เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 79,908 เหรียญสหรัฐ
Uncategorized ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 79,908 เหรียญสหรัฐ
สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
Biz Movement สาวงามจาก “โดมินิกัน” คว้า Miss World 2026 ‘น้ำผึ้ง กานต์ธีรา’ ทำดีที่สุดแล้วไม่ผ่านเข้ารอบ
งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
Biz Movement งามเป็นแก้วเป็นแสง “โอปอล สุชาตา” อำลา Miss World 2025 ในชุดผ้าไหมไทยจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
ดูทั้งหมด

จดหมายแห่งอนาคต (25) รวม 10 ไอเดียเตรียมสู่อนาคต

29 ธ.ค. 2560 | 21:55น.

โดย สันติธาร เสถียรไทย [email protected]

ถึงลูกพ่อ

หากลูกทนอ่านจดหมายของพ่อจนถึงฉบับนี้ พ่อคงดีใจมาก พ่อได้เริ่มเขียนจดหมายมาตั้งแต่ลูกคนหนึ่งมีอายุขวบกว่า ๆ ส่วนอีกคนหนึ่งเพิ่งจะเกิด ไป ๆ มา ๆ เราคุยกันมาถึงกว่ายี่สิบฉบับแล้ว ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยี จนลูกอาจจะลืมไปบ้างแล้ว ว่ามีไอเดียอะไรที่พ่อได้เขียนถึงบ้าง พ่อจึงจะสรุปให้ฟังในจดหมายฉบับนี้ภายใน 10 ข้อ

โลกาภิวัตน์ที่คุ้นเคยกำลังถดถอย

แม้ว่าการค้าโลกจะฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็คงไม่กลับไปรุ่งเรืองเหมือนดังแต่ก่อน โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรม ด้วยสองสาเหตุ คือ หนึ่ง-เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้เราไม่มีความจำเป็นต้องกระจายห่วงโซ่ การผลิตสินค้าแต่ละชิ้นไปหลายประเทศ การใช้แรงงานในการผลิตแต่ละกระบวนการน้อยลง โดยการผลิตจะหันไปตั้งอยู่ในประเทศที่มีตลาดใหญ่ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย

สอง-กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ในโลกตะวันตกจะไม่หายไป เพราะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่สะสมมานาน การเปิดเสรีทางการค้าใหม่ ๆ จะทำได้ยากขึ้น การกีดกัน การค้าอาจสูงขึ้น เศรษฐกิจโลกกำลังขาดผู้นำ และภาวะสุญญากาศนี้อาจทำให้การค้าโลกต้องถดถอยหนักไปกว่านี้ได้

พัฒนาประเทศด้วยอุตสาหกรรมยากขึ้น

ด้วยเหตุปัจจัยจากการที่กระแสโลกาภิวัตน์กำลังถดถอย ทำให้การพัฒนาประเทศโดยใช้ภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวนำอย่างที่ประเทศต่าง ๆ เคยใช้ รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น จะทำได้ยากมากขึ้น ทุกประเทศอยากและมียุทธศาสตร์ (“made in…”) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและส่วนแบ่งตลาดในการค้าโลกที่อาจโตช้าลง แต่ทุกประเทศจะเป็นผู้ชนะไม่ได้

ในวันนี้พ่อว่า เวียดนาม เป็นคลื่นลูกใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันด้านการค้าอุตสาหกรรมดีที่สุดในเอเชีย ขณะที่ประเทศอื่น ๆ รวมถึงไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายพอควร จากการที่ค่าแรงไม่ถูก และขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะฝีมือสูง

โลกาภิวัตน์ลายมังกรกำลังก่อกำเนิด

ภาพโลกาภิวัตน์ยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ภาพเดิม กำลังถูกวาดขึ้นโดยประเทศจีน นำโดยเส้นทางสายไหมสามประเภท แบบแรก คือ โครงการหนึ่งแถบหนึ่งทาง (belt and road initiative) ซึ่งมียุทธศาสตร์การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐของจีนเป็นตัวนำ

สอง คือ เส้นทางเชื่อมคน ซึ่งก็คือนักท่องเที่ยวจีนที่ออกสู่โลกมากขึ้น และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

และ สาม คือ “เส้นทางสายไหมดิจิทัล” ถนนที่ปูด้วย data นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีอย่าง Tencent และ Alibaba ที่ลงทุนกว้านซื้อบริษัทต่าง ๆ และขยายกิจการ e-Commerce รุกเข้ามาในตลาดภูมิภาคเอเชียได้อย่างรวดเร็ว

พ่อมองว่าเส้นทางสายไหมดิจิทัลนี้ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย ส่วนแผนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งทางคงต้องเดินแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะต้องเผชิญกับอุปสรรคไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น และอินเดีย ที่ต่างจะจับมือกันเพื่อคานอำนาจของจีน

โดยญี่ปุ่นและอินเดียเพิ่งจะร่วมกันประกาศ Asia Africa Growth Corridor เพื่อตอบโต้ BRI ของจีน หรือในประเทศเจ้าภาพเองก็ต้องดูว่าโครงการที่จีนอยากผลักดันให้เกิดขึ้นในประเทศของตนนั้น ตรงกับความต้องการทางเศรษฐกิจของตนหรือไม่

ยิ่งถ้ามีประเทศญี่ปุ่นพร้อมเข้ามาแข่งขันลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ด้วยแล้ว ประเทศเล็กยิ่งต้องใช้โอกาสนี้ผลักดันให้เกิดโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับคนและประเทศของตนให้ได้มากที่สุด

เงินหยวนผงาด แต่ยังไม่อาจแทนที่ดอลลาร์

การผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกของจีนก็เป็นการปูให้เงินหยวนก้าวสู่บัลลังก์การเงินโลกด้วย แต่พ่อคิดว่า “ทาง” สายนี้ยาวและคดเคี้ยวมาก ด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า ในสมัยที่สหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจแทนสหราชอาณาจักร ยังต้องใช้เวลากว่า 50 ปี บวกกับการเกิดสงครามโลกด้วย กว่าที่เงินดอลลาร์จะก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แทนที่เงินปอนด์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่จะเป็นเงิน reserve currency ของโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

จีนอาจต้องเสียสละความสามารถในการควบคุมเงินตราในประเทศระดับหนึ่ง ต้องเปิดเสรีและพัฒนาตลาดการเงินขึ้นอีกมาก และต้องพร้อมสื่อสารนโยบายการเงินที่ชัดเจนให้กับโลกทั้งใบ

ทั้งนี้ พ่อคิดว่าจีนต้องการให้เงินหยวน “internationalize” หรือเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น เช่น อาจใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น และมีการกู้ยืมเป็นเงินหยวนมากขึ้น

แต่นั่นไม่ได้แปลว่าจีนจะเร่งรีบในการให้เงินหยวนก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แทนที่ดอลลาร์สหรัฐ พ่อจึงมองว่าหยวนคงมีความสำคัญขึ้นในระยะยาว เป็นเงินทางเลือกในระดับโลกอีกหนึ่งสกุลเช่นเดียวกับเยนญี่ปุ่นและยูโร แต่คงยังจะไม่มาแทนที่ดอลลาร์สหรัฐในเร็ววันนี้

โลกาภิวัตน์แห่ง data เปลี่ยนขั้วอำนาจมหาศาล

โลกาภิวัตน์ไม่ได้เปลี่ยนไปแค่เจ้าภาพ แต่หน้าตาก็เปลี่ยนไปด้วย ดูได้จากโลกแห่งการค้าสินค้าที่เคยเป็นหลัก กลายมาเป็นโลกแห่งการเชื่อมโยงของข้อมูล ที่เส้นแบ่งระหว่างของที่จับต้องได้กับของที่จับต้องไม่ได้ (ดิจิทัล) นั้นบางลง และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ก็นำมาซึ่งการพลิกขั้วอำนาจที่สำคัญ เพราะข้อมูลคือน้ำมันดิบของยุคนี้ (data is the new oil) ผู้ที่มีข้อมูลและเทคโนโลยีที่จะวิเคราะห์ big data จะเป็นผู้ชนะ เปรียบเสมือนบริษัทที่มีทั้งบ่อน้ำมันและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีที่ขุดเจาะน้ำมันขึ้นมาแปรรูปและใช้ได้เอง บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอำนาจจึงเปลี่ยนจากบริษัทน้ำมัน หรือการเงิน ไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี platform ซึ่งอาจแทบไม่มีสินทรัพย์ที่จับต้องได้ของตัวเองเลย เช่น Facebook, Airbnb และ Uber เป็นต้น

การแข่งขันเพื่อการล่า data ก็จะเกิดขึ้น เสมือนการล่าน้ำมันดิบที่คนรุ่นพ่อคุ้นเคยดี เพียงแต่การ “ขุด” หาข้อมูลนี้อาจถูกซ่อนอยู่ใต้ภาพการแข่งขันทางธุรกิจทั่วไป ดูเผิน ๆ แล้วอาจเหมือนบริษัทเรียกรถแข่งกัน แย่งส่วนแบ่งตลาดกันให้จัดโปรโมชั่น เหมือนบริษัท e-Commerce ลดแลกแจกแถมแข่งกันดึงลูกค้าเข้าร้านค้ากันเป็นปกติ แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง

คือ การพยายามให้ได้มาซึ่งข้อมูลฐานลูกค้าขนาดใหญ่ เพื่อนำไปสู่การให้บริการอื่น ๆ เช่น การเงินแบบเดียวกันกับที่ Alibaba และ Tencent ทำในจีน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่ภาคการค้าที่จะถูกกระทบ แต่ภาคการเงินก็ต้องเหลียวดูบริษัทดิจิทัลรายใหญ่ให้ดีเช่นกัน

รัฐบาลจะโต้กลับในยุคของ data

การล่า data และการผงาดขึ้นมาของบริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่ที่กำไรมหาศาล กำลังโผล่ขึ้นมาอยู่ในจอเรดาร์ของรัฐบาลต่าง ๆ มากขึ้นทุกวัน และรัฐจะไม่อยู่เฉยอย่างแน่นอน พ่อคิดว่ามีสามวิธีที่รัฐจะตอบโต้เทรนด์นี้

หนึ่ง คือหาทางให้บริษัทเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษีและจ่ายภาษีมากขึ้น เช่นที่เป็นประเด็นในยุโรปอยู่ในเวลาที่พ่อเขียนจดหมายนี้

สอง คือการออกกฎหมายมากำกับเพื่อให้ผู้บริโภค หรือ “เจ้าของข้อมูล” มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ทุกวันนี้เราเซ็นยินยอมให้บริษัทดิจิทัลใช้ข้อมูลของเราได้เต็มที่อย่างไม่รู้ตัว ขอสิทธิ์คืนยาก และไม่รู้ว่าผลตอบแทนที่เราได้จากการขายข้อมูล “ฟรี” นั้น คุ้มหรือไม่ ภาครัฐจึงอาจจำเป็นต้องออกนโยบายและกฎหมายมาคุ้มครองผู้บริโภค

แต่ในทางกลับกัน บางรัฐบาลก็อาจเข้าครอบครองและใช้ data เสียเอง บางรัฐบาลพูดถึงแม้กระทั่งการสร้าง social credit score โดยประชาชนแต่ละคนจะมีคะแนนทางสังคมตามพฤติกรรมทั้งในและนอกโลกออนไลน์ ซึ่งอาจมีผลต่อการขอสินเชื่อ จนไปถึงการหาคู่ออนไลน์ คำถามที่ตามมาก็คือ เราเชื่อมั่นรัฐ

ถึงขนาดที่จะให้มีอำนาจมากขนาดนั้นได้หรือ ? พ่อคิดว่าหากรัฐบาลอยากใช้ข้อมูลของประชาชนตรงนี้ ก็ต้องมาควบคู่กับการเปิดข้อมูลของรัฐให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้นเช่นกัน เป็นการ “เปิดเขาเปิดเรา” เพื่อใช้ data คานอำนาจและตรวจสอบรัฐบาลได้

Cryptocurrrency จะไม่หายไปไหนง่าย ๆ

อาจฟังดูเหมือนเป็นคนละประเด็น แต่แท้จริงแล้ว ความเชื่อถือหรือความไม่เชื่อถือในภาครัฐ คือ หัวใจของการเกิดขึ้นและการมีอยู่ของ cryptocurrency คือ ผู้ให้กำเนิด Bitcoin ได้สร้างระบบที่ไม่มีธนาคารกลางใดเป็นผู้ควบคุมเงิน ซึ่งวิธีการเช่นนี้สะท้อนถึงความไม่เชื่อถือในรัฐบาล และปรัชญาของ “การกระจายอำนาจ” (decentralized) ที่ฝังรากลึกอยู่

โดยปริมาณเงินที่อยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์จะขึ้นอยู่กับความต้องการเงินตราของคน และความสามารถที่ “นักขุด” บิตคอยน์ จะผลิตขึ้นมาได้เร็วแค่ไหน และเงินในระบบนี้จะยังมีจำนวนจำกัด เพื่อให้พ้องกับในยุคสมัยที่เงินตรายังผูกติดกับการขุดทองคำในอดีต จนบางครั้งมีคนเรียก Bitcoin ว่า “ทองดิจิทัล”

แม้วันนี้ราคา Bitcoin จะสูงมากจนผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คาดว่าเป็นฟองสบู่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่พ่อมองว่าต่อให้สิ่งนี้เป็นฟองสบู่และจะแตกได้

แต่ตราบใดที่ความไม่เชื่อมั่นในเงินที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ผลิตออกมาใช้ยังคงมีอยู่ ความต้องการเงิน crypto ก็น่าจะยังเป็นทางเลือก และจะยังคงอยู่ต่อไปในยุคสมัยของลูก แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบเหมือนในยุคปัจจุบันนี้ของพ่อ หรืออยู่ในสกุลที่คนในยุคของพ่อรู้จักก็ตาม

ในทางกลับกัน ก็เป็นไปได้ว่าโชคชะตาอาจเล่นตลก เพราะว่าธนาคารกลางหลายแห่งได้เข้ามาศึกษาเทคโนโลยี blockchain และระบบของ cryptocurrency เพื่อที่อาจจะใช้เสริมสร้างและพัฒนาเงินดิจิทัลที่ตนเองเป็นผู้ผลิตออกใช้ (คือธนาคารกลางออก cryptocurrency เอง) ซึ่งหากทำสำเร็จ เงิน crypto ของแบงก์ชาติต่าง ๆ นั้น อาจจะเพิ่มอำนาจให้กับธนาคารกลางมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม

ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจะชนะ แต่เงินดิจิทัลที่ถูกเสริมพลังโดยเทคโนโลยีเช่น blockchain คงจะยังอยู่ต่อไปและจะถูกพัฒนาไปอีกมากกว่าที่เห็นอยู่ในวันที่พ่อเขียนจดหมายนี้

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (1) ตอน : ลงทุนกับลูกให้ทันโลก 4.0

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (2) ตอน : การศึกษากับโลกเทคโนโลยี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (3) ตอน : มหาวิทยาลัยจะอยู่หรือไป

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (4) ฤๅโลกมหาวิทยาลัยจะเดินตามโลกดนตรี

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (5) “รถไฟ” แห่งเทคโนโลยีกับผู้ถูกทิ้งไว้ที่ “ชานชาลา”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (6) MOOC เป็นตั๋วให้ผู้ตกขบวนรถไฟได้หรือไม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (7) พิษร้ายความไม่เท่าเทียมกับการต่อต้านโลกาภิวัตน์

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (8) เคล็ดการเรียนรู้ตลอดชีพ

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (9) การเสื่อมอำนาจของอเมริกาและอนาคตการค้าโลก

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (10) กับดัก Kindleberger “จีน” เป็นผู้นำใหม่แทน “อเมริกา” ได้ไหม ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (11) ภาพร่างโลกาภิวัตน์ลายมังกร

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (12) ทำไมโครงการรถไฟ “ไฮสปีด” อาจเดินหน้าแบบ “สโลโมชั่น”

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (13) อุปสรรคสู่ทางสายไหมของจีน

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (14) ยุคของอเมริกาเสื่อมลงแล้ว ดอลลาร์จะเสื่อมลงหรือยัง ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (15) “หยวน” ขึ้นบัลลังก์แทน “ดอลลาร์” ได้หรือไม่ ?

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (16) แบงก์ชาติยังจำเป็นอยู่หรือไม่ในยุคเงินดิจิทัล

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (17) ธนาคารพาณิชย์ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ในยุคเงิน Cryptocurrency

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (18) ยุคแห่ง Data กับโลกาภิวัตน์โฉมใหม่

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (19) เปิดประตูยุคแห่งการล่า Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (20) เปลี่ยนขั้วอำนาจในยุค Data

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (21) เมื่อรัฐเริ่มล่ายักษ์…(แห่งเทคโนโลยี)

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (22) หรือรัฐจะคุม Data เสียเอง

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (23) คุมหรือปล่อย ถอดรหัสการกำกับฟินเทคของสิงคโปร์

คลิกอ่าน >> จดหมายแห่งอนาคต (24) คนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่ และ “กับดัก” แห่งยุคดิจิทัล