“แกร็บ” ขอเคลียร์ 5 เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด

“แกร็บ” ขอเคลียร์ 5 เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด

ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” เคยรายงานข่าวว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า นโยบายการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชั่นแบบถูกกฎหมายเสร็จน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือน มี.ค.2563

แม้ว่าความฮอตของ “ออนดีมานด์ เดลิเวอร์รี่” อาจทำให้บทบาทเรื่องการเป็นแอปพลิเคชั่นเรียกรถยนต์หรือแท็กซี่ลดความร้อนแรงลงไปบ้าง แต่ก็ยังเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของ “แกร็บ” (Grab)

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายธุรกิจในปัจจุบัน คือการมีสารพัดบริการ เพื่อยกสถานะเป็น “ซูเปอร์แอป” อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันให้ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รายงานข่าวจาก แกร็บ ระบุว่า แอปพลิเคชั่น “แกร็บ” มีการดาวน์โหลดบนโทรศัพท์มือถือไปแล้วกว่า 163  ล้านเครื่อง ทำให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ร้านค้า และผู้แทนกว่า 9 ล้านราย โดย “แกร็บ” เชื่อว่าตนเองมีเครือข่ายการให้บริการขนส่งทางบกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยได้ให้บริการการเดินทางไปแล้วมากกว่า 3 พันล้านเที่ยว นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 2555

นอกเหนือจากบริการการเดินทางแบบออนดีมานด์แล้ว ยังนำเสนอบริการด้านอื่นๆ ให้ผู้ใช้ทั่วทั้ง 339 เมืองใน 8 ประเทศ ได้แก่ การบริการรับส่งอาหาร การจัดส่งสินค้าและพัสดุ ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนบริการทางการเงิน

ในบ้านเรา คงน้อยมากที่จะมีใครไม่รู้จัก “แกร็บ” หลังเปิดบริการมาแล้วกว่า 6 ปี ขยายธุรกิจไปในบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสั่งอาหารออนไลน์ผ่าน GrabFood บริการส่งพัสดุหรือสิ่งของผ่าน GrabExpress ฟีเจอร์สั่งซื้อของสดหรือสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Groceries รวมถึงบริการทางการเงินต่างๆ ผ่าน GrabPay

ก่อนที่บริการรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชั่นจะถูกกฎหมาย และแม้ว่าคนไทยจะคุ้นชินกับซูเปอร์แอปมาเกินกว่าครึ่งทศวรรษ ถึงอย่างนั้น “แกร็บ” ก็ยังอยากชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลที่ว่ามีอะไรบ้าง

“แกร็บ” เป็นบริษัทต่างชาติ ไม่เสียภาษี?

แม้ว่าแอปพลิเคชั่นแกร็บจะริเริ่มและก่อตั้งโดยสองนักธุรกิจชาวมาเลเซีย “แอนโทนี ตัน และฮุย หลิง ตัน” แต่เมื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2556 ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทสัญชาติไทยอย่างถูกต้องกับกระทรวงพาณิชย์ภายใต้ชื่อ บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 2,880 ล้านบาท ปัจจุบัน แกร็บ ประเทศไทย มีบริษัทไทยถือหุ้น 75% หนึ่งในนั้นคือ กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งได้ประกาศการลงทุนในแกร็บ ประเทศไทย

ช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 6,200 ล้านบาท ในฐานะบริษัทไทย แกร็บ ประเทศไทย จึงมีหน้าที่ในการเสียภาษีที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายของกรมสรรพากร ไม่ต่างจากบริษัทไทยทั่วไป

นั่ง “แกร็บ” มีความเสี่ยง ไร้ความคุ้มครอง?

คนที่ไม่เคยใช้บริการเรียกรถผ่านแอปฯ อาจรู้สึกเสี่ยงหรือมีความกังวลเรื่องปลอดภัย สำหรับบริษัทผู้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเรียกรถชั้นนำ ความปลอดภัยในการเดินทางของผู้โดยสารเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญที่สุด แกร็บให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาทิ เทคโนโลยียืนยันตัวตนด้วยการเซลฟีของทั้งคนขับและผู้โดยสาร เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับทั้งสองฝ่าย ฟีเจอร์ Share My Ride ซึ่งผู้โดยสารสามารถแชร์รายละเอียดการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนได้รับทราบ ทั้งตำแหน่งของรถ เส้นทางการเดินทาง รายละเอียดของคนขับทั้งชื่อ-นามสกุล และภาพถ่าย รวมถึงระยะเวลาโดยประมาณที่ผู้โดยสารจะไปถึงจุดหมาย

หรือปุ่มขอความช่วยเหลือเพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมี Call Center ที่คอยให้ความช่วยเหลือทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญแกร็บยังได้ทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่คุ้มครองทั้งผู้โดยสารและคนขับในทุกเที่ยวการเดินทาง โดยมีวงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 100,000 บาทในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ รวมถึงทุนประกันชีวิตสูงสุดถึง 200,000 บาท

ใครๆ ก็ขับ “แกร็บ” ได้ เปิดช่องให้เกิดอาชญากรรม?

ถึงแม้ว่าแกร็บจะเปิดโอกาสให้คนที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลสามารถหารายได้เสริมจากการให้บริการรับส่งผู้โดยสารโดยเรียกผ่านแอปฯ แต่ใช่ว่าทุกคนจะขับแกร็บได้ คนที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ของแกร็บต้องผ่านกระบวนการคัดกรองที่เข้มงวด โดยมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมย้อนหลังถึง 7 ปี หากพบประวัติเคยกระทำความผิดทางกฎหมายใดๆ ก็จะไม่สามารถให้บริการได้

เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วคนขับต้องผ่านการอบรมด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคในการรับงาน มารยาทในการให้บริการ มาตรการความปลอดภัยด้วย รวมทั้งมีการกำหนดหลักปฏิบัติและจรรยาบรรณเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้กับคนขับทุกคน

นอกจากนี้ แกร็บยังรับฟังความคิดเห็นของผู้โดยสารเพื่อพร้อมปรับปรุงการให้บริการ โดยมีระบบการให้คะแนนหลังการเดินทาง ซึ่งเป็นการประเมินผลการให้บริการของคนขับไปในตัวโดยจะส่งผลต่อค่าตอบแทน โบนัสและสิทธิประโยชน์อื่นๆ

และในกรณีที่คนขับกระทำความผิดหรือฝ่าฝืนข้อบังคับต่างๆ แกร็บมีระบบแบนคนขับหรือการระงับสัญญาณการให้บริการในระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยแกร็บพร้อมให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในด้านข้อมูลของคนขับเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวน

“แกร็บ” ขอเคลียร์ 5 เรื่องที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด

“แกร็บ” เอาเปรียบคนขับ ทำนาบนหลังคน?

บางคนคิดว่า แกร็บเอาเปรียบคนขับจากการหักเปอร์เซ็นต์ค่าบริการ โดยอาจไม่ทราบว่าแกร็บให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนขับมาตั้งแต่เริ่มต้นดำเนินธุรกิจ ปัจจุบันมีพาร์ทเนอร์คนขับนับแสนคนที่ใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันแกร็บในการสร้างรายได้จากอาชีพอิสระ

โดยนอกจากค่าโดยสารแล้ว คนขับแกร็บยังได้รับผลตอบแทนในรูปแบบอื่นๆ เช่น โบนัส อินเซนทีฟ หรือส่วนลดค่าคอมมิชชัน ทั้งยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ประกันสุขภาพ การผ่อนชำระสินค้ารายวัน การให้สินเชื่อ ส่วนลดจากพันธมิตร ทั้งบริการที่เกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรถ น้ำมัน อาหาร ท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมพิเศษและคอร์สอบรมต่างๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาทักษะให้กับคนขับ อีกทั้งยังดูแลไปถึงครอบครัว
หนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2561 คือ Grab The Future เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับบุตรของพาร์ทเนอร์คนขับ โดยปัจจุบันแกร็บมอบทุนไปแล้ว 4 ล้านบาท ครอบคลุม 700 ครอบครัว

คนขับ “แกร็บ” แย่งงานแท็กซี่?

หลายคนคิดว่าบริการการเดินทางของแกร็บมีเฉพาะที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล แต่จริงๆ ยังมีคนขับแท็กซี่ที่เห็นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีในการหาผู้โดยสารอยู่บนแพลตฟอร์มของแกร็บ

ปัจจุบันมีคนขับรถแท็กซี่หลายหมื่นคนที่รับงานผ่านแอปพลิเคชั่นแกร็บ เป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผู้โดยสาร จากเดิมที่ต้องรอผู้โดยสารที่โบกเรียกตามท้องถนนเพียงอย่างเดียว

จากผลวิจัยของศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาผู้บริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นของคนขับแท็กซี่เมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 99%  ของคนขับแท็กซี่บอกว่าแอปพลิเคชั่นเรียกรถช่วยให้เข้าถึงผู้โดยสารและทำให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนขับทราบจุดหมายปลายทางของผู้โดยสารล่วงหน้าทำให้แมตช์กับเส้นทางที่คนขับสะดวกเดินทาง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร มีระบบ GPS  ช่วยแนะนำเส้นทาง ทั้งมีฟีเจอร์แปลภาษาที่ช่วยให้คนขับสื่อสารกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้

 

QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ