ค่าเงินดอลลาร์ทรงตัว รอปัจจัยใหม่

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 18 ตุลาคม 2560 ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 33.10/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงจรกระดับปิดตลาดในวันอังคาร (17/10) ที่ระดับ 33.10/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รายงานว่า การผลิตภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกันยายน โดยได้แรงหนุนจากการผลิตรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคสหรัฐ โดยนักวิเคราะห์คาดว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไปในเดือนตุลาคม จากการที่โรงกลั่นน้ำมันได้กลับมาทำการผลิต หลังจากที่ปิดโรงงานก่อนหน้านี้จากอิทธิพลของพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ทั้งนี้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเป็นการวัดการปรับตัวของภาคการผลิต เหมืองแร่ และสาธารณูปโภค โดยทั้ง 3 ภาคต่างดีดตัวขึ้นในเดือนกันยายน นอกจากนี้สมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านดีดตัวขึ้น 4 จุด สู่ระดับ 68 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยรายงารระบุว่า ผู้สร้างบ้านมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม และการเกิดพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา นอกจากนี้ ภายในสัปดาห์นี้วุฒิสภาสหรัฐเตรียมเดินหน้าพิจารณาแผนการปฏิรูปภาษีครั้งนี้ให้ลุล่วงไปให้ได้ มิเช่นนั้นพรรคจะต้องเสี่ยงกับการสูญเสียความน่าเชื่อถือในกลุ่มผู้สนับสนุน ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐจะพิจารณาทางออกเรื่องงบประมาณ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการอนุมัติแผนการปฏิรูปภาษี แต่พรรครีพับลิกันอาจจะได้รับการสนับสนุนไม่มากนัก ในขณะที่วุฒิสมาชิกของพรรค 1 คน มีแผนจะเดินทาง และไม่สามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงได้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.08-33.14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดที่ระดับ 33.14/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (18/10) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1764/66 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ใกล้เคียงจากระดับปิดตลาดในวันอังคาร (17/10) ที่ระดับ 1.1766/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) รายงานว่า ยอดขายรถใหม่ในสหภาพยุโรป ปรับตัวลดลง 2% ในเดือนกันยายน แตะที่ 1.43 ล้านคัน เนื่องจากความต้องการรถยนต์ในตลาดใหญ่ชะลอตัว โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร ประกอบกับฐานการเปรียบเทียบเดือนกันยายน ปีที่แล้วซึ่งอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้รายงานยังระบุว่า ยอดขายรถใหม่ในประเทศเยอรมนีลดลง 3.3% และสหราชอาณาจักรลดลง 9.3% ซึ่งถึงแม้จะได้รับการชดเชยจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 8.1% และ 4.6% ในประเทศอิตาลีและสเปน ตามลำดับ รวมถึงยอดขายรถใหม่ในประเทศฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้น 1.1% แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยหนุนให้ยอดขายโดยรวมทั้งภูมิภาคปรับตัวขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1735-1.1771 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1738/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (18/10) เปิดตลาดที่ระดับ 112.19/21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยกับระดับปิดตลาดในวันอังคาร (17/10) ที่ระดับ 112.14/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ รายงานว่าประเทศญี่ปุ่นเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ติดบัญชีรายชื่อประเทศที่รัฐบาลสหรัฐ จับตามองเป็นพิเศษว่าอาจดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทำให้ประเทศเหล่านี้มีความได้เปรียบด้านการค้าเหนือสหรัฐ อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงสรุปว่า ไม่มีคู่ค้ารายใหญ่มีคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ รายใดที่ปั่นค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า โดยนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่าคณะรัฐบาลชุดนี้จะเฝ้าระวังสถานการณ์ต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าดำเนินไปอย่างเสรี ยุติธรรม และสร้างผลต่างตอบแทนซึ่งกันและกันกับคู่ค้าของเรา เราจะเดินหน้าติดตามนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนต่างประเทศต่อไป เพื่อพิจารณาแนวทางปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมซึ่งอาจส่งผลเสียต่อชาวอเมริกันทั้งมวล ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 112.15-112.69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 112.67/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างสหรัฐ เดือนกันยายน (18/10) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (19/10) ดัชนีราคาผู้ผลิตประเทศเยอรมนี ประจำเดือนกันยายน (20/10) ดุลบัญชีเดินสะพัดอียู เดือนสิงหาคม (20/10)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.2/0.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.5/-0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ