ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังโรงกลั่นในสหรัฐปิดดำเนินการผลิตจากพายุ Harvey

– ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง โดยได้รับแรงกดดันจากโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ บริเวณพื้นที่ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกที่ได้หยุดดำเนินการผลิต หลังได้รับผลกระทบจากพายุ Harvey ที่ได้พัดถล่มชายฝั่งรัฐเท็กซัสส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมและฝนตกต่อเนื่อง ทั้งนี้คาดการณ์ว่าพายุ Harvey จะส่งผลทำให้โรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ หยุดดำเนินการผลิตน้ำมันอย่างน้อย 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

– ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์วานนี้ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 5.27 จุดลงมาปิดที่ระดับ 21,808.40 จุด หลังนักลงทุนยังคงรอดูการประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากพายุ Harvey จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก และสร้างความเสียหายในพื้นที่หลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองฮุสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐฯ

+ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ลงไปสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 28 เดือนหลังจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ไม่ได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมประจำปี แต่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของวิกฤตการณ์ทางการเงินในอดีต รวมไปถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากพายุ Harvey

+/- สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ยังคงติดตามสถานการณ์ของพายุ Harvey อย่างใกล้ชิด หลังหลายฝ่ายกังวลว่าการหยุดดำเนินการผลิตน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ จะส่งผลต่ออุปทานน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก

Advertisment

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปทานตึงตัวจากผลกระทบของเฮอร์ริเคน Harvey ที่มีผลต่อการผลิตน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ หลังโรงกลั่นน้ำมันต้องหยุดดำเนินการผลิต อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกของจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.4 เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ลดลงจากฤดูมรสุมในทวีปเอเชีย ประกอบกับการส่งออกน้ำมันดีเซลไปภูมิภาคอื่นปรับตัวลดลง

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 45-50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

Advertisment

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 49-54 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดจะปรับลดลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้าจากโรงกลั่นที่คาดจะคงกำลังการกลั่นในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 ส.ค. ปรับลดลง 3.3 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค. 59 ที่ระดับ 463.2 ล้านบาร์เรล ซึ่งนับเป็นการปรับลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน ขณะที่ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ณ จุดส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับลดลงมาสู่ระดับ0.5 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบปีที่ระดับ 56.5 ล้านบาร์เรล

ผลกระทบจากเฮอร์ริเคน Harvey ที่เคลื่อนที่เข้าชายฝั่งทางทะเลทิศใต้ของรัฐเทกซัส ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติในบริเวณดังกล่าวประกาศอพยพแรงงานออกจากแท่นขุดเจาะและประกาศหยุดการผลิตน้ำมันดิบลงชั่วคราวกว่า 425,500 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่อ่าวเม็กซิโก โดยปริมาณการผลิตน้ามันดิบในอ่าวเม็กซิโกคิดเป็นร้อยละ 17ของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานในแถบรัฐเทกซัสได้หยุดดำเนินการผลิตลงทั้งสิ้นประมาณ 260,000 บาร์เรลต่อวันเช่นกัน

จับตาการขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ หลังราคาน้ำมันที่ปรับลดลงในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ผู้ผลิตในสหรัฐฯ ชะลอการขุดเจาะและปรับลดงบลงทุนในปี 2560 ลง โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ ปรับลดลง 4 แท่นมาอยู่ที่ 759 แท่น สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 25 ส.ค. 60