สทนช.เดินหน้าแก้น้ำท่วม-แล้งซ้ำซาก เจาะพื้นที่ เชียงใหม่-ลำพูน

น้ำท่วม-ภัยแล้ง

สทนช.เดินหน้าศึกษาแผนบูรณาการ แก้ปัญหาน้ำท่วม/ภัยแล้งซ้ำซาก พื้นที่เฉพาะ (AreaBased) เชียงใหม่-ลำพูน เล็งดัน 6 โครงการนำร่องแก้ปัญหาวิกฤตพื้นที่เฉพาะ เชียงใหม่-ลำพูน สร้างสมดุลน้ำอย่างยั่งยืน

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการ เพื่อการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง พื้นที่เฉพาะ (AreaBased) เชียงใหม่-ลำพูน ว่า คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มอบหมายให้ สทนช. จัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ

กำหนดพื้นที่เฉพาะ หรือ AreaBased พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม/ภัยแล้งซ้ำซาก หรือปัญหาอื่น ๆ ของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาวิกฤตรวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษตามนโยบายของรัฐบาลและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งหมด 66 พื้นที่ ให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ เป็น 1 ใน 66 พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอยู่ในเกณฑ์สูง จึงต้องเร่งดำเนินการหามาตรการแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม มีความยั่งยืนทุกมิติ ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

สทนช.
สทนช.

รวมทั้งการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่ง สทนช.ได้ทำการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการในพื้นที่เฉพาะ เชียงใหม่-ลำพูน มุ่งเน้นศึกษาและทบทวนโครงการที่แก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน

และแผนงานโครงการในอนาคตในพื้นที่เป้าหมายจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาบูรณาการกันให้โครงการต่าง ๆ สอดคล้องและสนับสนุนกัน ไม่ซ้ำซ้อน มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง

จากผลการศึกษาแผนหลักแบบบูรณาการ พื้นที่เฉพาะเชียงใหม่-ลำพูน มีโครงการที่แก้ปัญหาในพื้นที่ 3,375 โครงการ

แบ่งเป็นโครงการในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2,162 โครงการ และโครงการในลำพูน จำนวน 1,213 โครงการ โดยจะแบ่งการดำเนินการออกเป็นระยะเร่งด่วน 2-3 ปี (พ.ศ. 2566-2567) ระยะสั้น 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ระยะกลาง 5-10 ปี (พ.ศ. 2571-2575) และระยะยาว 10-20 ปี (พ.ศ. 2576-2585) ทั้งนี้ มีโครงการที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน จำนวน 6 โครงการ ได้แก่

1.โครงการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงใหม่ โดยการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน จำนวน 11 แห่ง ในอำเภอแม่อายและอำเภออมก๋อย

2.โครงการแก้ไขปัญหา การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต โดยการพัฒนาขุมเหมืองตำบลดงดำ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

3.โครงการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย โดยการปรับปรุงระบบระบายน้ำบริเวณแยกต้นพยอมและถนนห้วยแก้ว

4.โครงการแก้ไขปัญหาการจัดการด้านคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยการปรับปรุงลำน้ำและภูมิทัศน์คลองแม่ข่า

5.โครงการแก้ไขปัญหาการอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน โดยการพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยผึกเพื่อบรรเทาไฟป่า

6.โครงการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ โดยการบริหารจัดการน้ำแม่กวง

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล
ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

เลขาธิการ สทนช.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการลงพื้นที่บริเวณโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ในโครงการเร่งด่วนของแผนบูรณาการ โดยข้อมูลจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 จะพบว่าน้ำในคลองแม่ข่ามีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรมมาก มีสารปนเปื้อนตกค้างอยู่หลายชนิดและมีค่าสูงกว่าปกติ ทั้งยังมีสีขุ่นดำและมีกลิ่นเหม็น สาเหตุหลักมาจากการขยายตัวของชุมชนเมือง

โดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งมีชุมชนเข้ามาอาศัยอย่างหนาแน่น มีการรุกล้ำลำน้ำ ทิ้งขยะ ระบายน้ำทิ้งจากอาคารบ้านเรือนและสถานประกอบการ ทำให้น้ำเสีย ระบบนิเวศถูกทำลาย ดังนั้น การแก้ปัญหาเร่งด่วนคือการจัดการด้านคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ โดยการก่อสร้างระบบรวบรวมและระบบบำบัดน้ำเสียครอบคลุมพื้นที่ 8 อปท.

พร้อมกับการปรับปรุงลำน้ำและภูมิทัศน์คลองแม่ข่าตลอดทั้งสาย ซึ่งเมื่อโครงการดำเนินการแล้วเสร็จจะส่งผลให้คุณภาพน้ำในคลองแม่ข่าดีขึ้นและมีความสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย สะดวกต่อการบำรุงรักษา ทำให้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวชมความสวยงามของคลองแม่ข่า ส่งผลดีกับชุมชนที่อยู่ 2 ฝั่งลำน้ำ สามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลองให้ดีขึ้น

ซึ่งปัจจุบันมีหลายภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่าอยู่แล้ว แต่ยังขาดการบูรณาการ ดังนั้นจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ สทนช. จะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขเชิงบูรณาการและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เร่งบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเน่าเสีย ในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ด้วยการเน้นการมีส่วนรวมของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน จะเร่งหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มเติม ทั้งน้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน และการแก้ปัญหาก็ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการแก้ปัญหาอย่างถาวร ต้องมีการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ มีการเสนอโครงการ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยจะเร่งดำเนินการโครงการในการศึกษา ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคมนี้

หลังจากนั้น จะนำแผนงานโครงการไปเสนอของบฯในปี’68 ซึ่งมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เป็นเจ้าภาพ ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ

ส่วนโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำเหมืองจี้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม สนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร เป็นอีกหนึ่งโครงการเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันตัวฝายได้รับความเสียหายจากน้ำหลากในลำน้ำแม่ทา ส่งผลให้ไม่สามารถทดน้ำเข้าลำเหมืองเพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้ ทำให้ราษฎรในพื้นที่ประมาณ 3,200 ไร่ จำนวน 168 ครัวเรือน ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร

และอุปโภค-บริโภค ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 5 ช่อง สามารถระบายน้ำได้ 450 ลบ.ม./วินาที วิกฤต 250 ลบ.ม./วินาที อาคารป้องกันตลิ่งด้านเหนือน้ำและด้านท้ายน้ำ พร้อมระบบส่งน้ำ เมื่อก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำเหมืองจี้

พร้อมระบบส่งน้ำแล้วเสร็จ จะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรในเขตพื้นที่โครงการประมาณ 6,900 ไร่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในลำน้ำแม่ทาบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตพื้นที่โครงการ และราษฎรในเขตพื้นที่โครงการ จำนวน 3,648 ครัวเรือน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีผลผลิตและรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น โดยแผนงานเร่งด่วนที่วางไว้ ได้แก่ โครงการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการ

โดยการบริหารจัดการน้ำแม่กวง ซึ่งจะเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำในลำน้ำกวง ที่มีลักษณะโครงการคล้ายกับประตูระบายน้ำเหมืองจี้ ซึ่งจะส่งผลให้สิ่งปลูกสร้างในลำน้ำแม่กวง มีประสิทธิภาพสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตร

ด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ มีน้ำไม่ขาดอย่างแน่นอน ขณะที่สถานการณ์อุทกภัย จะปล่อยให้จังหวัดเชียงใหม่น้ำท่วมตามมีตามเกิดไม่ได้ เพราะการเกิดอุทกภัย 1 วันทำให้จังหวัดเชียงใหม่สูญเสียรายได้นับ 1,000 ล้านบาท


ซึ่งเป็นสูญเสียทางมูลค่าทางเศรษฐกิจ จากภาคบริการและการท่องเที่ยว จึงต้องลดจำนวนวันที่เกิดน้ำท่วมให้น้อยที่สุด และได้นำตัวเลขน้ำปีนี้ ไปออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมในระยะยาว