ให้ “สิ่งที่คู่แข่งไม่มี” กลยุทธ์ 30 ปี เจมาร์ท

อยู่ยั้งยืนยงในวงการค้าปลีกไอทีกว่า 30 ปี ทั้งสยายปีกเครือธุรกิจสู่ “holding company” ที่มีทั้งธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าพร้อมให้เช่าซื้อ ปล่อยสินเชื่อและรับบริหารหนี้ ประกันภัย คอลเซ็นเตอร์ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซอฟต์แวร์ ฟินเทค และธุรกิจลงทุนในสตาร์ตอัพ แต่ 74% ของรายได้รวม ยังมาจากการขาย โดยมี “สมาร์ทโฟน” เป็นสินค้าหลัก อีก 21% คือรายได้จากการให้บริการติดตามหนี้และบริการอื่น

ด้วยประสบการณ์ยาวนาน จึงฉายภาพวงการค้าปลีกไอทีได้อย่างดี “นราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์” ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด บมจ.เจมาร์ท เปิดเผยว่า ตลาดไอทีในไทยตอนนี้เติบโตน้อย แข่งขันรุนแรงเพื่อชิงมาร์เก็ตแชร์ จนหลายรายต้องล้มหายตายจากไป อย่างตลาดสมาร์ทโฟนปัจจุบัน “ค่ายมือถือ” เข้ามาชิงมาร์เก็ตแชร์ไปราว 25%


ขณะที่ภาพรวมตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ไตรมาสแรกของปียังซบเซา แต่ก็เริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นหลังผ่านช่วงเลือกตั้ง คาดว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคน่าจะดีขึ้น แต่คงยังไม่เต็มร้อย

“การเมืองมีผลต่อความกังวลบ้าง แต่หลัก ๆ คือไม่มีสินค้าเปิดตัวใหม่ และมีการจับจ่ายไปแล้วตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ปีก่อน คาดว่าทั้งปี value น่าจะโตแค่ดิจิตเดียว ส่วนจำนวนเครื่องน่าจะอยู่ที่ 17 ล้านเครื่อง ติดลบไป 5% แต่ราคาสมาร์ทโฟนต่อเครื่องจะสูงขึ้น” 

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนที่ขายดี คือ ช่วงราคา 10,000 บาท มีแบรนด์ OPPO vivo ทำตลาดนี้ได้ดี ส่วนรุ่นไฮเอนด์ราคา 20,000 บาทขึ้นไปก็เติบโตดี มีสัดส่วนราว 50% ของตลาดรวม โดย Huawei ทำตลาดนี้และเพื่อฉลองครบ 30 ปี จึงเปิดแคมเปญ “เจมาร์ท จัดเต็ม ดูแลเครื่อง ดูแลคุณ ลุ้นโชคใหญ่” ทั้งรับประกันความพึงพอใจเปลี่ยนเครื่องได้ใน 30 วัน หรือเพิ่มเงิน 10% สำหรับเปลี่ยนรุ่นใหม่ จัดประกันตัวเครื่อง ครอบคลุมทั้งจอแตก-เครื่องบุบ-ตกน้ำ หากไม่อยากซ่อมก็จ่ายเพิ่ม 40% รับเครื่องใหม่รุ่นเดิม แถมมีประกันอุบัติเหตุบุคคลให้ 6 เดือน ซึ่งทำได้เพราะมีธุรกิจประกันของตัวเองเรียกว่า “ให้ของแถมที่คู่แข่งรายอื่นไม่มี” โดยเตรียมไว้ไตรมาสละ 15 ล้านบาท

สำหรับกิจกรรมการตลาดส่วนการเป็นพาร์ตเนอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ AIS ซึ่งทำให้เจมาร์ทจะไม่ขายซิมการ์ดเบอร์ใหม่ของค่ายอื่นนั้น ผ่านมา6 เดือน ยอดขายชดเชยได้ทั้งหมด

ที่ผ่านมาแคมเปญต่าง ๆ ช่วยให้เติบโตได้ 20% ปีนี้เจมาร์ทตั้งเป้าโตแต่ละแคมเปญให้ได้ 25% ส่วนรายได้ปีนี้ตั้งเป้า 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน เน้นการเพิ่มยอดขายแต่ละสาขาให้มากขึ้น เดิมเฉลี่ยเดือนละ 3.5 ล้านบาท ด้วยการปรับปรุงหน้าร้านให้ทันสมัยขึ้นเริ่ม 50 สาขา

ในปีนี้ จากทั้งหมด 200 สาขา ไม่เน้นขยายสาขา เพราะค่าเช่าสูง แต่จะปรับให้ร้านเป็น gadget destination มากขึ้น ให้คนรับรู้ว่าไม่ได้ขายแค่มือถือ ก็มีสัญญาณที่ดีในกลุ่มอุปกรณ์เสริม สมาร์ทดีไวซ์ อาทิ เครื่องกรองอากาศของเสี่ยวหมี่รวมถึงเพิ่มทีมขายตรงลงไปยังชุมชนในต่างจังหวัด ซึ่งเริ่มมียอดขายราว 10 ล้านบาท/เดือน จากทีมที่มีอยู่ 50 คน

Previous articleรวมภาพบรรยากาศส่งท้ายสงกรานต์ ‘ถนนข้าวสาร’
Next article‘ไทเกอร์’ พุ่งขึ้นอันดับ 6 ของโลก หลังคว้าแชมป์เมเจอร์ ‘เดอะ มาสเตอร์ส’