ทัศนีย์ ยะจา CEO “เชียงใหม่ ศิลาดล” พลิกห่อ “ข้าวต้มมัด” สู้วิกฤต

สัมภาษณ์

ธุรกิจเครื่องเคลือบศิลาดล “เชียงใหม่ ศิลาดล By ทัศนีย์ @ดอยสะเก็ด” ตกอยู่ในห้วงสภาวะที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับอีกหลากหลายธุรกิจทั่วโลก เมื่อนักท่องเที่ยวหยุดการเดินทาง องค์กรต่าง ๆ ชะลอการจัดกิจกรรมประชุมสัมมนาและงานแสดงสินค้า ซึ่งกลุ่มองค์กร (corporate) เป็นลูกค้ากลุ่มหลักสัดส่วนถึง 50% ขณะที่อีก 50% ซึ่งเป็นลูกค้า walk-in ที่มาศึกษาดูงาน มีตัวเลขเป็นศูนย์

ทำให้ “ทัศนีย์ ยะจา” CEO “เชียงใหม่ ศิลาดล By ทัศนีย์ @ดอยสะเก็ด” ต้องตัดสินใจปิดโรงงานชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน 2563) ประเมินรายได้จากธุรกิจเครื่องเคลือบศิลาดลที่หายไปราว 4 ล้านบาท แม้ธุรกิจงานปั้นศิลาดลต้องหยุดชะงัก แต่ “ทัศนีย์” กลับไม่หยุดนิ่ง ยังคงนั่งห่อ “ข้าวต้มมัด” ทุกวัน วันละ 100 มัด จากงานอดิเรกที่เป็นอาชีพรอง ได้กลายมาเป็นอาชีพหลักในยามวิกฤตนี้ CEO เชียงใหม่ ศิลาดล ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”

ทัศนีย์บอกว่า ธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะเครื่องเคลือบศิลาดลเป็นสินค้าที่พึ่งพิงการท่องเที่ยวและตลาดองค์กร (corporate) เป็นหลัก ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เมื่อนักท่องเที่ยวหยุดการเดินทาง องค์กรต่าง ๆ หยุดกิจกรรมประชุมสัมมนา งดการจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน ซึ่งโรงงาน “เชียงใหม่ ศิลาดล” เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงศิลปวัฒนธรรมที่มีกลุ่มองค์กรและนักท่องเที่ยวเข้ามาศึกษาดูงานทุกวัน แต่นับจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีลูกค้า รายได้จึงหายไป 100% ทำให้ตัดสินใจปิดโรงงานชั่วคราว 3 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563

“ยอดขายหายไปตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เฉพาะแค่ 2 เดือนนี้ รายได้หายไปประมาณ 2 ล้านบาท ปกติเรามีรายได้เดือนละ1 ล้านบาทซึ่งเราปิดถึงเดือนมิถุนายน รายได้โดยรวมจะหายไปราว 4 ล้านบาท พนักงานที่มีทั้งหมด 40 คน ได้ขอความร่วมมือให้หยุดงานโดยไม่รับค่าจ้าง แต่ยังมีสถานะเป็นพนักงานอยู่ รอวันที่โรงงานเปิดสามารถกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ซึ่งพนักงานทุกคนเข้าใจ”



จากวันที่ทุกอย่างในโรงงานหยุดนิ่ง แต่ CEO เชียงใหม่ ศิลาดล ยังคงนั่งห่อข้าวต้มมัดทุกวัน ซึ่งเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำด้วยใจรัก และทำควบคู่ไปพร้อม ๆ กับธุรกิจศิลาดลมาโดยตลอดหลายปี

“เรายังมีอีกขาหนึ่ง คือ ข้าวต้มมัด จากที่เป็นอาชีพรอง พอเจอวิกฤตโควิดก็กลายมาเป็นอาชีพหลักได้เลย เมื่อเผชิญวิกฤตต้องเร่งปรับตัว ไม่ท้อแท้ ก้าวไปข้างหน้า และทุกวันมีพนักงานจิตอาสาหลายคนมาช่วยกันห่อข้าวต้มมัด มาด้วยใจ เรามีอาหารกลางวันให้รับประทาน วันนี้เราดึงความเป็นข้าวต้มมัดออกมา ขยายตลาดไปยังกรุงเทพฯ และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้กว้างมากขึ้น”

ทัศนีย์บอกว่า ทำข้าวต้มมัดขายมานานกว่า 7 ปีภายใต้แบรนด์ “ข้าวต้มมัด Society By ทัศนีย์” โดยจะใช้เวลาในการห่อข้าวต้มมัดในช่วงเช้าถึงประมาณเที่ยงวัน วัตถุดิบที่ใช้ทำข้าวต้มมัดก็ซื้อจากชาวบ้านในอำเภอดอยสะเก็ด ในละแวกใกล้เคียง ทั้งใบตอง กล้วย กะทิ คนในชุมชนมีรายได้ไปด้วย เป็นการเกื้อหนุนกันภายในท้องถิ่น ซึ่งการทำข้าวต้มมัดต้องใจถึง ไม่หวงเครื่อง วัตถุดิบทุกอย่างต้องเข้มข้นและมีคุณภาพ ข้าวต้มมัดจึงจะอร่อยกลมกล่อม โดยมีส่วนผสมที่เป็นสูตรลงตัว ประกอบด้วย ข้าวเหนียวเขี้ยวงู(ข้าวเก่า) กะทิ (เฉพาะหัวกะทิ ไม่ผสมน้ำ) น้ำตาล เกลือ กล้วยน้ำว้า แต่ที่แตกต่างกว่าที่ไหน ๆ คือ จะมีส่วนผสมของถั่วแดงและงาขี้ม่อน ส่วนใบตองที่ใช้ห่อข้าวต้มมัด จะต้องเป็นใบตองอ่อนของกล้วยน้ำว้าเท่านั้น

โดยทุก ๆ วันมีกำลังการผลิตข้าวต้มมัดเฉลี่ยวันละราว 100 มัด หรือเดือนละราว 2,000 มัด รายได้ต่อเดือนมากกว่า 100,000 บาท ราคาขายมัดละ 50 บาท ตลาดหลักเป็นออร์เดอร์จากในพื้นที่เชียงใหม่ กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้ขยายตลาดไปยังกรุงเทพฯ มีออร์เดอร์เฉลี่ยอาทิตย์ละ 200 มัด

“ตอนนี้กำลังคิดต่อยอดข้าวต้มมัด โดยวางแผนภายในปี 2564 จะทำสวนกล้วยบนพื้นที่ 3 ไร่ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงงานเชียงใหม่ ศิลาดล เน้นให้เป็นสวนเกษตรที่กินได้ นำผลผลิตมาต่อยอดข้าวต้มมัด และบริโภค พึ่งพาตัวเองแบบพอเพียง”

ทัศนีย์บอกอีกว่า ตั้งใจที่จะทำข้าวต้มมัดให้เป็นธุรกิจหลักคู่กับธุรกิจศิลาดล เพราะศิลาดลเป็นชีวิต และข้าวต้มมัดเป็นหัวใจ ที่ต้องอยู่คู่กัน แต่จะไม่ทำเกินกำลัง จะทำเท่าที่ทำได้ตามกำลังที่มี ไม่คิดทำให้ใหญ่โตไปมากกว่านี้ ไม่ส่งออก เน้นขายในประเทศเป็นหลัก


“อย่าท้อกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใช้ช่วงเวลานี้ปรับสภาพแวดล้อมภายในโรงงานให้สะอาด รอที่จะเริ่มต้นใหม่ ถ้าใจเราท้อ ไม่ทำอะไรเลย เราจะเหนื่อยกว่าเดิม ต้องมองดีไว้ก่อน ต้องมีหัวใจที่จะให้ และให้กำลังใจตัวเองก่อน”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ