“สตาร์ เมคเกอร์” รีแบรนด์ ตอบโจทย์กลุ่มพูด-ร้อง-ลีลา

ในโลกยุคปัจจุบัน ผู้ปกครองไม่ได้คาดหวังให้บุตรหลานมีทักษะความรู้ทางวิชาการเฉพาะด้านการเรียนเท่านั้น แต่ด้านกิจกรรมอื่น ๆ นอกห้องเรียน การกล้าแสดงออก การเข้าสังคมยังเป็นอีกความต้องการของเด็ก ๆ ที่ควรจะมี เพราะสมัยนี้มีเวทีประกวดร้องเพลง เต้น เล่นละครผ่านสื่อช่องต่าง ๆ ทั้งโทรทัศน์ สื่อโซเชียล มีเดียอื่น ๆ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ผลเช่นนี้ จึงทำให้สถาบันสอนดนตรี, สถาบันสอนร้องเพลง และสถาบันที่สอนในเรื่องของการแสดงจึงได้การตอบรับจากผู้ปกครอง และเด็ก ๆ อย่างล้นหลาม

“มณีนุช เสมรสุต” หรือ “ครูอ้วน” ผู้อำนวยการสอนสถาบันสตาร์เมคเกอร์วอยซ์อคาเดมี (STAR MAKER VOICE ACADEMY) สถาบันสอนศิลปะการร้องใช้เสียงเพื่อการร้อง และพูดภายใต้การควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่าแนวโน้มตลาดผู้เรียนมีการขยายตัวมากขึ้น อายุเด็กที่มาสมัครเรียนอายุลดลงจากเดิมที่เป็นเด็กเล็กอายุ 5 -7 ขวบเริ่มลดลงเป็นเด็กอายุ 3 ขวบเริ่มสมัครเข้ามาเรียน

“ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่จากเดิมที่เริ่มตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไปเริ่มมีกลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงวัยเข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะต้องการเข้าสังคม ผ่อนคลาย และเพื่อสร้างความมั่นใจในการร้องเพลง เนื่องจากกลุ่มผู้เรียนมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันมากขึ้น เช่น เรียนเพื่อพัฒนาทักษะ, เรียนเพื่อประกวดร้องเพลง, เรียนเพื่อเตรียมตัวสำหรับทดสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อ หรือเรียนเพื่อการแก้ไขเสียง และพัฒนาบุคลิกภาพต่อยอดในหน้าที่การงาน”

ส่วนช่วงวัยแบ่งตามกลุ่มอายุ ได้แก่ เด็ก 5-7 ปี เรียนเพื่อฝึกความกล้าแสดงออกสร้างความมั่นใจ ส่วนอายุ 7 ปีขึ้นไปถึงวัยก่อนอุดมศึกษาจะเรียนเพราะชอบในการร้อง ต้องการพัฒนา และแก้ไขเสียง เพื่อทำกิจกรรมที่โรงเรียน หรือเข้าประกวดในเวทีต่าง ๆ

ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ หรือระดับผู้บริหาร จะเรียนเพื่อพัฒนา 2 ด้านหลัก ๆ คือ การร้องเพลง และการพูดในที่สาธารณะ เพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่ คือคู่แต่งงานสำหรับโชว์บนเวทีฉลองสมรสก็มีเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว STAR MAKER จึงรีแบรนดิ้ง โดยใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท ในการปรับปรุงหลักสูตร ห้องเรียน อบรมบุคลากร รวมถึงการตกแต่งสาขาใหม่ ทั้ง 10 สาขา ให้มีความทันสมัย รวมไปถึงการเพิ่มหลักสูตรใหม่ ๆ อาทิ หลักสูตรกีตาร์, หลักสูตรการแสดง และหลักสูตร Born to be a Star ซึ่งเป็นหลักสูตรพัฒนา และค้นหาความเป็นศิลปิน เพื่อรองรับกับความต้องการในยุคปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการบันเทิงโดยเฉพาะ

นอกจากนั้น ยังมีหลักสูตร Smart make Over ที่เน้นทักษะการพูด, แก้ไขเสียง, รักษาเสียง, บุคลิกภาพ โดยเน้นกลุ่มองค์กร และผู้บริหาร และผู้ที่ต้องใช้ทักษะการพูด เพื่อพบปะลูกค้าบ่อย ๆ เช่น พนักงานขาย, คอลเซ็นเตอร์ ทั้งในรูปแบบเดี่ยว และกลุ่ม 10-100 คน เป็นหลักสูตร 1-3 วัน คาดว่าจะสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนได้อย่างตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น

การรีแบรนดิ้งครั้งนี้ “ครูอ้วน” บอกว่าจะไม่มีผลต่อค่าเรียน เพราะปัจจุบันอัตราค่าเรียนอยู่ที่ 160 บาท/ชม. สำหรับการเรียนกลุ่ม ส่วนการเรียนเดี่ยวนั้นหากเรียนเดี่ยวกับครูแบบตัวต่อตัวอยู่ที่ 800 -1,200 บาท/ชม. และหากเป็นเรียนเดี่ยวกับครูอ้วนอยู่ที่ 1,900 บาท / ชม.

“โดยใน 1 หลักสูตรการเรียนกลุ่มมีทั้ง 18 ชั่วโมง และ 36 ชั่วโมง ซึ่งครูผู้สอนจะเก็บข้อมูล การประเมินวัดผลจาก Show Time และมีกิจกรรม Master Class, Monthly Activity, Singing Contest ที่ผู้เรียนต้องใช้ทักษะจากการเรียนมาต่อยอด คาดว่าหลังจากการรีแบรนดิ้งจะสามารถตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างตรงกลุ่มมากยิ่งขึ้น คาดว่าปีนี้น่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ 20% โดยปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนประมาณ 1,000 คน/ ปี ใน 10 สาขา”

“เราจึงมองว่าถึงตอนนี้ ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวของสถาบันร้องเพลง เพราะคนไทยมีจิตวิญญาณของความเป็นศิลปิน รัก และชอบการร้องรำทำเพลงอยู่แล้ว แม้ไม่ใช่เวทีประกวด ก็จะเป็นเรื่องของงานสังคม พบปะ การทำกิจกรรมเพื่อผ่อนคลายต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มนี้เริ่มเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้น เช่นเดียวกับผู้ที่เรียนเพื่อเป็นศิลปิน จึงทำให้ตลาดตรงนี้เกิดการขยายตัว”


จนกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจของสถาบันสอนร้องเพลงไปพร้อม ๆ กัน