“จุรินทร์” ถกทูตอียู หนุนเจรจา FTA เป็นประเทศที่ 3 ในอาเซียน

ประมง

“จุรินทร์” พบทูตอียูเห็นร่วมผลักดันการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู หวังไทยเป็นประเทศที่ 3 ของอาเซียน ต่อจากเวียดนาม และสิงคโปร์ เตรียมนำเรื่อง CL ยา หารือในเวที WTO ปลายปีนี้ ช่วยโลกเข้าถึงวัคซีนโควิดง่ายขึ้น

วันที่ 14 มิถุนายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการร่วมหารือกับนายปีร์กะ ตาปีโอละ (H.E.Mr. Pirkka Tapiola) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่าได้มีการพูดคุยหารือใน 4 ประเด็นสำคัญ

คือ ประเด็นแรก ไทยและอียูมีความเห็นร่วมกันว่าองค์การการค้าโลก หรือ WTO ควรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าในระบบพหุภาคี ในเรื่องการปฏิรูปองค์การการค้าโลก โดยการเร่งรัดให้มีสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ เพื่อมาพิจารณาข้อพิพาทในช่วงที่มีการอุทธรณ์ให้ได้โดยเร็ว รวมทั้งการเร่งสรุปการเจรจาเรื่องการอุดหนุนประมง และเห็นร่วมกันในการส่งเสริมการค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ประเด็นที่ 2 ไทยและอียูเห็นตรงกันในเรื่องการจัดทำเอฟทีเอระหว่างไทยกับอียู โดยในเรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของกระทรวงและรัฐบาล และได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีแล้ว และประเด็นสำคัญอยู่ในขั้นตอนการจัดทำกรอบการเจรจา และเห็นตรงกันว่าในระดับเจ้าหน้าที่ของไทยและอียูจะเร่งหารือ เพื่อจัดทำเอกสารความคาดหวังร่วมกัน เพื่อจะใช้เป็นร่างสำหรับนำไปสู่การขอความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เพื่อเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไป โดยอียูคาดหวังว่าไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ของอาเซียน ที่จะทำเอฟทีเอกับอียู ต่อจากเวียดนาม และสิงคโปร์

ทั้งนี้ หากมีการจัดทำเอฟทีเอและมีผลบังคับใช้ ไทยจะได้รับประโยชน์มากในเรื่องของการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของการค้า เพราะสหภาพยุโรปถือว่ามีการค้ากับไทยในปริมาณที่สูงมาก คิดเป็น 8% ของการค้าของไทยกับโลก

ประเด็นที่ 3 ไทยและอียูเห็นตรงกันว่าการทำ CL วัคซีน จะช่วยให้ทุกประเทศสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ ซึ่งจะนำเรื่องดังกล่าว ไปหารือในการประชุมรัฐมนตรี WTO ในเดือน พ.ย.นี้


และประเด็นที่ 4 ได้เชิญภาคเอกชนในสภาพยุโรปเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2564 โดยจะมีการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Online Business Matching : OBM) ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าของกลุ่มประเทศต่าง ๆ ของสภาพยุโรป เช่น สเปน เดนมาร์ก อิตาลี และสาธารณรัฐเช็ก เป็นต้น โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงสินค้าหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหาร ผลไม้ เครื่องดื่ม เครื่องมือแพทย์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

ทั้งนี้ อียู (27 ประเทศ) เป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทยรองจากอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และสหรัฐ ในปี 2563 มูลค่าการค้า 33,133.90 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,032.7 พันล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7.56 ของการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกไปอียู 17,637.14 ล้านเหรียญสหรัฐ (545.9 พันล้านบาท) และนำเข้าจากอียู 15,496.77 ล้านเหรียญสหรัฐ (486.8 พันล้านบาท) สำหรับ 4 เดือนแรกของปี 2564 (ม.ค.-เม.ย.) การค้าไทย-อียูมีมูลค่า 12,879.86 ล้านเหรียญสหรัฐ (388.3 พันล้านบาท) ขยายตัว 10.95% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 77,291.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (218.4 พันล้านบาท) ขยายตัว 17.98% และนำเข้าจากอียูมูลค่า 5,588.48 ล้านเหรียญสหรัฐ (169.8 พันล้านบาท) ขยายตัว 2.94% สินค้าส่งออกหลักของไทยไปอียู คือ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ยางพารา ไก่แปรรูป และข้าว และสินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากอียู คือ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ