมใหม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (19) เปิดประตูยุคแห่งการล่า Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (20) เปลี่ยนขั้วอำนาจในยุค Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (21) เมื่อรัฐเริ่มล่ายักษ์…(แห่งเทคโนโลยี)

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (22) หรือรัฐจะคุม Data เสียเอง